หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
โศกนาฏกรรมการเมือง

คนแคระบนบ่ายักษ์ : แพทย์ พิจิตร  มติชนรายสัปดาห์  วันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 27 ฉบับที่ 1402

วิกฤตการเมืองไทยในช่วงปี 2549 อันเป็นเหตุให้เกิดการทำรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน 2549 นั้น มีกระแสมุมมองที่วิเคราะห์สาเหตุของรัฐประหารที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจากฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือฝ่ายไทยรักไทย หรือฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยทั้งพันธมิตรและไทยรักไทย

ท่ามกลางฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับทั้งสองฝ่าย มีมุมมองหนึ่ง ซึ่งเป็นมุมมองของผู้ที่ไม่ได้ออกมาสนับสนุนการชุมนุมของฝ่ายพันธมิตร แต่ก็ไม่ได้ออกมาปกป้องรัฐบาลไทยรักไทย จะว่าเป็นกลางระหว่างสองฝ่ายนี้ ก็อาจจะใช่ ซึ่งก็อาจจะไม่เป็นกลาง ถ้ามองจากทั้งฝ่ายรัฐบาลไทยรักไทย และฝ่ายพันธมิตร

มุมมองนี้ผู้เขียนได้รับฟังจาก รศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และหนึ่งในคณะกรรมาธิการยกร่าง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญฉบับรอลงประชามตินี้

อาจารย์นครินทร์มองว่า ฝ่ายพันธมิตรไม่ควรยกประเด็นเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์มา เพื่อผลในการระดมการชุมนุมประท้วง อีกทั้งไม่เห็นด้วยกับการเรียกร้องมาตรา 7 ขณะเดียวกัน เขาก็เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้ไม่มีมารยาททางการเมือง ไม่เคารพสภาผู้แทนราษฎร ไม่สนใจที่จะตอบคำถามของสภา อีกทั้งทำผิดมารยาททางการเมืองที่ร้ายแรงนั่นคือ การยุบสภาอย่างไม่ถูกต้อง ขณะเดียวกัน เขาก็เห็นว่า นอกเหนือไปจากฝ่ายรัฐบาลแล้ว พรรคฝ่ายค้านก็เล่นแรงเกินไปในการคว่ำบาตรไม่ยอมลงสมัครแข่งขันในสนามเลือกตั้ง

ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงเข้าใจว่า จากมุมมองของอาจารย์นครินทร์ที่กล่าวมานี้ ทุกฝ่ายทำให้การเมืองไทยเดินไปสู่ทางตันในที่สุด พูดง่ายๆ ว่า ทุกฝ่ายไม่ยอมอ่อนข้อให้กันและกัน แต่ละฝ่ายก็เล่นกันแรง ชนิดหลังผิงฝากันหมด ไม่เปิดทางใดๆ ได้เลยนอกจากความเป็น-ความตาย ซึ่งเป็นความเป็นความตายทางการเมือง และในที่สุด เมื่อเกิดรัฐประหาร ก็เท่ากับ การเมืองได้ถึงจุดจบ การเมืองได้ตายลงไป ไม่มีใครในภาคการเมือง "ได้" มีแต่ "เสีย" และที่สำคัญเกิดการสูญเสียของความเป็นการเมืองครั้งใหญ่ และรวมถึงประชาธิปไตยไทยด้วย

และที่สำคัญ มันเป็นโศกนาฏกรรมทางการเมืองที่ยังปิดฉากไม่ลงอีกด้วย!

โศกนาฏกรรมการเมืองไทยที่ว่านี้ทำให้นึกถึงบทละครโศกนาฏกรรม (tragedy) ของสามมหากวีเอกของกรีกโบราณที่สะท้อนให้เห็นถึงโศกนาฏกรรมทางการเมืองสมัยนั้น

มหากวีทั้งสามคือ เอสคีลุส (Aeschylus) โซโฟคลีส (Sophocles) และยูริพิดิส (Euripides)

บทละครแห่งชีวิต (tragedy) ของเอสคีลุสบอกคนดูว่ามันไม่มีคำตอบที่เป็นสูตรสำเร็จในการแก้ปัญหาชีวิตมนุษย์ ในสังคมการเมือง และมันก็ไม่มีคำตอบที่ตายตัวสำหรับความขัดแย้งหรือปัญหาใดๆ ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางความคิด ความขัดแย้งระหว่างบุคคล ความขัดแย้งระหว่างมนุษย์ด้วยกัน หรือแม้แต่ความขัดแย้งในหมู่เทพ เพราะ "ไม่มีผู้ใด และไม่มีความคิดหรือหลักการใดที่จะดีหรือเลวอย่างสมบูรณ์ จะมีแต่ว่า อะไรของใครที่มันดูดีกว่าหรือมีน้ำหนักกว่าของอีกคนหนึ่ง ณ ที่ที่หนึ่งและห้วงเวลาหนึ่ง"

เพราะสำหรับเอสคีลุส นครรัฐประชาธิปไตย (democratic polis) เท่านั้น "ที่ที่เสรีภาพของการโต้เถียง และการลงคะแนนเสียงจะนำมาซึ่ง สัจธรรมคำตอบ สำหรับทุกฝ่าย" อันนำมาซึ่งการยุติความขัดแย้ง ที่ดำเนินมาเป็นเวลาช้านานของความแค้นที่ไม่สามารถประนีประนอมกันได้ และการประหัตประหารกันของปฏิปักษ์สองฝ่ายที่ดำเนินมายาวนาน

ณ ตรงนี้ ดูเหมือนว่าเสียงจากนครรัฐประชาธิปไตย จะเป็นทางออกเป็นสัจจะแห่งคำตัดสินให้ทั้งปัจเจกชน และส่วนรวมชุมชน

แต่สำหรับกวีโซโฟคลีส การที่พระเอกหรือวีรบุรุษในบทละครชีวิต (tragedy) ของเขา ผู้ซึ่งมีเจตจำนงอันแน่วแน่ไม่เปลี่ยนแปลง และมีความหยิ่งทระนงที่ไม่มีวันจะยอมก้มหัวให้ใคร ผู้ใด หรือสิ่งใดๆ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นโชคชะตาหรือสถานการณ์ที่บีบคั้นปานใด เขาผู้นั้นจะไม่มีวันยอมพ่ายแพ้ และไม่ว่าสิ่งนั้นจะยิ่งใหญ่ศักดิ์สิทธิ์อย่างเทพเจ้า หรือยิ่งใหญ่ศักดิ์สิทธิ์อย่างเสียงของประชาชนส่วนใหญ่ (democratic polis)

สิ่งที่โซโฟคลีสเขียนนี้ได้สะท้อนถึง "การปะทะกันระหว่างธรรมชาติเฉพาะของปัจเจกบุคคล กับการกล่าวอ้างถึงอำนาจความชอบธรรมของเสียงส่วนรวมอันได้แก่เสียงหรือเจตจำนงมหาชน"

บทละครของโซโฟคลีสเสนอภาพธรรมชาติของความขัดแย้งระหว่างคนกับรัฐ ส่วนตัวกับส่วนรวม หรือระหว่างเหตุผลของปัจเจกชนกับเหตุผลแห่งรัฐ และเมื่อเปรียบเทียบกับปรัชญาการเมืองในบทละครของเอสคีลุสแล้ว จะเห็นได้ว่าปรัชญาในบทละครของโซโฟคลีสนั้นได้ "เปลี่ยนจากการให้ความสำคัญของบูรณาการของสังคม (civic solidarity) มาเป็นการให้ความสำคัญกับความเป็นวีรบุรุษปัจเจก (individual heroism)"

สำหรับโซโฟคลีสความเป็นวีรบุรุษปัจเจกนี้เป็นปราการด่านสุดท้ายในการต้านพลังภายนอกที่ถูกอ้างว่าเป็นพลังแห่งความจริง ความถูกต้องอันเป็นสากล ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ไม่มีใครรู้เข้าใจหรืออธิบาย หรือให้เหตุผลกับคำกล่าวอ้างของความถูกต้อง ของเสียงข้างมาก คำตัดสินของเสียงข้างมากนี้นอกจากจะไม่มีเหตุผลแล้ว บางครั้งมันยังเป็นปฏิปักษ์กับเราอีกด้วย

จากแง่มุมของโซโฟคลีสทำให้สายสัมพันธ์ระหว่าง ปัจเจก-นครและจักรวาลขาดสะบั้นลง

แต่อย่างไรก็ตาม กวีทั้งสองไม่ว่าจะเป็นเอสคีลุสหรือโซโฟคลีส ต่างก็ต้องตรงกันที่ว่า มันไม่มีวิธีการ หรือหลักการคำสอนที่แน่นอน หรือสูตรสำเร็จในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง ความวุ่นวายในชีวิตมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นปัจเจก หรือส่วนรวมได้ แต่กระนั้น โซโฟคลีสก็ต่างจากเอสคีลุส ตรงที่เขาไม่มีความศรัทธาในนครรัฐประชาธิปไตย บทละครของโซโฟคลีสบอกเราว่า คำตอบนั้นน่าจะอยู่ที่ความเป็นวีรบุรุษปัจเจกมากกว่าจะอยู่ที่สังคม (polis)

อย่างไรก็ตาม สำหรับกวีทั้งสองแล้ว บทเรียนบทเดียวกันที่เราได้จากคนทั้งสองนี้คือ ปัญหามันอยู่ที่ว่า มันมีทางสองแพร่ง ที่เราจะต้องเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง

ทางสองแพร่งที่ว่านี้เป็นทางสองแพร่งระหว่างความดีแบบหนึ่งกับความดีอีกแบบหนึ่ง (between good and good) และนั่นคือ ความดีส่วนตัวของเราหรือของปัจเจกกับความดีของส่วนรวมหรือของคนอื่นๆ

ทัศนะแห่งทางสองแพร่งระหว่างความดีกับความดีของเอสคีลุส และโซโฟคลีสนั้นกลับเป็นสิ่งที่กวีอีกคนหนึ่งไม่เห็นด้วย

ยูริพีดิสคือกวีคนสุดท้ายของมหากวีแห่งบทละครชีวิต (tragedy)

ยูริพิดิสเห็นว่าปัญหาของทางสองแพร่งนั้นมีอยู่จริง แต่มันเป็นทางสองแพร่งระหว่างสิ่งที่แย่กับสิ่งที่แย่ในชีวิตของเรา มันเป็นทางสองทางที่เราไม่ต้องการเดินไป ไม่ว่าทางไหนก็ตาม แต่กระนั้น เราก็จำเป็นต้องเลือกทางใดทางหนึ่งอยู่ดี เพราะไม่ว่า "จะอยู่หรือจะตาย?" มันก็แย่พอกัน

เข้าทำนองอย่างที่มหากวีอังกฤษยุคอลิซาเบธอย่างเช็คสเปียร์ ให้ตัวเอกแห่งบทละคร Hamlet กล่าวประโยคที่คนทั่วไปท่องจำขึ้นใจ "To be or not to be, that is a question!"

แต่จะมีใครกี่คนที่จะเข้าใจถึงความเจ็บปวดของในคำกล่าวนั้น

สิ่งที่ยูริพิดิสต้องการบอกในบทละครของเขาก็คือ มนุษย์นั้น โดยธรรมชาติ เกิดมามีทุกข์เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งกว่านั้น "democratic polis" หรือนครรัฐประชาธิปไตย "มันยิ่งทำให้เราต้องทุกข์หนักขึ้นมากกว่าที่จะช่วยทุเลา"

มันดูเหมือนว่าโลกอันมืดมนในสายตาของยูริพิดิสจะนำละครแห่งชีวิตมาสู่ตอนจบอันแสนหดหู่สิ้นหวัง และพร้อมกันนี้จินตนาการประชาธิปไตย และจินตนาการของกวีแห่งบทละครชีวิต (tragedy) ก็ถึงเวลาปิดฉากลงไปพร้อมๆ กัน

หน้า 41