หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
เกาเข่า

จีนที่กำลังเปลี่ยน : วิภา อุตมฉันท์  มติชนรายสัปดาห์  วันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 27 ฉบับที่ 1402

"เกาเข่า" ไม่ใช่ภาษาไทย ฉะนั้น โปรดอย่าตีความเป็นไทย เพราะมันไม่สื่อ

"เกาเข่า" ที่จะพูดกันวันนี้เป็นภาษาจีน (จะให้ดีโปรดออกเสียงให้ยาวกว่า "เกาเข่า" เล็กน้อย...ไม่ถึงขนาด "กาวข่าว" แต่อยู่กึ่งกลางระหว่าง "เกาเข่า" กับ "กาวข่าว" ก็จะเพอร์เฟ็กต์)

"เกา" gao แปลว่า สูง "เข่า" kao แปลว่า สอบ

gaokao ก็คือ higher education examnination หรือสอบเอ็นทรานซ์นั่นเอง

เอ็นทรานซ์ของไทยว่าเป็นเรื่องใหญ่แล้ว ยังสู้จีนเขาไม่ได้ เกาเข่าของจีนเป็นเหตุการณ์สำคัญระดับชาติ ขนาดที่สื่อบอกว่า เป็นรองก็แต่โอลิมปิคเท่านั้น

จะเชื่อหรือไม่ ก็ลองคิดถึงคนจีนที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเกาเข่า กับคนที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับโอลิมปิค... คิดถึงความรู้สึก และผลกระทบต่อคน ความชุลมุนชุลเกของบ้านเมือง โดยเทียบกับโอลิมปิคดู...เผลอๆ อาจพบว่า มันเป็นอะไรที่ยิ่งกว่าโอลิมปิคเสียอีก

จีนจัดสอบเกาเข่าพร้อมกันทั่วประเทศปีละครั้งในเดือนมิถุนายน ปีนี้คือวันที่ 6-7 (บางมณฑลยืดไปถึงวันที่ 8-9) มีคนสมัครสอบทั่วประเทศ 10.1 ล้านคน

คนเหล่านี้เป็นนักเรียนมัธยมปลายที่เก็บตัวซุ่มฟิตมาไม่ต่ำกว่า 10 ปี เพียงเพื่อสอบเกาเข่าครั้งนี้โดยเฉพาะ

คนเหล่านี้ยังเป็นลูกคนเดียวของพ่อแม่ ซึ่งเป็นกองหนุนให้ลูกๆ ลงสนามในครั้งนี้ แต่ออกอาการหนักกว่าลูก พ่อแม่จำนวน 20.2 ล้านคน ถูกเกาเข่าเล่นงานจนเครียดจัด!

พิษเกาเข่ายังลามไปถึงปู่-ย่า ตา-ยาย ซึ่งเคยแย่งกันฟูมฟักหลานรักคนเดียว ตั้งแต่หลานคนนี้เกิด คนแก่อีกอย่างน้อย 4 ชีวิตจึงพลอยกินไม่ได้นอนไม่หลับไปกับเขาด้วย

รวมแล้วเกาเข่าส่งผลกระทบต่อคนจีนอย่างน้อย 70.7 ล้านคน

เฉพาะที่รับผลกระทบตรงๆ และจังๆ เท่านั้น!!

ไม่นับคนทั้งประเทศ ที่ถูกสื่อกระหน่ำข่าว หนีไปไหนไม่รอดอย่างน้อย 1 อาทิตย์

เกาเข่าเป็นวาระแห่งชาติที่ร้อนแรงมาก ปีนี้ร้อนแรงกว่าทุกปี เพราะจำนวนเด็กเข้าสอบสูงที่สุดในรอบ 30 ปี ตั้งแต่จีนจัดให้มีการสอบเมื่อปี 1977 เป็นต้นมา

ในจำนวนผู้เข้าสอบ 10.1 ล้านคน เป็นคนที่จะได้รับคัดเลือก 5.67 ล้านคน หรือ 13 คนต่อผู้สมัคร 24 คน

ที่เหลืออีกเกือบ 5 ล้านคนหมดสิทธิ์ ต้องรอไปสมทบกับนักเรียนรุ่นน้องอีกครั้งในปีหน้า และนี่คือสาเหตุที่ทำให้พลพรรคเกาเข่ามีจำนวนสูงขึ้นทุกปี

ใครรู้สึกว่าตัวเองหมดแรงที่จะแข่งกับรุ่นน้อง ก็ต้องออกวิ่งหางานทำ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ในสภาพที่การแข่งขันดุเดือด ตลาดเป็นของนายจ้างอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ คนจบมหาวิทยาลัยยังตกงานกันเยอะแยะ

ถ้าโชคดีมีฐานะหน่อย พ่อแม่ก็อาจวิ่งเต้นส่งไปเรียนเมืองนอก แต่สำหรับเด็กส่วนใหญ่ โดยเฉพาะเด็กชาวไร่ชาวนาในชนบทแล้ว สอบพลาดเกาเข่าอาจหมายถึงว่า พลาดโอกาสที่จะได้ลืมตาอ้าปากในสังคมเลยทีเดียว

คนจีนจึงเปรียบเกาเข่าเหมือนการเดินบนสะพานไม้แผ่นเดียว ใครทรงตัวดีก็ไปถึงฝั่งตรงข้ามอย่างมีชัย ใครพลาดก็ตกคูคลองจมหายไปในระหว่างทาง

เกษตรกรยากจนที่ฝากความหวังให้ลูกหลานเติบโตขึ้นเป็นเจ้าคนนายคน จะตอกย้ำลงไปในสมองลูกว่า เกาเข่าเปรียบเหมือนบันไดปลากระโจน ต้องพยายามกระโจนข้ามให้ได้ จึงจะสามารถหักเหชีวิตที่ถูกลิขิตมา

เกาเข่าได้รับความสำคัญถึงเพียงนี้ จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมพอวันสอบเกาเข่าใกล้เข้ามา สังคมจีนจึงวุ่นวายไปทั้งประเทศ

ทางการได้เลื่อนเกาเข่าเร็วขึ้นหนึ่งเดือนจากเดือนกรกฎาคม เพื่อหนีความร้อนอบอ้าว แต่ก็หาได้หนีปัญหาที่เกิดจากโลกร้อนไปได้ไม่ ปีนี้ หลายมณฑลร้อนจัดอุณหภูมิขึ้นสูงเกือบ 36 องศา แต่หลายมณฑลกลับถูกน้ำท่วม ยูนนานก็เพิ่งเกิดแผ่นดินไหวไปเมื่อไม่กี่วันก่อน

ทางการจึงระดมกำลังรับมือเกาเข่าเต็มที่ ส่งเรือตระเวนไปรับเด็กที่ถูกน้ำท่วม ตั้งแคมป์ชั่วคราวให้เด็กที่ประสบภัยแผ่นดินไหว ไปอาศัยกินอยู่หลับนอน ส่งหน่วยแพทย์และพยาบาลไปประจำทุกสนามสอบ อำนวยความสะดวก ถึงขั้นให้เด็กที่สอบขึ้นรถฟรีทั่วประเทศ

2-3 วันนั้น ตำรวจต้องทำงานหนัก เพื่อแก้ปัญหาจราจรติดขัดจากการที่พ่อแม่แห่กันไปรับส่งลูก จัดระเบียบให้พ่อแม่ที่เบียดเสียดรอลูกอยู่นอกรั้ว ไม่ให้เกะกะทางสัญจร สื่อรายงานว่า ตำรวจมีหน้าที่พาเด็กที่ไปผิดสนาม หรือกำลังจะไปสาย ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์บึ่งไปให้ทันสอบ เด็กอีกคนหนึ่งนอนให้น้ำเกลืออยู่ที่โรงพยาบาล มีเจ้าหน้าที่บริการเอาข้อสอบไปให้ แล้วอยู่คุมจนเด็กทำข้อสอบเสร็จ

2-3 วันนั้น รถทุกคันที่ขับผ่านสนามสอบถูกห้ามไม่ให้บีบแตร สถานที่ก่อสร้างซึ่งปกติจะเร่งทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ก็ถูกสั่งให้หยุดงานตอนกลางคืนเพื่อไม่ให้รบกวนการนอนของเด็ก ผู้ปกครองในเมืองเฉิงตูถึงขนาดเข้าชื่อกัน ขอให้เปลี่ยนเส้นทางบินของเครื่องบินที่ขึ้นลงใกล้กับสนามสอบ...เชื่อหรือเปล่าว่า คำร้องของพวกเขาได้รับอนุมัติ!!

เรื่องเหลือเชื่อยังมีมากกว่านี้ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องความวุ่นวายของพ่อแม่ผู้ปกครอง ซึ่งสื่อเอามาเล่าให้ฟังมากมาย เช่น พ่อแม่ที่เครียดจัดจนกลัวว่าตัวเองจะเป็นโรคประสาท แห่กันไปใช้บริการของศูนย์ให้คำปรึกษา ซึ่งทางการตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเด็กที่มีปัญหาสอบเกาเข่าโดยเฉพาะ

พ่อแม่จอมวุ่นทั้งหลาย ยังเที่ยวไปจองโรงแรมที่อยู่ใกล้สนามสอบ ชิงความได้เปรียบเพื่อให้ลูกมีเวลาท่องหนังสือมากขึ้น ตอนเที่ยงก็กลับไปนอนพักได้สักงีบ ก่อนจะไปสอบอีกในรอบบ่าย

สื่อต่างชาติในจีนรายงานข่าวเกาเข่าอย่างสนุกสนาน AP ตีพิมพ์ภาพคุณแม่คนหนึ่ง บรรจงเอายาหม่องทาขมับให้ลูก ก่อนลูกจะลงสนาม AP ยังเขียนถึงความรักอันมืดบอดของพ่อแม่บางคน ที่พยายามหาทางขอยากระตุ้นประสาทจากหมอ แล้วเอาไปให้ลูกกิน บางคนลงทุนโกหกหมอว่า ทำยาที่ได้ไปครั้งก่อนหาย จึงต้องมาขอใหม่... (เหลือเชื่อสุดสุด!)

ยิ่งใกล้วันสอบ พ่อแม่ก็ยิ่งดิ้นรนหาของบำรุงมาให้ลูก ยาบำรุงสมองยี่ห้อต่างๆ และซุปไก่สกัด ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า จนหมอต้องออกโทรทัศน์มาเตือนว่า กินอาหารบำรุงมากเกินไปจะทำให้เด็กร้อนในเลือดกำเดาไหล เนื้อสัตว์มากเกินไปก็ทำให้เด็กอึดอัด สมองเชื่องช้าลง จิตแพทย์ออกมาเตือนว่า ความกดดันของลูกมีสาเหตุจากความวุ่นวายไม่เข้าเรื่องของพ่อแม่มากกว่าอย่างอื่น

ยังมีเรื่องการหา "อาอี๋" หรือพี่เลี้ยงให้กับลูกในช่วงสอบ อาอี๋ที่ติวหนังสือได้ เป็นที่พึ่งทางใจให้กับเด็กได้ รู้วิธีปรุงอาหารดีๆ เป็นที่ต้องการมาก จนศูนย์บริการจัดหาให้ไม่ทัน

เครียดกันขนาดนั้น เรื่องข้อสอบรั่วและโกงข้อสอบจึงต้องมีเป็นธรรมดา แต่กระทรวงศึกษาฯ ปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่จริง เพราะคนออกข้อสอบถูกกักตัวไม่ให้ติดต่อกับโลกภายนอก จนกว่าการสอบผ่านไป 30 วัน เรื่องการพิมพ์และกระจายข้อสอบนั้น ก็ใช้มาตรฐานเดียวกับเอกสารลับของชาติทีเดียวเชียว!

การโกงข้อสอบก็ถูกจับได้ทุกปี จนต้องออกกฎให้เด็กทุกคนเซ็นชื่อก่อนเข้าห้องสอบ สาบานว่าจะไม่โกง ปีก่อนโน้นจับเด็กขี้โกงได้ 1,300 ราย ปีที่แล้วเพิ่มขึ้นเป็น 3,000 ราย

ปีนี้ยังไม่ทราบจำนวน แต่มีเด็กถูกจับเพราะใช้อุปกรณ์ไฮเทครับส่งสัญญาณได้แล้วหลายราย

เกาเข่าเป็นต้นเหตุของปัญหามากมาย และยังถูกสังคมตำหนิว่า เป็นระบบที่ไม่ส่งเสริมให้เด็กคิด รู้จักแต่ท่องตำรา มหาวิทยาลัยก็ถูกหาว่าเป็นแหล่งผลิตปริญญาโหลๆ เอาแต่จะรับเด็กมากๆ รัฐบาลเองก็ยอมรับว่า เกาเข่าไม่ใช่วิธีการคัดเลือกเด็กที่ดีที่สุด แต่ยังมองไม่เห็นวิธีอื่นที่ดีกว่านี้

ระบบสอบคัดเลือกถูกนำไปใช้ในจีนตั้งแต่ปี 1949 แต่ในยุคนั้น จิตใจ "สีแดง" สำคัญกว่าความสามารถ คะแนนสอบจึงมีผลน้อยกว่า "คำชี้แนะ" จากเบื้องบน ต่อมาเมื่อเกิดปฏิวัติวัฒนธรรม (1966-1976) ด้วยแล้ว ปัญญาชนถูกตราหน้าว่าเป็นพวกปฏิปักษ์ปฏิวัติ มหาวิทยาลัยทุกแห่งถึงกับหยุดกิจกรรมและหยุดรับนักศึกษาไปเกือบ 10 ปี

ปี1977 เติ้ง เสี่ยว ผิง สั่งให้รับนักศึกษาด้วยการสอบคัดเลือกอีกครั้ง และเป็นครั้งแรกที่ให้เอาคะแนนสอบเป็นตัวตัดสินขั้นเด็ดขาด

ดังนั้น แม้เกาเข่าจะมีจุดอ่อนเยอะ แต่อย่างน้อยก็เป็นโอกาสเดียวที่เด็กทุกฐานะทุกชั้นชน ได้รับสิทธิ์ให้แข่งขันกันอย่างเสมอหน้าและยุติธรรม

เหตุผลเพียงเท่านี้ ก็พอแล้วที่จะทำให้เกาเข่า เป็นที่พอใจของฝ่ายต่างๆ ในสังคม...

หน้า 20