หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
เครื่องแบบห่มร่างกาย หรือร่างกายห่มเครื่องแบบ

นิธิ เอียวศรีวงศ์  มติชนรายสัปดาห์  วันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 27 ฉบับที่ 1402

ปัญหาของเครื่องแบบรัดติ้วของนักศึกษาหญิงอยู่ที่ไหน?

ผมเกรงว่าเราอาจมองปัญหาง่ายไปหน่อย ถ้าคิดว่าอยู่ที่หน้าอก, สะดือและขาอ่อน ซึ่งถูกเปิดเผยในที่สาธารณะ

และผมยังเกรงต่อไปด้วยว่า กระทรวงวัฒนธรรมและกระทรวงศึกษา ซึ่งคงได้รับเสียงบ่นผ่านสื่อหรือเสียงบ่นของสื่อเอง ก็มองปัญหาของเครื่องแบบรัดติ้วอยู่ที่ชิ้นส่วนสามสี่อย่างบนร่างกายของเด็กสาวเหล่านี้เท่านั้น

ฉะนั้น การแก้ปัญหาจึงใช้อำนาจของสถาบันการศึกษาบังคับให้นักศึกษาหญิง จำเป็นต้องพรางชิ้นส่วนบนร่างกายของเธอเหล่านี้ไว้บ้าง

ผมใช้คำว่าพรางไม่ใช่ปิด เพราะหากตั้งใจจะดูชิ้นส่วนทั้งสามของเธอให้ได้ ก็คงได้เห็นบ้างอยู่นั่นเอง ถ้ามีความพยายามจะติดตามเธอไปให้ตลอด เพราะมนุษย์เราย่อมมีจังหวะชะเวิบชะวาบโดยไม่ได้ตั้งใจบ้างทุกคนแหละครับ

ฉะนั้น หากชิ้นส่วนทั้งสามของร่างกายก่อให้เกิดอันตรายต่อบุคคลและสังคมแล้วไซร้ ก็ยังคงมีอันตรายอยู่นะครับ แม้ไม่เข้มข้นเท่าเดิมก็ตาม เพราะในทัศนะของผู้ปกครองเรานั้น เราคนไทยล้วนเป็นไอ้หื่น ที่บังเอิญรวมตัวกันเป็นสังคมขึ้นมาได้เท่านั้น

แต่ผมคิดว่าปัญหาอยู่ลึกกว่านั้น ความหมายของการแต่งกาย ไม่ว่ามิดชิดหรืออล่างฉ่างแค่ไหน ก็ล้วนมาจากทัศนคติที่อยู่ในสมองของผู้คนต่อร่างกายทั้งนั้น รวมทั้งทัศนคติของผู้ดูด้วยนะครับ คือมองเห็นผู้หญิงมิดชิดหรือเปิดเผยว่ามีความหมายอย่างไร ก็ล้วนมาจากทัศนคติของเขาเองต่อร่างกายมนุษย์นั่นเอง

พูดอีกอย่างหนึ่งให้เข้าใจได้ง่ายกว่านั้นก็คือ มนุษย์เราใช้ร่างกายเป็นสื่อ เพื่อบอกสารอะไรบางอย่างแก่คนอื่น มาตั้งแต่เรายังอยู่ในถ้ำแล้ว สมองและหัวใจเป็นคนสั่งว่า "สาร" อะไรที่เราควรบอกด้วยร่างกายของเรา และสมองและหัวใจของคนดูที่ทำให้รับ "สาร" นั้นๆ ได้

สมองและหัวใจที่คิดอะไรเหมือนๆ กัน จนสื่อสารและรับสารกันได้นั้นก็คือวัฒนธรรมนั่นเอง

ปัญหาของเครื่องแบบรัดติ้วจึงเป็นเรื่องของวัฒนธรรมไม่ใช่เรื่องของผ้าและแบบเสื้อผ้า

กระทรวงวัฒนธรรมและกระทรวงศึกษาฯ กำลังบังคับควบคุมเครื่องแบบ หรือกำลังบังคับควบคุมวัฒนธรรม ถ้าคิดอย่างหลัง (อันควรคิดหรือไม่ก็ตาม) ก็น่าจะคิดให้ลึกลงไปกว่าผ้าและแบบของเสื้อผ้า

ทัศนคติที่คนมีต่อร่างกายนั้น แม้ในสังคมเดียวกันและแม้ในคนคนเดียวกัน ก็อาจมีฐานมาจากความคิดที่หลากหลายกว่าหนึ่ง คนรุ่นผมและรัฐมนตรีที่พยายามจะเข้ามาจัดการกับร่างกายของนักศึกษาหญิงนั้น คงมีฐานคิดมาจากศาสนาส่วนหนึ่งด้วย นั่นก็คือร่างกายเป็นสิ่งที่ต้องควบคุม เพราะอาจนำเราไปสู่อบายภูมิได้ แต่ในทางตรงกันข้าม ร่างกายที่ถูกควบคุมอย่างดีแล้วนี่แหละ ที่จะนำเราไปสู่ความสำเร็จทางศาสนาได้ ไม่ว่าจะได้ชาติภพที่ดีขึ้นไปจนถึงความหลุดพ้น

ผมสงสัยว่า เครื่องแบบทั้งหลายนั้นล้วนถูกสร้างขึ้นเพื่อทำลายตัวตนหรือร่างกายของผู้สวมใส่ ตัวตนของผู้สวมหายไป เหลือแต่อวัยวะชิ้นหนึ่งขององค์กร ดังนั้น องค์กรจึงควบคุมเขาได้ง่าย เพราะเขาไม่เหลือความเป็นตัวตน หรือร่างกายที่แยกต่างหากออกมาจากองค์กรอีกแล้ว

และนี่คือเหตุผลที่นักเรียนไทยต้องสวมเครื่องแบบจนกว่าจะจบมหาวิทยาลัย

เครื่องแบบที่รัดติ้วจึงแสบมาก เพราะมันทำลายเครื่องแบบลงหมด โดยเอาร่างกายที่แท้จริงของตัวมาแสดงให้ชัดจน ข่มเครื่องแบบให้ซีดไร้สีสัน มีแต่ตัวตนของเขา ไม่มีองค์กรอะไรเหลืออยู่อีกเลย

เครื่องแบบที่รัดติ้วจึงแสดงถึงร่างกายที่ไม่ถูกควบคุม ย่อมเป็นอันตรายทั้งแก่ตนเอง และแก่คนอื่น และแสดงการแข็งข้อหรือกบฏต่อองค์กรและอาญาสิทธิ์ไปในตัว

ผมเชื่อว่านักศึกษาที่แต่งกายรัดติ้วเหล่านั้น ไม่ได้มองร่างกายจากฐานคิดทางศาสนา อย่างน้อยก็ไม่ได้มองมากเท่าคนรุ่นผมและท่านรัฐมนตรี

ในท่ามกลางกระแสวัฒนธรรมบริโภคที่หนาแน่นรอบตัวเธอๆ เหล่านั้น ผมคิดว่าร่างกายคือสินค้านะครับ

ผมไม่ได้หมายถึงการขายตัว แต่หมายความว่า "คุณค่า" (ซึ่งอาจไม่ได้เห็นชัดเจนนักว่าแตกต่างจาก"มูลค่า") ของตัวตนนั้นอยู่ที่ร่างกายเป็นอย่างมาก เหมือนสินค้าในตลาดที่ต้องจัดวาง, จัดตำแหน่ง, ประดับตกแต่ง และโฆษณา เพื่อทำให้ผู้บริโภคมองเห็น "คุณค่า" ของมันได้ชัดเจน

แล้วก็ซื้อมันมาบริโภค ซึ่งก็ไม่ใช่การใช้ประโยชน์สิ่งของชิ้นนั้นอย่างตรงไปตรงมา แต่เสพย์สัญญะของมัน เช่น โทรศัพท์มือถือประเภทที่ใช้งานได้สะดวก กับโทรศัพท์มือถือที่สามารถทำอะไรอื่นๆ ได้อีกมาก ความแตกต่างไม่ได้อยู่ที่ความสามารถของโทรศัพท์มือถือ เท่ากับว่าการใช้โทรศัพท์ประเภทที่ต่างกัน บอกให้รู้ถึงฐานะทางเศรษฐกิจ, แวดวงทางสังคม, ความรู้ความสามารถของเจ้าของ, รสนิยม, ระดับการศึกษา, ฯลฯ

เราจึงไม่ได้ซื้อโทรศัพท์มือถือมาใช้งาน แต่ซื้อมาเพื่อบอกอะไรที่ดีๆ (หรือที่เราคิดว่าดีๆ) เกี่ยวกับตัวเราเอง

ร่างกายที่เปิดเผยของเด็กสาวในชุดเครื่องแบบก็เหมือนกันนะครับ มันบอกหลายอย่าง

ทำไมต้องเป็นเครื่องแบบ ทำไมไม่ใช่เครื่องแต่งกายอื่นๆ - ก็เพราะเครื่องแบบนักศึกษาไม่ใช่เสื้อผ้าธรรมดา แต่บอกสถานภาพทางสังคม, บอกระดับสติปัญญา, เรื่องที่ตัวสนใจ, ประเภทของผู้ชายที่พึงเข้ามาจีบ ฯลฯ อีกหลายอย่างด้วย

การเปิดเผยส่วนที่คนอื่นพรางก็เหมือนกันนะครับ บอกให้ผู้พบเห็นรู้ถึงทัศนคติที่มีต่ออะไรอื่นๆ อีกหลายอย่างของผู้สวมใส่ เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างเพศ, บทบาทของผู้หญิงในบางด้าน, มโนภาพเกี่ยวกับตัวเอง, รวมถึงความทันสมัยซึ่งอาจจะอาศัยการแต่งกายของดาราเป็นเกณฑ์ก็ได้ ฯลฯ

ไม่ใช่เรื่องยั่วผู้ชายหรอกครับ เฮียอย่าฮึกเหิมไป (แม้ว่าพวกเธอบางคนอาจเห็นว่า การยั่วผู้ชายที่น่ายั่วอย่างเปิดเผยเป็น "คุณค่า" อย่างหนึ่งของผู้หญิงก็ตาม แต่อย่าเพิ่งนึกว่าเป็นคุณหรือใครก็ได้ที่ได้เห็นขาอ่อน)

การมองร่างกายเป็นสินค้า จึงเป็นส่วนหนึ่งของกระแสวัฒนธรรมบริโภคนิยม เสนอร่างกายแก่ตลาดที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย (อย่าคิดอะไรสัปดนว่าต้องหมายถึงเพศตรงข้ามเสมอไปนะครับ กลุ่มเป้าหมายอาจเป็นนายจ้างในอนาคตก็ได้ เช่น อยากทำงานที่ต้องคิดแหวกแนว แหวกกรอบ แล้วประดิษฐ์ร่างกายตนเองขึ้นในกระโปรงที่ยาวกว่าครึ่งน่อง จะได้เจอกลุ่มเป้าหมายที่จะจ้างงานตัวหรือ)

ด้วยเหตุดังนั้น ผมจึงคิดว่า คำสั่งของกระทรวงทั้งสองที่จะควบคุมเครื่องแบบรัดติ้วของนักศึกษาหญิง เป็นสงครามแย่งชิงร่างกายของนักศึกษาหญิงระหว่างรัฐและทุน

รัฐต้องการการสยบยอม อันแสดงออกได้ด้วยการยอมรับมาตรฐานที่ "ผู้ใหญ่" ได้วางไว้ในที่แจ้ง (มาตรฐานในที่ลับนั้นเป็นคนละเรื่องกันครับ) เครื่องแบบรัดติ้วจึงเป็นสัญลักษณ์ของการแข็งข้อหรือการกบฏดังที่กล่าวแล้ว

ในขณะที่ทุนบอกว่า จงปรับปรุงเปลี่ยนแปลงร่างกายไปตามอุดมคติที่ฉันเป็นผู้สร้างไว้ให้เธอ เพราะการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงร่างกายเป็นกระบวนการที่ไม่มีวันสิ้นสุด เพราะไม่มีวันที่ใครจะบรรลุถึงอุดมคติได้ เธอจึงต้องซื้อน้ำยาล้างหน้า, แชมพู, ยาทาขี้เต่า, น้ำหอม, เสื้อผ้าและอุปกรณ์เสริมต่างๆ ไม่มีที่สิ้นสุดเช่นกัน

ผมเห็นใจนะครับที่เด็กในวัยแค่นั้น มีชีวิตอยู่ท่ามกลางกระแสวัฒนธรรมบริโภค จะจัดร่างกายตนเองในลักษณะดังกล่าว ฉะนั้น สิ่งที่น่าห่วงแก่ผมมากกว่า จึงไม่ใช่ตัวเครื่องแบบที่รัดติ้ว แต่คืออะไรในสมองของเธอเหล่านั้นมากกว่า

ประเด็นก็คือเธอเหล่านั้นรู้เท่าทันกระแสวัฒนธรรมบริโภคมากน้อยแค่ไหนต่างหาก

ผมออกจะสงสัย (โดยไม่เคยไปซักถามเธอๆ เหล่านั้น) ว่าเธอไม่ได้รู้เท่าทัน ที่จัดร่างกายของตนเองเป็นสินค้าก็เพียงแต่คิดไปตามข่าวสารข้อมูลของวัฒนธรรมบริโภคซึ่งป้อนให้แก่เธออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ไม่เฉพาะแต่ทางทีวีนะครับ หากรวมถึงจากญาติพี่น้อง คุณพ่อคุณแม่ (ซึ่งอาจนุ่งผ้าถุงแต่ก็รู้ไม่เท่าทันกระแสวัฒนธรรมบริโภคก็ได้), เพื่อนฝูง, ครูบาอาจารย์ และรัฐมนตรี

คำถามจึงต้องถามไปที่มหาวิทยาลัยซึ่งเธอๆ เหล่านั้นสังกัดอยู่ ได้ทำอะไรบ้าง เพื่อให้นักศึกษาของตัวรู้เท่าทันกระแสวัฒนธรรมบริโภค รู้จักการสร้างตัวตนหรือจัดร่างกายของตนเองให้เป็นอิสระ (ทั้งจากรัฐและจากทุน) สร้าง "คุณค่า" ในด้านอื่นๆ แก่ร่างกายของตัว (เช่น มีสุขภาพกายและใจที่ดี)

ผมไม่ได้หมายความว่า หากรู้เท่าทันกระแสวัฒนธรรมบริโภคแล้วจะไม่นุ่งเครื่องแบบรัดติ้วนะครับ อันนั้นผมเดาไม่ถูก แต่ละคนคงมีเหตุผลที่สลับซับซ้อนของตนเองที่จะนุ่งอย่างนั้น ไม่ใช่ทุกคนมีเหตุผลทื่อๆ เพียงอย่างเดียวว่า ใครๆ ที่ไม่เชยเขาก็ทำอย่างนั้น

อย่างที่ คุณสุจิตต์ วงษ์เทศ เขียนไว้ในมติชนรายวันแหละครับ ปัญหาอยู่ในกะโหลกศีรษะ ไม่ใช่อยู่ที่กระโปรงรัดตะโพก และปัญหาที่มีมาในกะโหลกศีรษะนั้นเป็นภาระหน้าที่โดยตรงของกระทรวงต่างๆ และสถาบันการศึกษา

ทำอย่างไรเราจึงจะมีมหาวิทยาลัยที่สนใจอะไรในกะโหลกศีรษะของนักศึกษามากกว่าขาอ่อนเสียที นี่ก็เป็นอีกปัญหาที่ผมขบไม่แตก

อีกอย่างหนึ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนกระทรวงศึกษาฯ ไว้ด้วยก็คือ เมื่อเคร่งครัดต่อระเบียบเครื่องแบบ เพื่อแก้ปัญหาเสื้อผ้ารัดติ้วของนักศึกษาหญิง ท่านกำลังปล่อยให้นักศึกษาชายลอยนวลอีกแล้ว

ผมรู้สึกว่า ร่างกายของผู้ชายในวัฒนธรรมไทยนั้นไม่ค่อยมีอันตรายนะครับ หรือมีจุดอันตรายน้อยกว่าร่างกายของผู้หญิง เป็นไปได้ไหมว่า เพราะผู้ชายสามารถใช้ร่างกายของตัวแทรกเข้าไปในผ้าเหลือง แล้วเปลี่ยนร่างกายตัวเองให้กลายเป็น "เนื้อนาบุญ" ในขณะที่ผู้หญิงทำไม่ได้

ร่างกายผู้หญิงจึงตกอยู่ในความควบคุมมากกว่า

หน้า 19