|
||||||||||||||
|
สสว.ตะลุยแดนน้ำหอม
ลงนาม Joint Cooperation Statement
ผูกพันธะช่วยเอสเอ็มอีไทย
โดย เพ็ญทิพย์ อักษรเนียม มติชนรายวัน วันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10702 เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ประเทศในแถบตะวันตกมีระบบการจัดการและการบริหารงานที่ดี โปร่งใส มีระบบธรรมาภิบาลที่ดี จึงไม่แปลกที่ประเทศกำลังพัฒนาจะต้องเอาแบบอย่าง และขอความช่วยเหลือในด้านวิชาการกับประเทศเหล่านี้ ล่าสุดสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม (สสว.) ได้ยกทีมงานกว่า 10 ชีวิตไปลงนามความร่วมมือหรือ Joint Cooperation Statement กับทางศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมขนาดกลางและย่อม ในสังกัดกระทรวงการเงิน พาณิชย์ และอุตสาหกรรมของฝรั่งเศส ขณะเดียวกันก็เข้าหารือกับหน่วยงานการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม เพื่อขอความช่วยเหลือเกี่ยวกับระบบการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) โดยตั้งธงว่า จะยกระดับขีดความสามารถของวิสาหกิจของไทย ให้ขึ้นแท่นระดับสากล เป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ นำไปสู่การพัฒนารูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ และนำมาซึ่งรายได้และความมั่นคงของอนาคตเอสเอ็มอีของประเทศไทย การขอความช่วยเหลือนั้น ขณะนี้แม้ว่า สสว.จะต้องการเน้นไปที่การพัฒนาแพคเกจ การบริหารจัดการ การเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆ แต่ในด้านของประเทศฝรั่งเศสนั้นยังไม่มีความชัดเจนว่าจะช่วยในรูปแบบไหนอย่างไร ขึ้นกับความต้องการของประเทศไทยมากกว่า แต่ที่แน่ๆ การช่วยเหลือดังกล่าวนั้น ทางฝรั่งเศสต้องการให้มีการร่วมมือในด้านการลงทุน การค้าระหว่างกัน นั่นหมายความว่าจะต้องเป็นประโยชน์ของทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งอายุสัญญาที่ลงนามกันนั้นมีระยะเวลา 2 ปี และสามารถต่ออายุได้ตลอด หวังให้ไทยเป็นตลาดรองรับการส่งออกน้ำหอม นางแคเธอไรซ์ กราส ผู้บริหารของเอสเอ็มอีฝรั่งเศส ระบุว่า การร่วมมือระหว่าง 2 ฝ่ายนั้น อยากให้เกิดความเป็นหุ้นส่วน หรือพาร์ทเนอร์ที่มีความเฉพาะเจาะจงมากกว่า โดยเน้นไปที่อุตสาหกรรมน้ำหอม และอุตสาหกรรมอาหารประเภทการแปรรูปเนื้อสัตว์ แต่การช่วยเหลือจะมากน้อยแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับภาคเอกชน ว่าจะสามารถหารือหรือตกลงรายละเอียดกันได้หรือไม่ เพราะแต่ละฝ่ายมีความต้องการไม่เหมือนกัน ซึ่งสิ่งที่ฝรั่งเศสต้องการมากที่สุดคือ การลงทุนร่วมกันในอนาคต โดยแหล่งผลิตน้ำหอมที่น่าสนใจในประเทศไทยคือ จังหวัดทางภาคเหนือของประเทศ นางกราสยอมรับว่า ที่ผ่านมานักธุรกิจฝรั่งเศสเข้ามาลงทุนในประเทศไทยค่อนข้างน้อยคือ ประมาณ 350 รายเท่านั้น ส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่เข้ามาลงทุน โดยสาเหตุที่เอสเอ็มอีของฝรั่งเศสเข้ามาลงทุนในประเทศไทยค่อนข้างน้อย เนื่องจากมีปัญหาทางด้านภาษา แต่ในอนาคตหากเกิดการร่วมมือระหว่างกันด้วยดี เชื่อว่าจะเพิ่มการลงทุนของนักธุรกิจเอสเอ็มอีของฝรั่งเศสในประเทศไทยค่อนข้างมาก โดยหวังว่าในระยะเวลา 3 ปี จากนี้ไปจะขยายการลงทุนของธุรกิจเอสเอ็มอีของฝรั่งเศสในประเทศไทยให้ได้เพิ่มเติมอีก 1 เท่าตัว "เราต้องการให้ทั้ง 2 ฝ่ายพบปะกันก่อน หากเป็นไปได้อยากให้มีการดำเนินการในรูปแบบ "Trade & Invesment" หรือการค้าและการลงทุนระหว่างกัน อยากให้ประเทศไทยเปิดตลาดน้ำหอมให้กับทางฝรั่งเศสด้วย เนื่องจากปัจจุบันเอสเอ็มอีของฝรั่งเศสมีปัญหาเรื่องการส่งออก เพราะมีข้อจำกัดในเรื่องภาษา ดังนั้น หากทั้ง 2 ฝ่ายมีโอกาสพบกันทำให้มีความเป็นไปได้ที่จะก่อให้เกิดความร่วมมือกันมากขึ้น เพราะหากจะให้มีการเจาะจงในระหว่างนี้ คงจะไม่สามารถเจาะจงได้ ต้องศึกษาก่อนว่าไทยมีศักยภาพในเรื่องใดบ้าง" นัดเอกชน 2 ฝ่ายถกที่ไทยพ.ย.นี้ นางจิตราภรณ์ เตชาชาญ ผู้อำนวยการ สสว.ระบุว่า อยากให้มีการตั้งโต๊ะให้คำแนะนำนักลงทุนเอสเอ็มอีของฝรั่งเศส ที่สนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งในเดือนพฤศจิกายนจะมีการเชิญนักธุรกิจทั้ง 2 ฝ่ายผ่านทางหอการค้าไทย-ฝรั่งเศส มาดูลู่ทางการร่วมมือระหว่างกันที่ประเทศไทย โดยสิ่งที่ประเทศไทยอยากได้จากทางฝรั่งเศสคือ การสร้างเครือข่ายระหว่างกัน ในเบื้องต้นจะต้องมีการจัดทำ Action Plan (แผนปฏิบัติ) ร่วมกัน เพื่อให้มีแผนกิจกรรมความร่วมมือที่แน่นอน ซึ่งสิ่งที่ประเทศไทยอยากได้ที่สุดคือ เรื่องการออกแบบหรือการดีไซน์ โดยเฉพาะในเรื่องของอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ รวมถึงเรื่องการออกแบบแพคเกจจิ้งหรือหีบห่อบรรจุภัณฑ์ เนื่องจากไทยมีความสามารถในการผลิตในหลายด้าน แต่ขาดทักษะทางด้านการออกแบบที่ดี แม้ว่าที่ผ่านทาง สสว.จะได้พยายามผลักดันเรื่องดังกล่าวอย่างเต็มที่ก็ตาม ไทยเตาะแตะตามหลังฝรั่งเศสอีกไกล จากการไปดูงานนั้นพบว่าสำหรับประเทศฝรั่งเศสนั้นสิ่งหนึ่งที่จะต้องยกนิ้วให้นั่นคือ ความเข้มแข็งของภาคเอกชน ซึ่งในแต่ละเขตเมืองนั้นจะมีหน่วยงานที่ดูแลธุรกิจเอสเอ็มโดยตรง ทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชน โดยภาครัฐจะดูแลเรื่องการตลาดและให้การสนับสนุนกับเอสเอ็มอีที่ต้องการขยายตลาด ซึ่งยอมรับว่า เอสเอ็มอีของฝรั่งเศสนั้นดูแล้วเน้นเรื่องการค้า การขาย และการผลิตสินค้าด้วยฝีมือ ที่นับวันจะยิ่งหายากมากขึ้น แต่เมื่อมีการสนับสนุนและส่งเสริมแล้วทำให้ผลิตภัณฑ์หรือผลงานที่ออกมานั้นมีมูลค่าเพิ่มที่สูง ซึ่งเป็นการสนับสนุนและส่งเสริมและเป็นกำลังใจที่ดีให้กับผู้ประกอบการที่พัฒนาธุรกิจประเภทนั้น โดยธุรกิจที่น่าสนใจเช่นการทำคอร์เซ็ท หรือชุดชั้นในในสมัยก่อน ซึ่งต้องใช้ฝีมือการตัดเย็บที่ค่อนข้างประณีต นอกจากนี้ยังมีการทำธุรกิจการทำเครื่องประดับจากขนสัตว์ เช่น ขนนก ขนไก่ เป็นต้น ขณะเดียวกันในด้านของภาคเอกชนนั้น จะมีการดูแลสมาชิกผู้ประกอบการกันเอง โดยการดูแลผ่านทางหอการค้าของแต่ละเขต เพื่อสร้างความเข็มแข้งของธุรกิจในระหว่างกัน ซึ่งการดูแลในที่นี้มีการรวมถึงเรื่องการขอใบอนุญาตประกอบกิจการต่างๆ ทั้งนี้ ผู้ที่ต้องการจดทะเบียนธุรกิจหากเตรียมเอกสารได้พร้อม สามารถไปยื่นในหน่วยงานดังกล่าว และสามารถดำเนินการขอได้แล้วเสร็จ ในระยะเวลาที่รวดเร็วไม่เกิน 48 ชั่วโมง ซึ่งแตกต่างจากของประเทศไทยค่อนข้างมาก นอกจากนี้ หากเอกชนรายใดไม่ถนัดในเรื่องของการคิดคำนวณภาษีต่างๆ ก็ยังมีการจัดสรรให้มีการสอนเรื่องการคิดภาษี เพื่อให้ผู้ประกอบการเหล่านี้สามารถคิดเองได้ และในที่สุดแล้วปัญหาเรื่องการหลีกเลี่ยงภาษีก็จะหมดไป ซึ่งแตกต่างจากของไทยที่หากใครสามารถหาวิธีเลี่ยงภาษีได้แล้วละก็ถือว่าเป็นความเก่ง เป็นความสามารถ และกลายเป็นประเพณีปฏิบัติ กลายเป็นเรื่องปกติของภาคธุรกิจ ไม่มีใครคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เกี่ยวกับเรื่องที่กล่าวมา ทาง สสว.ระบุว่า ในอนาคตจะพยายามที่จะดำเนินการให้เอสเอ็มอีของไทยตระหนักถึงเรื่องนี้ เพราะการหลีกเลี่ยงภาษีนั้นดูแล้วต้นทุนสูงว่าการเข้าระบบแน่นอน แต่ในเบื้องต้นก็จะต้องทำความเข้าใจ กับเอสเอ็มอีของไทยก่อน ทั้งนี้ การจะถึงจุดดังกล่าวได้นั้น สสว.เองก็ต้องดูหลักการทำงานและการบริหารงานภายในของตัวเองก่อนเช่นกัน โดยเฉพาะเรื่องการวัดผลการทำงานนั้นต้องดูด้วยว่าประสบผลสำเร็จหรือมีประสิทธิภาพหรือไม่ เพราะการไปดูงานในแต่ละประเทศนั้นต้องใช้จ่ายงบประมาณจำนวนมาก ดังนั้น เมื่อไปแล้วต้องได้ผลคุ้มค่ากับทุนที่ลงไปด้วยเช่นกัน หน้า 20
|