|
||||||||||||||
|
ธาตุไฟกับคำทำนายของนิวตัน
บ้านเขาเมืองเรา : ดร. ไสว บุญมา กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2550 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยฮิบรู แห่งเมืองเยรูซาเล็ม เปิดนิทรรศการเรื่อง "ความลับของนิวตัน" หนึ่งในความลับของไอแซค นิวตัน ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งในด้านคณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ และฟิสิกส์ ได้แก่ การอ่านคัมภีร์ของคริสต์ศาสนาแล้วคำนวณว่าโลกจะไม่พบจุดจบก่อนปี ค.ศ. 2060 หรือ พ.ศ. 2603 ซึ่งคนอื่นทำนายไว้ การนำการคำนวณของนิวตันมาแสดงในนิทรรศการ ยังผลให้เกิดการพูดถึงจุดจบของโลกกันอีกครั้ง ในช่วงเวลา 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา คอลัมน์นี้ใช้ธาตุดิน ธาตุน้ำและธาตุลมเป็นฐานของการมองประเด็น วันนี้จะนำธาตุไฟ ซึ่งได้แก่ พลังงานสำหรับขับเคลื่อนกิจการของชาวโลกมาเป็นฐานของการพิจารณาว่าโลกอาจพบจุดจบในราวอีก 5 ทศวรรษหรือไม่ ดวงอาทิตย์เป็นที่มาของพลังงานอันดับแรกของโลก เมื่อใดดวงอาทิตย์ดับ เมื่อนั้นโลกย่อมดับด้วย แต่ตามความเข้าใจของนักวิทยาศาสตร์ ดวงอาทิตย์อาจอยู่ต่อไปอีกเป็นพันล้านปี ฉะนั้นการดับของดวงอาทิตย์ จึงอยู่นอกข่ายของประเด็น สำหรับผู้ที่นับถือศาสนาพุทธและเคยได้ยินว่า โลกจะสิ้นสุด ณ ปี พ.ศ. 5000 เมื่อไฟบรรลัยกัลป์ล้างโลก การสิ้นสุดของสิ่งมีชีวิตบนพื้นโลกด้วยธาตุไฟไม่ใช่ของแปลก แต่โลกอาจพบจุดจบด้วยไฟบรรลัยกัลป์ก่อนนั้นก็ได้ เพราะในปัจจุบันนี้ ชาวโลกมีไฟบรรลัยกัลป์ในรูปของอาวุธนิวเคลียร์อยู่ในมือแล้ว เราทราบกันดีว่า ในช่วงเวลากว่า 40 ปีที่ชาวโลกแบ่งออกเป็นฝ่ายประชาธิปไตยกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ โลกเกือบจะพบจุดจบด้วยสงครามนิวเคลียร์ในปี ค.ศ. 1961 เมื่อฝ่ายคอมมิวนิสต์นำขีปนาวุธนิวเคลียร์ไปติดตั้งในคิวบา หลังจากความล่มสลายของฝ่ายคอมมิวนิสต์ การคุกคามของสงครามนิวเคลียร์ขนานใหญ่ดูจะลดลงไปบ้าง แต่โอกาสเกิดสงครามนิวเคลียร์ในบางพื้นที่กลับมีเพิ่มขึ้น เพราะการแย่งธาตุเป็นเหตุ เช่น การแย่งธาตุดิน ธาตุน้ำ และธาตุไฟ ในย่านตะวันออกกลางและการแย่งธาตุน้ำระหว่างอินเดียกับปากีสถาน นอกจากธาตุไฟในรูปของสงครามนิวเคลียร์แล้ว การขาดธาตุไฟน่าจะเป็นปัจจัยหมายเลขหนึ่งที่จะทำให้โลกเดินเข้าสู่จุดจบ คงเป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า แรงจูงใจในการเข้ายึดครองอิรักของสหรัฐได้แก่ ความต้องการคุมแหล่งน้ำมันในย่านตะวันออกกลาง จีนและอินเดียพยายามแสวงหาแหล่งน้ำมันด้วยการสร้างสัมพันธ์กับประเทศที่มีน้ำมัน และการไปลงทุนโดยตรงในหลายส่วนของโลก ที่เป็นเช่นนั้น เพราะในขณะนี้ผู้นำของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและประเทศที่ก้าวหน้าตระหนักดีว่า ธาตุไฟที่ได้มาจากน้ำมันมีความสำคัญยิ่ง และแหล่งน้ำมันกำลังจะเหือดแห้งไปจนไม่สามารถขุดมาใช้เพิ่มได้อีก แต่คนทั่วไปและผู้นำส่วนใหญ่ในประเทศด้อยพัฒนาแทบไม่รู้เลยว่าการคำนวณของ M.Knight Hubbert เมื่อปี ค.ศ. 1974 สรุปว่าในปี ค.ศ. 1995 ความสามารถในการสูบน้ำมันขึ้นมาใช้ของชาวโลกจะขึ้นถึงจุดสุดยอดแล้วเริ่มลดลงเรื่อยๆ หลังจากนั้น เพราะแหล่งน้ำมันที่มีอยู่จะเหือดแห้งไปประจวบกับแหล่งใหม่จะหายากยิ่งขึ้น เรื่องนี้มีชื่อเรียกว่า Peak Oil ซึ่งอาจหาอ่านได้ในหนังสือเรื่อง Beyond Oil ของ Kenneth Deffeyres และ The Last Oil Shock ของ David Strahan ซึ่งเพิ่งพิมพ์ออกมาสดๆ ร้อนๆ แม้ต่อมาจะมีผู้แย้งว่าการคำนวณของ M.Knight Hubbert อาจผิดพลาด แต่เนื่องจากหลักการคิดของเขาเป็นที่ยอมรับจึงมีการนำหลักของเขามาใช้ในการคำนวณใหม่อย่างกว้างขวาง เช่น กระทรวงพลังงานของสหรัฐคำนวณว่า จุดสุดยอดของการผลิตน้ำมันจะเป็นราวปี ค.ศ. 2037 ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่คิดว่า จุดนั้นอยู่ระหว่างปี ค.ศ. 2004 และ 2010 แม้จะมีความแตกต่างกันบ้างในด้านวันที่การผลิตน้ำมันจะถึงจุดสุดยอด แต่ผู้คำนวณต่างยอมรับว่า เนื่องจากประชากรโลกเพิ่มขึ้นเร็วกว่าอัตราของการผลิตน้ำมันเพิ่ม การผลิตน้ำมันต่อหัวคน จึงได้ขึ้นถึงจุดสุดยอดแล้ว ตั้งแต่เมื่อปี ค.ศ. 1979 และการเพิ่มของประชากรประกอบกับความต้องการใช้น้ำมันของแต่ละคน ที่ยังเพิ่มขึ้น จะทำให้น้ำมันขาดแคลนอย่างแสนสาหัส ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นไปอย่างไม่หยุดหย่อน และการแย่งแหล่งน้ำมันนับวันจะยิ่งเข้มข้นขึ้น สงครามในอิรักจึงเป็นเพียงหัวขบวนของสงครามความขัดแย้ง อันเกิดจากแย่งแหล่งน้ำมันกันและราคาน้ำมัน ซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์อยู่ในขณะนี้จะไม่มีวันลดลงอย่างถาวร ความตระหนักในเรื่องนี้ของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและประเทศที่ก้าวหน้านำไปสู่การหาทางออกที่แตกต่างกัน เช่น สหรัฐพยายามใช้พลังทางเศรษฐกิจและทางทหารเข้ายึดแหล่งน้ำมันใหญ่ๆ เพราะรัฐบาลของประเทศนั้น มักตกอยู่ใต้อำนาจของบริษัทขนาดยักษ์ที่ผลิตน้ำมัน รถยนต์และไฟฟ้าและผู้นำศาสนาที่คิดว่าโลกนี้มีทรัพยากรมากมาย จนสามารถสนับสนุนประชากรได้ถึง 4 หมื่นล้านคน ชาวอเมริกันแต่ละคนยังบริโภคพลังงานเพิ่มขึ้น ในขณะที่การแสวงหาพลังงานทดแทนเป็นไปอย่างเชื่องช้า บางประเทศในยุโรปได้ลดจำนวนประชากรลงพร้อมๆ ลดการบริโภคพลังงานของแต่ละคน และพยายามใช้พลังงานทดแทนเพิ่มขึ้นอย่างจริงจัง เช่น พลังงานจากแดดและลม ส่วนจีนและอินเดีย ซึ่งมีประชากรรวมกันราวหนึ่งในสามของโลก พยายามลดการเกิดของประชากรพร้อมๆ กับพยายามแสวงหาแหล่งน้ำมันใหม่โดยไม่ใช้อำนาจโดยตรง แต่ประชากรของทั้งสองประเทศยังเพิ่มขึ้น ในขณะที่การบริโภคพลังงานของแต่ละคนก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วด้วย ผลของการหาทางออกเหล่านั้นรวมกับการใช้พลังงานของประเทศ ที่มักไม่มีความตระหนักในปัญหา จะนำไปสู่การใช้พลังงานจากน้ำมัน ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น นั่นหมายความว่าภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นปัญหาหนักหนาสาหัสอยู่ในขณะนี้ จะมีพลังทำลายร้ายแรงยิ่งขึ้นแบบทวีคูณ เมื่อรวมปัจจัยหลายอย่างที่อ้างถึงเข้าด้วยกัน การคำนวณของนิวตันอาจน่าสนใจ แต่มันไม่มีความสำคัญทางด้านนโยบายการใช้พลังงานของโลกปัจจุบัน ซึ่งจะต้องวางอยู่บนฐานของการลดอย่างเร่งด่วน 3 ด้านด้วยกันคือ ด้านจำนวนประชากร ด้านการใช้พลังงานของแต่ละคนและด้านการใช้พลังงานจากน้ำมัน ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ มิฉะนั้นโลกคงจะเดินเข้าจุดพลิกผันแบบกู่ไม่กลับภายใน 5 ปี ดังที่ Irvin Laszlo ทำนายไว้ในหนังสือเรื่อง The Chaos Point : The World at the Crossroads
|