หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
The Price of Admission ใครว่าอเมริกันไม่มีวรรณะ (1)

คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์  โดย พ.ญ.นภาพร ลิมป์ปิยากร  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3909 (3109)

ผู้ที่ได้อ่าน "วาทะของ บิลล์ เกตส์" ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์นี้เมื่อวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา อาจสงสัยว่า เหตุใด บิลล์ เกตส์ จึงพูดว่า "ผมออกจากมหาวิทยาลัยไปโดยแทบไม่รู้เลยว่า เยาวชนนับล้านคน ถูกโกงโอกาสในด้านการศึกษา ในประเทศของเรานี่เอง" มันหมายความว่าอย่างไร ก็ในเมื่อประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นดินแดนที่ได้ชื่อว่า มีความเสมอภาคสูงที่สุดในโลก เหตุใดเยาวชนของเขาถึงไม่ได้รับความเสมอภาคกันทางการศึกษา Daniel Golden ผู้สื่อข่าวของ The Wall Street Journal ซึ่งเคยรับทั้งรางวัล Pulitzer และรางวัล George Polk มีคำตอบในหนังสือที่ชื่อ The Price of Admission : How America"s Ruling Class Buys Its Way into Elite Colleges-and Who Gets Left Outside the Gates หนังสือขนาด 324 หน้า ซึ่งพิมพ์ในปี 2006 เล่มนี้จะเปลือยวิธีการเข้าเรียนมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐอย่างล่อนจ้อน และน่าจะยืนยันว่า แท้ที่จริงแล้วสหรัฐอเมริกาเองก็มีวรรณะเช่นกัน

ในบทนำ ผู้เขียนเริ่มเรื่องด้วยการอ้างถึงคำพูดของปราชญ์ชาวฝรั่งเศส ชื่อ Alexis de Tocqueville ที่ว่า สหรัฐอเมริกาจะไม่มีโอกาสสถาปนาคณาธิปไตยอย่างแน่นอน เพราะสังคมของชาวอเมริกัน มิได้มีการให้สิทธิรับมรดก ของลูกคนแรกเพียงคนเดียว เช่นเดียวกับสังคมของชาวยุโรป เมื่อเป็นเช่นนี้ทรัพย์สมบัติที่พ่อแม่หาได้ จะถูกแบ่งปันให้กับลูกทุกคนเท่าเทียมกัน และจะลดลงเรื่อยๆ จนหมดไปในที่สุด แต่ผู้เขียนกลับมีความเห็นว่า นักประวัติศาสตร์ชาวฝรั่งเศสผู้นี้ ดูถูกความเฉลียวฉลาดของชาวอเมริกันเกินไป ชาวอเมริกันสามารถสืบทอดมรดก หรือความมั่งคั่งของตนเองได้เช่นกัน โดยผ่านการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย

คนส่วนใหญ่จะเชื่อว่า มหาวิทยาลัยดังๆ ทั้งหลายของสหรัฐเป็นแหล่งฟูมฟักให้เกิดการยกสถานะของผู้คน เข้าสู่ชนชั้นที่ดีกว่าและให้โอกาสกับทุกคนเท่าเทียมกัน แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ ผู้เขียนได้ยกลูกของสมาชิกวุฒิสภา บิลล์ ฟริสต์ และรองประธานาธิบดี อัล กอร์ มาเป็นตัวอย่าง บุตรของคนทั้งสองซึ่งเป็นศัตรูทางการเมืองกัน มีคุณสมบัติเหมือนกันหลายอย่าง เช่น ทั้งสองเกิดในรัฐเทนเนสซีจากครอบครัวของคนมีชื่อเสียง เข้าศึกษาโรงเรียนมัธยมเอกชนที่วอชิงตัน เล่นฟุตบอลในตำแหน่งกองกลาง และเป็นนักเรียนที่มีผลการเรียนอยู่ในระดับกลางๆ แต่เด็กทั้งสองก็สามารถฝ่าคู่แข่งหลายพันคนเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นหนึ่งได้ นั่นคือ ฟริสต์ เข้าเรียนที่พรินซ์ตัน ในขณะที่กอร์เข้าเรียนที่ฮาร์เวิร์ด ซึ่งเป็นสถาบันที่พ่อของเขาทั้งสองเคยเรียนมาก่อนนั่นเอง ผู้เขียนมีความเห็นว่า การที่เด็กทั้งสองเข้าเรียนได้มิได้เป็นผลมาจากผลงานของตนเอง แต่กลับเป็นผลมาจากชาติตระกูลที่พวกเขาถือกำเนิด

ผู้เขียนได้อ้างถึงบทความพิเศษเรื่องระบบคุณธรรม ในนิตยสาร The Economist เมื่อเดือนมกราคมปี 2005 ซึ่งเขียนไว้ว่า ในปัจจุบันระบบคุณธรรมของสหรัฐอเมริกากำลังมีปัญหา ความไม่เท่าเทียมกันทางด้านรายได้ของสหรัฐพุ่งขึ้นสูงที่สุดนับจากปี 1880 เป็นต้นมา การเลื่อนฐานะของผู้คนเป็นไปได้ยาก ชนชั้นสูงพยายามที่จะรักษาสถานะของตนไว้ตลอดกาล และเกิดความเหลื่อมล้ำต่ำสูงของคนในสังคม ความไม่เท่าเทียมกันปรากฏชัดมากขึ้น

จนสหรัฐแทบจะเป็นเหมือนกับระบบกษัตริย์ของอังกฤษไปแล้ว คนร่ำรวยในสังคมอเมริกันมีความสุขกับการได้เปรียบมากมาย เช่น มีสุขภาพดีและชีวิตที่ยืนยาวกว่า ท่องเที่ยวมากกว่า และมีโอกาสเรียนในโรงเรียนดีๆ มากกว่า แม้ว่าลูกหลานของพวกเขามิได้มีคุณสมบัติดีพอที่จะเข้าเรียนก็ตาม

ในบทที่ 1 ผู้เขียนพูดถึงการทำให้ลำดับสุดท้ายกลายเป็นลำดับที่ 1 และวิธีที่ฮาร์เวิร์ดให้การตอบแทนแก่ผู้บริจาคเงินรายใหญ่ๆ เขาเปิดเรื่องด้วยบรรยากาศในงานเลี้ยงที่จัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ผู้เข้าร่วมงานประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูง ของบริษัทต่างๆ ทนายความที่มีชื่อเสียง นักการเงิน ที่ปรึกษาสถาบันการเงินต่างๆ และทายาทของผู้มีความรู้ คนกลุ่มนี้คือผู้บริจาคเงินให้กับมหาวิทยาลัยตั้งแต่หนึ่งล้านเหรียญขึ้นไป หรือที่เรียกว่ากลุ่ม COUR (Harvard"s Committee on University Resources) ส่วนกรรมการบริหารมักต้องบริจาคเงินตั้งแต่ 2.5 ล้านเหรียญขึ้นไป และชื่อของกลุ่มคนเหล่านี้จะได้รับการจารึกเป็นชื่อของสิ่งต่างๆ เช่น ตึกเรียน สถาบันเพื่อการวิจัยและทุนการศึกษา เพื่อเป็นเกียรติ อีกทั้งบุตรหลานของพวกเขาจะได้รับสิทธิในการเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยในโควตาของผู้บริจาคเงิน

ฮาร์เวิร์ดรับลูกของศิษย์เก่าเข้าเรียน 1 คน จากบรรดาผู้สมัคร 3 คน อัตราส่วนนี้สูงเป็นเกือบ 4 เท่า ของอัตราการรับนักศึกษาโดยทั่วไป William Fitzsimmons คณบดีของแผนกรับนักศึกษา กล่าวว่า คะแนนสอบข้อสอบมาตรฐานของนักศึกษาที่ใช้สิทธิเข้าเรียนผ่านทางการเป็นลูกศิษย์เก่า หรือผู้บริจาคเงินเหล่านี้มีคะแนนต่ำกว่ามาตรฐานของเด็กทั่วๆ ไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น พวกเขาจึงจำเป็นต้องใช้สิทธิพิเศษ จริงอยู่ความจงรักภักดีต่อมหาวิทยาลัยและการเป็นอาสาสมัครเป็นส่วนหนึ่งของการเสียสละเพื่อมหาวิทยาลัย

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เงิน บุตรหลานของผู้บริจาคถึง 336 คน จาก 340 คนเข้าเรียนในฮาร์เวิร์ดได้ เด็กกลุ่มนี้จะมีงานดีๆ รออยู่ อีกทั้งยังมักแต่งงานกันเองในกลุ่มผู้ร่ำรวยด้วยกัน เพื่อสร้างความมั่นคงยิ่งขึ้น แม้ว่าเด็กบางคนจากครอบครัวเหล่านี้ จะมีความสามารถสูงสมควรแก่การเข้าเรียนได้อยู่แล้ว แต่เด็กบางคนก็มีความสงสัยเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ว่า พวกเขาสมควรจะได้รับโอกาสเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยดังๆ หรือไม่

เมื่อผู้เขียนสัมภาษณ์เด็กเหล่านี้ บางคนก็ตอบว่า พวกเขาไม่ชอบการเข้าเรียนด้วยวิธีพิเศษ และเกรงว่าพวกเขาจะไปแย่งที่เด็กที่มีความสามารถจริงๆ ส่วนเด็กบางคนจะตอบว่า การที่มหาวิทยาลัยให้โอกาสลูกของศิษย์เก่าเข้าเรียนเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล เพราะการให้เด็กจำนวนมากจากบางกลุ่ม เข้าเรียนจะส่งผลกระทบกับความเป็นปึกแผ่นของมหาวิทยาลัย

โดยทั่วไปสิ่งที่มหาวิทยาลัยกำลังทำอยู่ คือ หากลูกหลานของผู้ร่ำรวยทั้งหลายไม่สามารถเข้าเรียนในฮาร์เวิร์ดได้ด้วยวิธีทั่วๆ ไป เด็กเหล่านี้จะถูกจัดเข้าในกลุ่มบัญชีพิเศษ หรือ "บัญชีบ๊วย" (Z list) นั่นหมายถึง พวกเขาจะสามารถเข้าเรียนได้ ภายใต้เงื่อนไขพิเศษ และต้องยืดเวลาไปเข้าเรียนในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปีต่อไป หนังสือพิมพ์รายวัน ของนักศึกษาชื่อ The Harvard Crimson ชี้ว่า ในปี 2002 ร้อยละ 72 ของเด็กในกลุ่มบัญชีพิเศษนี้ เป็นลูกของศิษย์เก่า การวิจัยของผู้เขียนพบว่า ลูกของกลุ่ม COUR ส่วนหนึ่งต้องยืดเวลาเข้าเรียนไปหนึ่งปี บางคนก็หันไปเรียนที่มหาวิทยาลัยอื่นก่อนหนึ่งปีแล้วจึงย้ายมาเรียนที่ฮาร์เวิร์ด บัญชีพิเศษนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อราว 30 ปีมาแล้ว จากความพยายามของฮาร์เวิร์ดที่จะกระตุ้นให้เด็กหยุดเรียน 1 ปีก่อนที่จะเข้ามหาวิทยาลัย การยืดเวลาไปหนึ่งปีก็มิใช่จะทำให้เด็กเสียอะไรไป เด็กที่มีคุณสมบัติไม่เพียงพอจะไม่เสียกำลังใจจากการถูกปฏิเสธ และยังคงรักษาสถานะในการมีโอกาสเข้าเรียน ฮาร์เวิร์ดอ้างว่าการทำเช่นนี้จะส่งผลให้เด็กเติบโตขึ้น และมีคุณสมบัติมากพอที่จะเข้าเรียน ผลการเรียนของลูกสมาชิกกลุ่ม COUR และกลุ่มที่ต้องเข้าเรียนด้วยวิธีพิเศษต่างๆ ยังคงเป็นไปเหมือนเดิม

นั่นคือไม่ทัดเทียมกับเด็กที่สอบเข้าเองได้ และน้อยคนนักจะสามารถจบการศึกษาโดยได้เกียรตินิยม การที่เด็กเหล่านี้จบการศึกษาไปในระดับด้อยกว่านักศึกษาโดยทั่วไป จึงสะท้อนถึงผลการเรียนของเด็กตั้งแต่วัยเยาว์ และความพยายามที่มีน้อยกว่า เพราะพวกเขามีฐานะดีกว่าเด็กอื่นๆ อยู่แล้วนั่นเอง

อย่างไรก็ดี ผู้เขียนพบว่า วิธีการคัดเลือกนักเรียนเข้าโรงเรียนกฎหมายของฮาร์เวิร์ด กลับแตกต่างจากการเข้าเรียนในคณะอื่นๆ ของฮาร์เวิร์ดและมหาวิทยาลัยดังทั่วๆ ไป คณะกรรมการที่รู้จักกับผู้สมัคร หรือญาติของผู้สมัคร จะไม่สามารถออกเสียงเลือกนักศึกษาได้ นั่นเป็นการป้องกันมิให้เกิดความลำเอียง เพราะอาชีพทนายความ มีความอ่อนไหวต่อความขัดแย้งสูง ผู้เขียนจึงมีความเห็นว่า วิธีการหนึ่งที่จะสร้างความยุติธรรม ในการคัดเลือกเด็ก ก็คือ แทนที่มหาวิทยาลัยจะให้สิทธิเด็กทุกคนได้พบกับกรรมการคัดเลือก มหาวิทยาลัยควรกำจัดผู้สมัคร ที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์เสียตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งอาจทำให้ลูกหลานของกลุ่มผู้บริจาค ถูกกำจัดไปตั้งแต่แรกด้วยก็เป็นได้

หน้า 50


The Price of Admission ใครว่าอเมริกันไม่มีวรรณะ (2)

คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์  โดย พ.ญ.นภาพร ลิมป์ปิยากร  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 02 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3909 (3109)

บทที่ 2 พูดถึงวิธีการรับลูกคนรวย และวิวัฒนาการการรับนักเรียนของมหาวิทยาลัยดุ๊ค นอกจากลูกของศิษย์เก่า จะได้รับการปรนนิบัติเป็นพิเศษแล้ว ลูกของเศรษฐีใหม่ก็ได้รับสิทธิพิเศษเช่นกัน ผู้เขียนได้สัมภาษณ์ Jean Scott หัวหน้าแผนกรับนักศึกษาใหม่ซึ่งเล่าว่า หลังจากเข้ารับตำแหน่ง เธอต้องเข้าพบกับอธิการบดีทุกปี เพื่อพิจารณาใบสมัครของนักศึกษา ที่เธอต้องการจะปฏิเสธ แต่กลับได้รับคำขอร้องให้พิจารณาใหม่เป็นพิเศษ ใบสมัครเหล่านั้นเป็นของลูกหลานของผู้บริหารบริษัทที่มีอิทธิพลซึ่งคาดว่าจะบริจาคเงินหรือหาเงินบริจาคมาให้กับมหาวิทยาลัย นักเรียนเหล่านั้นมักต้องเข้ารับการศึกษาในช่วงฤดูร้อนก่อนเปิดเรียนจริง ยิ่งมหาวิทยาลัยมีความต้องการเงินบริจาค เพื่อใช้ในงานวิจัยเพิ่มขึ้น ยิ่งมีความจำเป็นต้องรับนักศึกษาเหล่านั้นเพิ่มขึ้น แม้ว่ากลยุทธ์นี้จะส่งผลให้มหาวิทยาลัยแข่งขันได้ อีกทั้งยังสามารถยกระดับตนเองจากอันดับที่ 25 ในปี 1980 มาเป็นอันดับที่ 16 ในปี 2005 ด้วยเงินบริจาคที่เพิ่มขึ้นเป็น 3.8 พันล้านจาก 135 ล้านเหรียญ แต่ต้นทุนของเงินคือ คุณธรรมของขบวนการรับนักศึกษา อย่างไรก็ดี เธอสรุปว่าการรับนักเรียนที่สัญญาว่าจะให้เงินบริจาคเป็นแค่เรื่องสกปรกเล็กน้อย เพราะเด็กเหล่านั้นส่วนใหญ่มิได้มีความสัมพันธ์ใดๆ กับมหาวิทยาลัยมาก่อน

ถึงแม้ว่ามหาวิทยาลัยต่างๆ จะพากันปฏิเสธว่า ไม่เคยรับเงินกินเปล่าและมีกำแพงกั้นระหว่างการบริจาคเงิน และการรับนักศึกษา แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ เกือบทุก มหาวิทยาลัย มีการรับเงินกินเปล่าแทบทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งมหาวิทยาลัยดังๆ และมีเพิ่มขึ้นทุกๆ ปีด้วย ในปัจจุบันมหาวิทยาลัยทั่วๆ ไป ก็เริ่มใช้ระบบรับนักเรียนพิเศษ ด้วยการโฆษณาตนเอง กับผู้ปกครองที่มีฐานะดีโดยร่วมมือกับโรงเรียนมัธยม ที่ปรึกษาของโรงเรียน จะให้คำปรึกษากับมหาวิทยาลัย ว่า เด็กคนใดควรเข้าเรียน กลยุทธ์นี้ทำให้มหาวิทยาลัย กลายเป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงมากขึ้น และได้รับเงินบริจาคเพิ่มขึ้น

ส่วนค่าใช้จ่ายสำหรับการเข้าเรียนขึ้นอยู่กับสถาบัน โดยทั่วไปแล้ว ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นที่ 2 หมื่นเหรียญ แต่บางมหาวิทยาลัย ค่าใช้จ่ายอาจเพิ่มเป็น 5 หมื่นเหรียญพร้อมกับคำสัญญาที่จะบริจาคเพิ่ม ส่วนมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับ 1 ใน 25 ค่าใช้จ่ายมักไม่น้อยกว่า 1 แสนเหรียญ หากเป็นมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับ 1 ใน 10 ค่าใช้จ่ายต้องไม่น้อยกว่า 2 แสนห้าหมื่นเหรียญ ถึงล้านเหรียญขึ้นไป วิธีการที่ใช้ก็ค่อนข้างแยบยล มิใช่เสนอให้กับพนักงานโดยตรง ผู้ปกครองที่โชคดีจะสามารถหาตัวกลางในการเจรจาโดยผ่านทางที่ปรึกษาของโรงเรียน เพื่อนของคณะกรรมการรับนักศึกษา หรือ ที่ปรึกษาการหาที่เรียนอิสระ

ผู้ที่ช่วยให้มหาวิทยาลัยดุ๊คประสบความสำเร็จเช่นทุกวันนี้คือ อธิการบดีคนปัจจุบัน เขาถูกจ้างให้เป็นอธิการบดี เพื่อจะเปลี่ยนมหาวิทยาลัยให้เป็นสถาบันระดับชาติ ในอดีตมหาวิทยาลัยแห่งนี้ รับนักศึกษาที่มีผลการเรียนดีแต่มีฐานะปานกลาง ซึ่งถูกปฏิเสธจากมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดและเยล เขาพยายามสร้างภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยกับโรงเรียนมัธยมที่มีนักเรียนฐานะดี อีกทั้งยังรับนักเรียนฐานะดีด้วยวิธีพิเศษแม้ว่าพวกเขาจะมีคะแนนไม่ถึงเกณฑ์ก็ตาม นอกจากนั้น เขายังนิยมรับนักเรียนที่มีพ่อแม่ทำงานกับสำนักพิมพ์ หรือเป็นบรรณาธิการนิตยสารใหญ่ๆ เช่น ไทม์ การทำเช่นนั้น ส่งผลให้มหาวิทยาลัยถูกยกระดับขึ้นเป็นสถาบันระดับชาติและระหว่างประเทศในเวลาอันรวดเร็ว ยิ่งกว่านั้นฐานะการเงินของสถาบันก็ดีขึ้น เพราะพ่อแม่ของเด็กยินดีให้ความช่วยเหลือทางการเงิน หากสถาบันยินดีที่จะรับบุตรหลานของพวกเขา ที่มีคะแนนต่ำกว่าเกณฑ์เข้าศึกษาต่อเป็นการแลกเปลี่ยน

มหาวิทยาลัยมักอ้างว่า การรับเด็กเข้าเรียนด้วยวิธีพิเศษจะให้ประโยชน์กับสังคม เพราะเด็กเหล่านั้น สามารถนำความรู้ไปใช้ในทางที่เหมาะสม แต่นักเศรษฐศาสตร์แย้งว่า วิธีนี้ทำให้เด็กที่มีความสามารถ เสียโอกาสที่จะถีบตัวเองขึ้นสู่สถานะใหม่ เด็กที่มีความสามารถมากกว่าน่าที่จะมีโอกาสสร้างสรรค์ศิลปะ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ฯลฯ ให้กับโลกได้มากกว่าจึงน่าจะส่งผลดีกับสังคมโดยรวมได้มากกว่า

ในบทที่ 3 ผู้เขียนพูดถึงกลยุทธ์ที่มหาวิทยาลัยบราวน์ใช้ในการรับลูกของผู้มีชื่อเสียง บราวน์เป็นแหล่งรวมของลูกผู้มีชื่อเสียง เช่น ลูกของประธานาธิบดีหลายคนทั้ง จิมมี่ คาร์เตอร์ จอห์น เคเนดี้ บิล คลินตัน ลูกของดาราและนักร้อง เช่น ริงโก้ สตาร์ จอร์จ แฮริสัน ฯลฯ ลูกหลานของผู้มีชื่อเสียงเหล่านี้น้อยคนนักจะมีผลการเรียนอยู่ในระดับเกียรตินิยมซึ่งต่างกับนักเรียนทั่วๆ ไปที่จบการศึกษาด้วยผลการเรียนที่ยอดเยี่ยม ในอดีตมหาวิทยาลัยนี้ก็เหมือนกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ จนเมื่อปี 1978 ผู้อำนวยการฝ่ายรับนักศึกษาแนะนำอธิการบดีว่า ควรทำการประชาสัมพันธ์กับนักศึกษาต่างประเทศ เพราะจำนวนเด็กเกิดใหม่ของสหรัฐลดลง อธิการบดีจึงเริ่มออกเดินสายไปตามประเทศต่างๆ ในยุโรปและเริ่มรับนักศึกษาที่มีฐานะดีจากต่างประเทศ

ในปี 1969 มหาวิทยาลัยแห่งนี้เริ่มเป็นที่ดึงดูดลูกหลานของผู้มีอิทธิพล เพราะได้เลิกหลักสูตรหลัก เช่น คณิตศาสตร์ และเปิดโอกาสให้นักศึกษาเลือกเรียนตามที่ตนเองถนัด ลูกหลานของผู้มีอิทธิพล ซึ่งมักมีผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์ธรรมดา จึงชื่นชอบ และเลือกสมัครเข้าเรียน นอกจากนั้นนโยบายปกป้องพวกเขาจากนักข่าว และการที่มหาวิทยาลัยรับลูกของผู้มีชื่อเสียง ก็เป็นสิ่งที่ดึงดูดให้เด็กเหล่านี้มารวมกัน

อย่างไรก็ดี การรับนักเรียนที่พ่อแม่มีอิทธิพลก็มีต้นทุนไม่น้อย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การรับ Christopher Ovitz ลูกชายของ Michael Ovitz อดีตประธานผู้บริหารสำนักงานตัวแทนนักแสดงฮอลลีวูดอันโด่งดัง เด็กคนนี้ไม่เหมือนเด็กอื่นๆ เขาไม่เพียงมีผลการเรียนที่ห่างไกลจากเด็กทั่วๆ ไป และขาดความทะเยอทะยานในการเรียนเท่านั้น เขายังมีประวัติการรังแกเด็กผู้หญิงด้วย ส่งผลให้ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยมัวหมองลง อย่างไรก็ดี เขาลาออกจากมหาวิทยาลัยเองหลังเข้าเรียนได้ 1 ปี

ในบทที่ 4 ผู้เขียนพูดถึงประวัติของธรรมเนียมปฏิบัติของการรับนักศึกษา ตั้งแต่ปี 1913 เป็นต้นมา สถาบันทางการศึกษาในสหรัฐเป็นองค์กรที่ได้รับการยกเว้นภาษีและผู้ที่บริจาคเงินให้กับสถานศึกษาสามารถหักภาษีได้ แต่สถานการศึกษาจะต้องไม่แบ่งแยกเชื้อชาติโดยเด็ดขาดและต้องให้บริการนักศึกษาอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม แต่สถิติกลับบ่งว่า ร้อยละ 50 ของนักศึกษาที่เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงเป็นกลุ่มคนที่มีฐานะดี 25% แรกของประเทศ การที่เงินสามารถเปลี่ยนเป็นคะแนนที่สูงขึ้นได้จึงกลายเป็นหนึ่งในมรดกตกทอดที่กลุ่มคนมีฐานะส่งต่อให้กับลูกหลาน

ถึงแม้ว่าคนส่วนใหญ่จะต่อต้านการให้สิทธิพิเศษกับลูกหลานคนมีเงินและศิษย์เก่า แต่ไม่มีสถานการศึกษาใดให้ความสนใจ ที่จะลดการปรนนิบัติเป็นพิเศษกับกลุ่มคนเหล่านั้น เพราะสถาบันต่างต้องการมีฐานะการเงินที่มั่นคง อย่างไรก็ดี ผู้เขียนคาดว่าหากสถานศึกษาลดการให้สิทธิพิเศษประเภทนี้ คนส่วนใหญ่น่าที่จะยอมรับ การที่ลูกหลานถูกสถาบันเก่าของตนเองปฏิเสธมากขึ้น

ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ศิษย์เก่าได้เริ่มบริจาคเงินให้กับสถาบันการศึกษาเพิ่มขึ้น แต่พวกเขามิได้กระทำ เพื่อให้ลูกหลานของตนมีโอกาสเข้าเรียน ที่พวกเขาต้องทำเช่นนี้ก็เพราะชาวยิว และชาวเยอรมันอพยพเข้ามาในสหรัฐ เพิ่มขึ้น ลูกหลานของคนกลุ่มนี้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ศิษย์เก่าทั้งหลายเริ่มเกิดความกังวล กลยุทธ์ที่พวกเขาใช้ในการแก้ปัญหาในช่วงแรกคือ 1) อนุญาตให้ผู้สมัครที่มีคุณสมบัติด้อยลงเข้าเรียน 2) เพิ่มคุณสมบัติของผู้สมัครให้สูงขึ้นไปอีก แต่นักเรียนยิวกลับยิ่งมีโอกาสเข้าเรียนเพิ่มขึ้น เพราะลูกหลานของศิษย์เก่ามักมีคุณสมบัติด้อยกว่า พวกเขาจึงใช้กลยุทธ์สุดท้าย นั่นคือ 3) ลูกหลานของศิษย์เก่าทุกคนที่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเข้าเรียนสามารถเข้าเรียนได้ทั้งหมด หลังจากนั้นมา กลยุทธ์สุดท้ายนี้ก็แพร่กระจายไปทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม การอนุญาตให้ลูกหลานของศิษย์เก่าเข้าเรียนก็มีต้นทุน และนำความยุ่งยากมาให้กับสถาบันศึกษาไม่ใช่น้อยเ พราะผู้บริจาคเหล่านั้นมักเรียกร้องรับสิทธิพิเศษเสมอ เช่น การพิจารณาเข้าพักในหอพักเป็นกรณีพิเศษ เด็กบางคนชอบก่อปัญหา เช่น ลักขโมย ทำผิดระเบียบนำมาซึ่งความยุ่งยากใจให้กับผู้บริหาร และยังทำให้มหาวิทยาลัยขาดโอกาสในการสร้างเด็กและรับเด็กที่น่าจะสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัยในอนาคต

หน้า 50


The Price of Admission ใครว่าอเมริกันไม่มีวรรณะ (3) - คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์

คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์  โดย พ.ญ. นภาพร ลิมป์ปิยากร  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 05 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3910 (3110)

ในบทที่ 5 ผู้เขียนพูดถึงสิทธิที่รัฐให้เพื่อสร้างความเสมอภาคระหว่างเพศในการศึกษา (Title IX) นักกีฬาจากกลุ่มชนชั้นสูงเป็นคนอีกกลุ่มหนึ่งที่จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ นักเรียนกลุ่มนี้มักเข้าเรียนได้จากความสามารถที่โดดเด่นทางด้านกีฬาที่ชนชั้นสูงเล่นกัน แม้ว่าคะแนนทางด้านวิชาการอาจไม่ถึงเกณฑ์ก็ตาม เช่น ฟันดาบ กรรเชียงเรือ โปโล สควอช กอล์ฟ ฯลฯ การที่สถาบันการศึกษามีทีมกีฬาเหล่านี้สามารถดึงดูดทั้งความสนใจและเงินสนับสนุนได้ทั้งจากครอบครัวนักกีฬา ศิษย์เก่าที่เคยเล่นกีฬาชนิดนั้นๆ และเพื่อให้เป็นไปตามสิทธิความเสมอภาคระหว่างเพศในด้านการศึกษา (Title IX) สัดส่วนของนักกีฬาชายหญิงของทีมมหาวิทยาลัยต้องสะท้อนสัดส่วนที่แท้จริงของจำนวนนักศึกษามหาวิทยาลัย ดังนั้น มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จึงรับนักกีฬากรรเชียงเรือหญิงตามสิทธินี้ซึ่งเท่ากับฟูมฟักนักกีฬาของคนมีฐานะดีไปในตัว

หลายมหาวิทยาลัยใช้สิทธิ์นี้มาเป็นส่วนหนึ่งของการหยุดสนับสนุนกีฬาที่ผู้เล่นมาจากชนชั้นแรงงานหรือมิใช่กลุ่มผู้มีฐานะ เช่น มวยปล้ำ สถิติบ่งว่า ในปี 1988 เพียงปีเดียว มหาวิทยาลัยถึง 130 แห่งเลิกล้มทีมมวยปล้ำชายของมหาวิทยาลัย ยิ่งไปกว่านั้นสิทธินี้ยังลดความหลากหลายทางเศรษฐฐานะของนักเรียนในมหาวิทยาลัยอีกด้วย เช่น มหาวิทยาลัยเยลซึ่งมีนักศึกษาส่วนใหญ่เล่นสควอชจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีทีมมวยปล้ำ ซึ่งผู้เล่นมาจากชนชั้นแรงงาน นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยบางแห่งยังมอบทุนการศึกษากับลูกของผู้มีฐานะที่เล่นกีฬาได้ ถึงแม้ว่าความสามารถของเด็กจะไม่ถึงกับเป็นนักกีฬาของมหาวิทยาลัยได้ก็ตาม ด้วยความหวังที่จะได้รับเงินสนับสนุนจากผู้ปกครองเป็นการตอบแทน หลังจากที่ลูกหลานของคนร่ำรวยเหล่านั้นเข้าเป็นสมาชิกของทีมกีฬามหาวิทยาลัยแล้ว

ในบทที่ 6 ผู้เขียนพูดถึงการให้บริการฟรีและโอกาสที่เพิ่มขึ้นกับลูกหลานของคณาจารย์มหาวิทยาลัย การที่มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ให้สิทธิพิเศษโดยละเว้นค่าธรรมเนียมการศึกษากับลูกของคนในสถาบันส่งผลให้เจ้าหน้าที่ และคณาจารย์มักต้องการให้ลูกของตนเองเข้าเรียนเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายของตนเอง ส่วนสาเหตุที่มหาวิทยาลัยยอมลดมาตรฐานในการรับนักศึกษาในกรณีของลูกคณาจารย์ก็เพื่อจูงใจอาจารย์ให้อยู่กับคณะ แต่การให้สิทธินี้แก่ลูกคณาจารย์ไม่เพียงแต่ทำให้มหาวิทยาลัยต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเท่านั้น ยังเป็นการยกภาระค่าใช้จ่ายบางส่วนไปให้กับนักศึกษาทั่วๆ ไปด้วยเพราะค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้รับการยกเว้นภาษี จึงเท่ากับเป็นการผลักภาระภาษีไปให้กับบุคคลทั่วๆ ไป แม้ว่าปัจจุบันบางมหาวิทยาลัยจะยังช่วยค่าเล่าเรียนบางส่วน หากลูกของคณาจารย์เข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยอื่น แต่คณาจารย์ส่วนใหญ่ยังคงต้องการใช้สิทธินี้เพราะการใช้สิทธิในมหาวิทยาลัยที่ตนเองสอนจะได้รับการยกเว้นค่าใช้จ่ายเต็มจำนวน

สถิติที่เก็บโดย John Siegfried และ Malcolm Getz นักเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลท์บ่งว่า หนึ่งในสามของลูกหลานจากคณะที่มีการทำวิจัยและหนึ่งในห้าของลูกหลานจากคณะศิลปศาสตร์ ศึกษาต่อในสถาบันที่พ่อแม่สอนอยู่หากสถาบันนั้นให้ความช่วยเหลือทางด้านค่าใช้จ่ายเต็มจำนวน แต่หากสถาบันยินยอมให้ความช่วยเหลือทางการเงินที่เท่าเทียมกันไม่ว่าลูกของคณาจารย์จะเข้าศึกษาต่อ ณ สถาบันใด จำนวนเด็กที่จะเข้าศึกษาต่อ ณ สถาบันที่พ่อแม่สอนอยู่จะลดลงอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ดี ค่าธรรมเนียมการศึกษาก็มิใช่เหตุผลเดียวที่พวกเขาพยายามให้ลูกของตนเองเรียนหนังสือในสถาบันที่พวกเขาสอน อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ การดำรงสถานะและความมั่งคั่งนั่นเอง นอกจากนี้ ผลการศึกษายังพบว่าลูกของคณาจารย์เหล่านี้มักมีผลการเรียนที่ต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของนักศึกษาทั่วๆ ไป ที่เป็นเช่นนั้นเพราะบางครั้งพวกเด็กๆ ไม่ต้องการที่จะเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยที่พ่อแม่สอนอยู่แต่ถูกพ่อแม่บีบบังคับ ดังนั้นทางเลือกใหม่ของสถาบันก็คือควรมีนโยบายช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่ายเต็มจำนวน ไม่ว่าลูกของคณาจารย์จะไปเรียนยังสถาบันใดก็ตาม

การที่มหาวิทยาลัยให้สิทธิลูกหลานคณาจารย์เรียนฟรีเกิดขึ้นครั้งแรกในช่วงเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นตอนที่มหาวิทยาลัยไม่มีเงินจ่ายค่าแรงอาจารย์และมีที่ว่างสำหรับรับนักศึกษาได้อีกมากมาย ต่อมามหาวิทยาลัยต่างๆ ล้วนอนุญาตให้ลูกของคณาจารย์ได้รับสิทธิเรียนฟรีไม่ว่าพวกเขาจะไปเรียนที่ใดก็ตาม แต่สถานการณ์ในปัจจุบันที่ค่าใช้จ่ายทางด้านนี้เริ่มสูงมากขึ้น หลายมหาวิทยาลัยจึงเริ่มหามาตรการที่จะลดค่าใช้จ่าย ด้วยการให้ลูกหลานของเจ้าหน้าที่ หันกลับมาใช้บริการที่มหาวิทยาลัยตนเองอีกครั้งหนึ่ง ถึงแม้ว่ามหาวิทยาลัยจะมีค่าใช้จ่ายจากการใช้สิทธินี้เพิ่มสูงขึ้น แต่ยังคงเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการเพิ่มเงินเดือน ให้กับเจ้าหน้าที่อย่างแน่นอน เพราะมหาวิทยาลัยจะได้ประโยชน์ จากกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่ลูกโตเกินกว่าจะเข้ามหาวิทยาลัยหรือไม่มีบุตรอีกด้วย

เมื่อสิทธินี้ได้รับการยกเว้นภาษี รัฐจึงพยายามที่จะเก็บภาษีจากผู้รับผลประโยชน์เพราะรัฐเล็งเห็นว่า การยกเว้นภาษีก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม เนื่องจากสิทธินี้ได้รับเฉพาะกลุ่มคณาจารย์ในมหาวิทยาลัยเท่านั้น จึงไม่ควรเป็นรายรับที่ยกเว้นภาษี อย่างไรก็ดี ผู้ที่ทำงานมหาวิทยาลัยต่างต่อต้านการเก็บภาษีโดยให้เหตุผลว่า พวกเขาทำงานในมหาวิทยาลัยเพราะต้องการได้รับสิทธิพิเศษนี้ การยกเลิกสิทธินี้กับพนักงานเก่าๆ จึงไม่ยุติธรรม ผลประโยชน์นี้เป็นส่วนหนึ่งที่ใช้ดึงดูดและรักษาอาจารย์ผู้มีความสามารถให้ยังคงทำงานกับมหาวิทยาลัยต่อไป อาจารย์หลายคนของ มหาวิทยาลัยให้ความเห็นว่า ทุกครั้งที่พวกเขาคิดถึงการลาออก พวกเขามักคิดว่า มีลูกอีกกี่คนที่ยังไม่ได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย

ในบทที่ 7 ผู้เขียนพูดถึงยิวรุ่นใหม่ เขาเล่าประวัติของนักศึกษาชาวเกาหลีสองคนซึ่งมีผลการเรียนดีเด่น และมีความสามารถทางด้านดนตรี กีฬา อีกทั้งยังเป็นผู้มีความกตัญญูอย่างหาที่เปรียบยาก แต่ทั้งสองซึ่งมีฐานะยากจนก็ไม่สามารถเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ของสหรัฐได้ คนอเมริกันเชื้อสายเอเชียจึงเป็นเสมือนคนยิวรุ่นใหม่ นั่นคือ ข้อจำกัดใดๆ ที่เคยใช้กับคนยิวเมื่อกึ่งศตวรรษก่อนได้นำกลับมาใช้ใหม่กับนักศึกษากลุ่มนี้

Uwe Reinhardt นักเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยพรินซตันกล่าวว่า เขามีแนวโน้มที่จะเชื่อว่า มหาวิทยาลัยมีนโยบายกีดกันชาวเอเชีย การทำเช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความลำเอียงในสังคมอเมริกัน แต่จากการสืบสวนของทางการกลับไม่พบหลักฐานว่า มหาวิทยาลัยมีการแบ่งแยกสีผิวเพราะสัดส่วนของนักศึกษาชาวเอเชียสูงขึ้น จากร้อยละ 5.5 ในปี 1979 เป็นร้อยละ 19.7 ในปี 1990 มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่มักอ้างว่า พวกเขาแยกนักศึกษาเอเชียไม่ออกว่าใครดีกว่าใครกันแน่ เพราะนักเรียนกลุ่มนี้มีคุณสมบัติเหมือนๆ กัน และใบสมัครที่พวกเขาเขียนก็ล้วนเหมือนกันไปหมด การกระทำดังกล่าวเป็นการสะท้อนถึงการแบ่งแยกเชื้อชาติโดยไม่รู้ตัว

นักศึกษาอีกกลุ่มหนึ่งที่มักถูกปฏิเสธจากมหาวิทยาลัยคือ นักศึกษาต่างชาติที่ต้องการความช่วยเหลือทางด้านการเงิน ถึงแม้ว่ามหาวิทยาลัยของสหรัฐ ส่วนใหญ่จะป่าวประกาศว่า พวกเขายินดีรับนักศึกษาต่างชาติเพื่อเผยแพร่ความเป็นอเมริกัน ต่อโลกภายนอก สร้างความหลากหลายทางด้านเชื้อชาติ และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับอเมริกันชนรุ่นใหม่ๆ แต่สิ่งที่พวกเขาไม่เคยพูดถึงเลยก็คือ นักศึกษาต่างชาติที่พวกเขารับเข้ามานั้นมิได้สร้างความหลากหลายทางด้านเชื้อชาติ เศรษฐฐานะหรือความคิดเลยแม้แต่น้อย ที่เป็นเช่นนี้เพราะนักศึกษาต่างชาติที่พวกเขารับเข้ามานั้นมักเป็นกลุ่มคนฐานะดี ที่มีพื้นฐานทางการศึกษาและความคิดเฉกเช่นเดียวกับนักศึกษาชาวอเมริกันผิวขาว อีกทั้งยังยินดีที่จะบริจาคเงินให้กับมหาวิทยาลัยด้วย

การศึกษาในปี 2004 พบว่า นักศึกษาต่างชาติถึงร้อยละ 81.8 เสียค่าเล่าเรียนเองเต็มจำนวน เทียบกับนักศึกษาทั่วๆ ไปซึ่งได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจากรัฐ สถาบันหรือองค์กรเอกชนทั้งหลายถึงร้อยละ 63 นั่นหมายความว่า นักศึกษาต่างชาติที่เศรษฐฐานะไม่ค่อยดีมักไม่สามารถฝ่าดงนักศึกษาทั่วๆ ไปเข้ามาได้ ที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะมหาวิทยาลัยไม่ต้องการจุนเจือค่าเล่าเรียนให้กับเด็กที่มีคุณสมบัติทางการศึกษาที่โดดเด่นแต่ยากจน ผู้เขียนจึงมีความเห็นว่า การที่มหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ปฏิเสธนักศึกษาชาวเอเชียซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความสามารถสูง กลับส่งผลร้ายต่อสถาบันและยังเป็นการส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยอันดับรองๆ ได้มีโอกาสรับนักศึกษาที่มีความสามารถสูงเพิ่มขึ้นเท่ากับเป็นการช่วยยกระดับฐานะของมหาวิทยาลัยอันดับรองๆ ในอนาคต

หน้า 46


The Price of Admission ใครว่าอเมริกันไม่มีวรรณะ (จบ)

คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์  โดย พ.ญ.นภาพร ลิมป์ปิยากร  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 09 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3912 (3112)

บทที่ 8 พูดถึงการสร้างระบบ มรดกตกทอด ในปลายฤดูร้อน ปี 2001 Michael Dannenberg ที่ปรึกษาทางด้านการศึกษา ร่วมงานกับ วุฒิสมาชิก Edward Kennedy หาทาง กระตุ้นสื่อและสังคมให้ร่วมมือกันต่อต้านการ ให้สิทธิพิเศษในการเข้าโรงเรียนแก่ชนกลุ่มน้อย แต่ท่านวุฒิสมาชิกรวบรวมเสียงสนับสนุนได้ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะนักการเมืองส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกการให้สิทธิพิเศษกับลูกของศิษย์เก่าหรือผู้มีอุปการคุณ เนื่องจากระบบนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นประโยชน์ต่อลูกหลานของพวกตนเท่านั้น หากยังเป็นประโยชน์ต่อ กลุ่มผู้สนับสนุนด้วย

วุฒิสมาชิกเคนเนดี้มีความเห็นว่า การยกเลิกสิทธินี้เป็นการทำไปตามคำสัญญาที่จะยกระดับการศึกษาให้กับกลุ่มคนยากไร้ เขาพยายาม ที่จะออกกฎหมายเพื่อช่วยเหลือมหาวิทยาลัยให้สามารถเปิดโอกาสแก่นักศึกษาทุกคนอย่าง เท่าเทียมกัน แต่โอกาสที่เขาจะทำได้สำเร็จ คงเป็นไปได้ยาก ยิ่งเมื่อมหาวิทยาลัยมิชิแกน ที่ให้สิทธิพิเศษแก่คนกลุ่มน้อยถูกฟ้องศาลและ ผู้พิพากษาตัดสินสนับสนุนการให้โควตาด้วยคะแนน 5-4 โดยให้เหตุผลว่า การให้สิทธิ พิเศษมิได้เป็นการแบ่งแยกสีผิว คนส่วนหนึ่ง จึงวิพากษ์วิจารณ์ว่า ผลการตัดสินทำไปเพื่อสนับสนุนการให้สิทธิพิเศษกับลูกของศิษย์เก่ามากกว่า จะทำไปเพื่อให้สิทธิกับเด็กผิวดำจริงๆ หากศาลกล้าตัดสินว่าการให้โควตานี้ผิดกฎหมายการให้สิทธิพิเศษ กับลูกของศิษย์เก่าย่อมผิดกฎหมายด้วย ต่อมา Dannenberg เสนอร่างกฎหมายใหม่ที่จะบังคับให้วิทยาลัยต่างๆ รายงานจำนวน ระดับเศรษฐานะ เชื้อชาติ ของนักศึกษาซึ่งเป็นลูกหลานศิษย์เก่า และเด็กนักเรียนที่ได้รับการพิจารณาพิเศษโดยจะไม่ถูกลงโทษ เขาหวังว่ากฎหมายใหม่นี้จะทำให้ มหาวิทยาลัยที่เลือกปฏิบัติกับคนกลุ่มน้อยรู้สึกอับอาย แต่มันแพ้คะแนนเสียง 377 ต่อ 83 ในสภาล่าง

ในบทที่ 9 ผู้เขียนพูดถึงความท้าทายของ การรับนักเรียนโดยมิต้องให้ความสำคัญกับ ความร่ำรวย สถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนีย (Caltech) เป็นมหาวิทยาลัยที่ไม่มีการประนีประนอม ในการรับเด็กเข้าศึกษาต่อด้วยการลดระดับมาตรฐาน หรืออนุญาตให้ลูกศิษย์เก่ามีโอกาสเข้าเรียนได้เป็นพิเศษ นักศึกษาทั้งหมดของสถาบันต้องสามารถเข้าเรียนได้ ด้วยความสามารถของตนเอง มหาวิทยาลัย แห่งนี้เป็นมหาวิทยาลัยติดอันดับ 1 ใน 20 แห่งเดียวของสหรัฐที่ไม่ให้สิทธิพิเศษแก่ลูกศิษย์เก่า การไม่ให้สิทธิพิเศษนี้ทำให้คะแนนเฉลี่ย ของการสอบมาตรฐานของเด็กที่เข้าเรียนในสถาบันในปี 2003 สูงถึง 1,505 โดยมี คะแนนคณิตศาสตร์สูงถึง 775 จาก 800 นักศึกษา ส่วนใหญ่ของสถาบันมาจากครอบครัว คนทำงานและผู้อพยพซึ่งมีความสามารถทางด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ที่โดดเด่น โดยที่กว่าร้อยละ 85 จบจากโรงเรียนมัธยม ของรัฐและร้อยละ 60 ต้องการความช่วยเหลือ ทางด้านการเงิน

มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็น 1 ใน 3 ของ มหาวิทยาลัยที่นักเรียนทุกคนที่เข้าเรียนมาจากความสามารถล้วนๆ มหาวิทยาลัยอีก 2 แห่ง คือ Cooper Union ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่ โดดเด่นทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์และศิลปะในนิวยอร์ก และ Berea College ในรัฐเคนทักกี มหาวิทยาลัยทั้งสามแห่งนี้เน้นรับนักเรียนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจไม่ดี แต่แทนที่ฐานะ ทางเศรษฐกิจของมหาวิทยาลัยจะย่ำแย่ มหาวิทยาลัยทั้งสามกลับสามารถดึงดูดเงินบริจาคได้จำนวนมาก

มหาวิทยาลัยทั้งสามมีกลยุทธ์เหมือนกันคือ 1) มีขนาดเล็กเพื่อให้ทุกคนในสถาบันรู้จักกัน ทุกคนจึงมีความจำเป็นต้องประพฤติตนดี นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังไม่มีคณะธุรกิจ และกฎหมายเพราะคณะทางด้านนี้จะสร้างคน ที่ชอบเน้นไปแต่ในด้านความมั่งคั่ง 2) ชื่อเสียง การที่มหาวิทยาลัยสามารถดำรงชื่อเสียง และมีลักษณะที่โดดเด่นย่อมสามารถดึงดูดเงินบริจาคจากผู้มีฐานะ และใจบุญได้ไม่น้อยไปกว่าเงินบริจาคของศิษย์เก่า 3) คณะมีส่วนในการรับนักเรียน ใบสมัครของนักเรียนที่เข้ารับการศึกษาทุกคน ต้องได้รับการพิจารณาจากศาสตราจารย์ในคณะอย่างน้อยหนึ่งคน เพราะคณาจารย์ย่อม มีความสามารถในการตัดสินเด็กได้ดีกว่า แผนกรับนักเรียนเพียงอย่างเดียว 4) นโยบายรับบริจาคเงินอย่างสร้างสรรค์ เช่น ผู้บริจาคเงินให้กับ Caltech สูงสุดคือ Gordon Moore ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Intel เขาจบการศึกษา ระดับปริญญาเอกจากสถาบันแห่งนี้และ บริจาคเงิน สูงถึง 600 ล้านเหรียญซึ่งถือ เป็นเงินบริจาคทางการศึกษาจำนวนสูงที่สุด ในโลก อย่างไรก็ดี มหาวิทยาลัยมิได้ให้คำมั่นสัญญากับเขาว่า จะรับบุตรหลานของเขาเข้าโรงเรียน แต่กลับ ตั้งชื่อเขาไว้เป็นเกียรติกับกลุ่มวัตถุในอวกาศที่โคจรระหว่างดาวอังคาร และดาวพฤหัส (Asteroid) ที่มหาวิทยาลัยค้นพบว่า "8013 gordonmoore"

การที่มหาวิทยาลัยทั้งสามเน้นความ เป็นเลิศทางด้านวิชาการและความเสมอภาคเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พวกเขาดำรงอยู่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น ลูกหลานของศิษย์เก่าที่มีความสามารถไม่เพียงพอที่จะเข้าเรียนก็ขยาดที่จะ เข้าเรียนในสถาบันด้วยเพราะนักเรียนที่เข้าเรียนต่างมีความสามารถสูง การแข่งขัน จึงสูงตามไปด้วย ปัจจุบัน Caltech มีทรัพย์สินสูงถึง 1.4 พันล้านมากกว่าสถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเซตส์ (MIT) ด้วยซ้ำไป ผู้บริหารของมหาวิทยาลัยเชื่อว่า มนุษย์ควรถูกตัดสินไม่ใช่จากความร่ำรวยของพ่อแม่ แต่จาก ความรู้ความสามารถที่พวกเขาสามารถให้ กับสังคมเท่านั้น

บทสุดท้าย ผู้เขียนเสนอว่า มหาวิทยาลัยควรปฏิรูปเพื่อให้เกิดความยุติธรรมกับนักเรียนทุกๆ คนดังนี้ 1) หยุดการให้โควตากับลูกของศิษย์เก่าเพื่อฟื้นฟูความยุติธรรม และเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงมหาวิทยาลัยชั้นนำ ให้กับนักศึกษาทั่วไป การยกเลิกโควตานี้น่าที่จะทำให้ลูกหลานของศิษย์เก่าตั้งใจเล่าเรียนมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้พวกเขาสามารถเข้าโรงเรียนเองได้ และยังทำให้ผู้ปกครองไม่คาดหวัง ที่จะให้ลูกหลานของตน ได้เข้าเรียนในสถานศึกษาที่ตนเองบริจาค 2) แยกงานด้านระดมเงินกับการรับ นักศึกษาออกจากกันโดยเด็ดขาด มหาวิทยาลัยจะต้องไม่มีข้อตกลงเป็นพิเศษกับ ผู้บริจาค และห้ามผู้ปกครองที่ลูกหลานกำลังสมัครเรียนบริจาคเงิน มหาวิทยาลัยควรจะหันมาแข่งขันกัน แสวงหาความเป็นเลิศเพื่อใช้จุดเด่นนี้ในการขอรับเงินสนับสนุน 3) ห้ามมิให้ผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียในการรับนักศึกษามีสิทธิในการเลือกนักศึกษา 4) กำจัดสิทธิพิเศษทางการกีฬา หรือการให้ทุนกับนักกีฬาที่เล่นแต่กีฬาของคนรวย หากต้องการให้สิทธิพิเศษแก่นักกีฬาต้องเป็นกีฬาที่ทุกคนสามารถเล่นได้ 5) กำจัดสิทธิพิเศษสำหรับลูกเจ้าหน้าที่และคณาจารย์ ให้สิทธิประโยชน์ด้านค่าธรรมเนียมที่เท่าเทียมกัน ไม่ว่าลูกของคนเหล่านี้จะไปศึกษาต่อที่ใด 6) ให้สิทธิแก่นักศึกษาอเมริกันเชื้อสายเอเชีย และนักศึกษาต่างชาติที่ต้องการความช่วยเหลือทางด้านเงินทุนที่เท่าเทียมกับนักศึกษาอื่นๆ

การกำจัดสิทธิพิเศษต่างๆ จะเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าที่สหรัฐ ยึดถือ นั่นคือ การทำงานหนัก ความเสมอภาค และส่งเสริมการยกสถานะที่สูงขึ้น แทนที่จะสะท้อนถึง การแสดงความนอบน้อมต่อความมั่งคั่งเท่านั้น การเข้าถึงทางการศึกษาจะต้องขึ้นอยู่กับพื้นฐานของความดีงามโดยไม่มีข้อยกเว้นซึ่งจะ เป็นแรงดลใจให้กับคนทุกเชื้อชาติ การสร้างความเสมอภาคนี้เท่ากับเป็นการย้ำความคิดของลูกหลานชาวอเมริกันทุกคนที่ว่า หากพวกเขาทำงานหนัก พวกเขาย่อมสามารถทำได้ทุกสิ่งแม้แต่การเป็นประธานาธิบดี และเป็นการสนับสนุนความหมายของคำว่าประชาธิปไตยตามที่ de Tocqueville กล่าวไว้นั่นคือ สภาพสังคมที่มีความเท่าเทียมกันมากที่สุดในจักรวาล

ข้อคิดเห็น - หนังสือเล่มนี้อ่านสนุกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผู้อ่านรู้จักบุคคลที่มี ชื่อเสียงในวงการต่างๆ ของสหรัฐ เพราะมันตีแผ่ประวัติการเรียน กิจกรรม พฤติกรรมทั้ง ที่เหมาะสมและไม่เหมาะสมของพวกเขา ตั้งแต่รุ่นปู่จนมาถึงรุ่นลูกหลานในปัจจุบัน นอกจากนั้นหนังสือเล่มนี้น่าที่จะเป็นกำลังใจ ให้กับคนไทยได้เพราะอย่างน้อยการสอบเข้ามหาวิทยาลัยไทยในอดีตก็ไม่มีการให้สิทธิพิเศษต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิการเป็นลูกศิษย์เก่า นั่นหมายความว่า วิธีการรับนักศึกษา ของมหาวิทยาลัยไทยยังน่าที่จะมีความยุติธรรมมากกว่าประเทศที่คนไทยเคยเชื่อว่า ขาวสะอาดที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลต่างๆ คงทำให้หลายคนตาสว่าง เพราะประเทศสหรัฐ ซึ่งคนส่วนใหญ่เชื่อว่า เป็นประเทศที่มีความเสมอภาคยังมิได้ให้ ความยุติธรรมกับประชาชนของตนเองอย่าง ที่คนอื่นเชื่อ ฉะนั้น การที่คนไทยไปเรียกร้อง ขอความยุติธรรมเพื่อให้ได้รับความเสมอภาค ในการเข้าถึงกับสหรัฐ จึงเป็นเรื่องเสียเวลาเพราะแท้ที่จริงแล้วความยุติธรรมไม่มีในโลกและสหรัฐ ก็มีวรรณะเหมือนกัน

หน้า 50