|
||||||||||||||
|
ปูตินฉีกหน้ากาก
WTO
คอลัมน์ เดินคนละฟาก โดย กมล กมลตระกูล ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3909 (3109) ในขณะที่นักวิชาการและข้าราชการไทยยังหลงงมงายกับกระแสการค้าเสรีที่ไม่เป็นธรรม โดยเชื่อว่าไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้วทั้งๆ ที่ระบบการค้าเสรีที่ไม่เป็นธรรมได้ทำให้ประชาชาติส่วนใหญ่มีหนี้สินครัวเรือนละกว่า 1 แสนบาทแล้ว ทั้งๆ ที่ได้ทำงานหนักเหมือนหนูถีบจักรมาตลอดชีวิต ระบบการค้าเสรีนั้นเสรีเพียงแต่ในเศษกระดาษ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงประเทศที่พัฒนาแล้วได้สร้างกำแพงการค้า การลงโทษทางการค้า และมาตรการปกป้องการค้ามากมายหลายรูปแบบขึ้นมากีดกันการค้าจากประเทศอื่นๆ ตลอดเวลา ถ้าระบบการค้าเสรีที่ไม่เป็นธรรมดีจริง ประชาชาติคงมั่งมีศรีสุข มีคุณภาพชีวิตสูงส่งเหมือนประชาชาติในชาติที่พัฒนาแล้ว เศรษฐกิจคงต้องมีเสถียรภาพ นอกจากนี้ประชาชนจะต้อง ไร้หนี้สินอย่างที่ดำรงอยู่ในขณะนี้ด้วย คนไทยมักไม่เชื่อคนไทยด้วยกัน คราวนี้มาลองฟังประธานาธิบดีปูตินแห่งประเทศรัสเซีย กล่าวถึงระบบการค้าเสรีที่ไม่เป็นธรรมซึ่งมีองค์การการค้าโลกเป็นผู้กำกับดูบ้างว่าคิดอย่างไร ประธานาธิบดีปูติน ได้กล่าวในที่ประชุมสภาเศรษฐกิจที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2550 ที่ผ่านมาว่า "องค์การการค้าโลก หรือ WTO นั้นคือเต่าล้านปี เป็นเผด็จการและ ไร้ยางอายในการปกป้อง และรักษาผลประโยชน์ของประเทศที่พัฒนาแล้วเท่านั้น" ปูตินเปิดประเด็นก็ยิงเข้าเป้าเลย ไม่เพียงแค่นั้น เขากล่าวต่อไปว่า "ทุกวันนี้มีระบบการกีดกันการค้า (protectionism) ในรูปแบบต่างๆ โดยประเทศที่พัฒนาแล้ว ทั้งๆ ที่การกีดกันทางการค้าเป็นวัตถุประสงค์หลักของ WTO" ความล้มเหลวในการประชุมองค์การการค้าโลกที่เมืองคาตาร์เมื่อ 6 ปีที่แล้ว และที่โดฮาก็ยังเป็นความขัดแย้งเดิมที่หาข้อสรุปไม่ได้ ระหว่างประเทศที่ร่ำรวยแล้ว กับประเทศที่ยากจน ในเรื่องการกำจัดกำแพงการค้าโดยเฉพาะด้านสินค้าเกษตร และการอุดหนุนเกษตรกรในประเทศที่ร่ำรวยแล้ว ซึ่งทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมขึ้นนี้เป็นสัญลักษณ์ที่บ่งชัดเจนถึงรูปแบบเดิมในการเจรจาขององค์การการค้าโลกนั้นใช้ไม่ได้แล้ว นอกจากนี้ ตลาดทุนของโลกยังผูกอยู่กับสกุลเงินเพียง 2 สกุล คือ ดอลลาร์ และยูโร ดังนั้นเมื่อเงิน 2 สกุลนี้ขยับเคลื่อนไหวขึ้นหรือลงก็ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจและเงินสำรองของประเทศอื่นๆ ในโลก ปูตินเสนอทางออกอย่างกว้างๆ ว่า ถึงเวลาแล้วที่จะผลักดันเศรษฐกิจโลกให้เติบโต และขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยการตั้งองค์กรการค้าเสรีใหม่ขึ้น เช่น องค์การค้ายูโรเซียน (Regional Eurasian Institute) โดยสรุปบทเรียนที่ผิดพลาดจากองค์การการค้าโลก และขยายสกุลเงินตราหลักทางการค้า และเงินสำรองระหว่างประเทศให้ เพิ่มมากขึ้น โดยรวมเงินสกุลรูเบิลของรัสเซียเข้าไปด้วย ปัจจุบันรัสเซียเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก ประกอบด้วยสมาชิก 150 ประเทศทั่วโลก ซึ่งแสดงว่าการค้าการลงทุนระหว่างประเทศไม่ได้ขึ้นต่อการเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก จึงจะมีผู้มาค้าหรือลงทุนด้วยอย่างที่คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจกัน รัฐธรรมนูญฉบับเมืองขึ้น คำวิพากษ์และข้อเสนอของประธานาธิบดีปูติน ทำให้อดไม่ได้ที่จะต้องหันมาพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ที่มีบางมาตราที่เกี่ยวข้องกับสนธิสัญญาและข้อตกลงระหว่างประเทศอันน่าเป็นห่วงยิ่ง หากว่าไม่แก้ไขเสียในขณะนี้ แม้ว่าหมวดที่ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพและสิทธิในกระบวนการยุติธรรมมีความชัดเจนขึ้น เพราะหลายมาตราได้ตัด "วรรคอัปรีย์" ที่เขียนไว้ในฉบับ 2540 ว่า "ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ" ซึ่งทำให้รัฐธรรมนูญฉบับที่หลายคนอ้างว่าดีที่สุดในโลก เป็นรัฐธรรมนูญที่พิการที่สุดในโลก เพราะว่าไปขึ้นต่อกฎหมายลูกที่ตรงข้ามกับที่รัฐธรรมนูญคุ้มครอง รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 จึงเป็นรัฐธรรมนูญฉบับหลอกลวง และส่งผลให้เกิดระบอบ คอรัปชิโนมิกส์ขึ้นมา จนเกิดวิกฤตการณ์การเผชิญหน้าที่ไม่มีทางออก จนกระทั่งทหารต้องออกมาก่อการรัฐประหาร อย่างไรก็ตาม มีข้อที่น่าสังเกตในร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ในส่วนที่ 7 ที่เกี่ยวข้องกับ แนวนโยบายด้านเศรษฐกิจซึ่งขัดแย้งกันเอง และจะทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ยั่งยืน ไม่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่สามารถบังคับใช้ได้ครบ และจะถูกฉีกในที่สุด มาตรา 82 เขียนไว้ว่า รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แต่มาตราต่อไปคือมาตรา 83 (1) กลับเขียนไว้ว่า "สนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบเสรีโดยอาศัยกลไกตลาด... ต้องยกเลิกและละเว้นการตรากฎหมาย และกฎเกณฑ์ที่ควบคุมธุรกิจที่ไม่สอดคล้องกับความจำเป็นทางเศรษฐกิจ และต้องไม่ประกอบกิจการ ที่มีลักษณะเป็นการแข่งขันกับเอกชน" ดังนั้น รัฐวิสาหกิจทุกแห่งโดยเฉพาะด้านสาธารณูปโภค สาธารณูปการ และโครงการรักษาสุขภาพฟรี จะมีสภาพขัดกับรัฐธรรมนูญทันที และต้องแปรรูปหรือหยุดทันที มิฉะนั้นก็จะขัดกับรัฐธรรมนูญ การเขียนไว้เช่นนี้ ถ้าหากว่าในอนาคตนโยบายเศรษฐกิจแบบเสรีพิสูจน์ว่าสร้างความยากจนและเดือดร้อนให้คนส่วนใหญ่ ทำให้ประเทศเป็นเมืองขึ้นทางเศรษฐกิจของต่างชาติ ก็ไม่สามารถใช้ระบบเศรษฐกิจแบบชาตินิยม หรือแบบพอเพียงพึ่งตนเอง ซึ่งตรงกันข้ามกับระบบเศรษฐกิจแบบเสรี โดยอาศัยกลไกตลาดอันเป็นระบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา หรือ ปลาใหญ่กินปลาเล็ก อย่างที่ประธานาธิบดีปูตินได้กล่าวไว้ ระบบการค้าเสรีในโลกทุกวันนี้มีลักษณะดังนี้ "คือ ทุกวันนี้มีระบบการกีดกันการค้า (protectionism) ในรูปแบบต่างๆ โดยประเทศที่พัฒนาแล้ว ทั้งๆ ที่การกีดกันทางการค้าเป็นวัตถุประสงค์หลักของ WTO" เศรษฐกิจพอเพียงจะเกิดขึ้นไม่ได้ภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีเพราะอยู่บนพื้นฐานปรัชญาที่ตรงข้ามกัน ในส่วนที่ 6 เรื่องแนวนโยบายด้านการต่างประเทศ มาตรา 81 เขียนไว้ว่า "รัฐต้องปฏิบัติตามพันธกรณีที่ได้กระทำไว้ กับนานาประเทศและองค์การระหว่างประเทศ" การตราไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างไม่มีเงื่อนไขเช่นนี้เป็นการมัดมือไพล่หลังตัวเอง โดยเฉพาะข้อตกลงด้านการค้า ที่อาจจะขัดกับผลประโยชน์ของชาติ ทำลายความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของสังคมดังที่ประธานาธิบดีปูตินได้ชี้ออกมา การตราไว้ในรัฐธรรมนูญตามฉบับร่างแสดงว่าสนธิสัญญาหรือข้อตกลงระหว่างประเทศต่างๆ ที่ไม่เป็นธรรม หรือขัดกับผลประโยชน์ของชาติ ทำลายความั่นคงและความสงบเรียบร้อยของสังคมเราก็ต้องปฏิบัติตามหรือ อันที่จริงควรจะตราไว้ว่า "รัฐต้องปฏิบัติตามพันธกรณีที่ได้กระทำไว้กับนานาประเทศ และองค์การระหว่างประเทศ ที่ไม่ขัดกับผลประโยชน์ของชาติ ไม่ทำลายความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของสังคม" ซึ่งเป็นการเปิดทางหนีทีไล่เอาไว้ มิใช่เขียนไว้ในร่างที่นำเสนอมาให้ประชาชนพิจารณาแสดงความคิดเห็น ในส่วนที่ 8 เรื่องนโยบายทรัพยากรธรรมชาติ ก็ไม่มีการระบุให้สงวนทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงของชาติ เช่น ด้านพลังงาน (น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ) ซึ่งถ้ารัฐไม่สงวนไว้ปล่อยให้เอกชนหรือต่างชาติควบคุม การพัฒนาเศรษฐกิจของชาติในอนาคต จะเป็นไปไม่ได้เลยถ้าประเทศขาดอิสระในด้านพลังงาน และต้องขึ้นต่อการผูกขาดของเอกชน เหมือนอย่างทุกวันนี้ จึงต้องเพิ่มมาตรานี้เข้าไปด้วย เหมือนกับรัฐธรรมนูญของประเทศเวเนซุเอลา ในส่วนที่ 9 มาตรา 85 เรื่องการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งไม่มีประเทศไหนในโลกนำมาบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่เขียนไว้ในกฎหมายอื่น เพราะว่าทุกวันนี้เรื่องทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นเจ้าของร้อยละ 97 ได้นำมาใช้เป็นอาวุธทางการเมือง และการค้าแล้ว ซึ่งประเทศไทยโดนไปอย่างเต็มๆ ทุกวันนี้ตำรวจจึงใช้งบฯ ภาษีอากรของประชาชน มาปกป้องผลประโยชน์ของบริษัทต่างชาติ ทั้งๆ ที่ควรจะเป็นเรื่องของเอกชนกับเอกชนไล่จับและฟ้องร้องกันเองทางแพ่ง การเขียนไว้เช่นนี้จึงเป็นการมัดมือตนเองให้เป็นเมืองขึ้นของต่างชาติโดยไม่มีทางสู้นอกจากการฉีกรัฐธรรมนูญ ดังนั้นจึงขอเสนอให้ตัดมาตรา 83 ในส่วนข้างต้นที่นำเสนอมา และมาตรา 85 ในส่วนคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ถ้าหากว่าไม่มีการตัดหรือแก้ไขมาตราที่ชี้ออกมานี้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ไม่ต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับเมืองขึ้น ที่ดูเหมือนไม่ได้เขียนขึ้นเอง แต่เขียนขึ้นตามคำบงการ (การล้างสมอง) ของประเทศเจ้าเมืองขึ้น ขอบคุณประธานาธิบดีปูตินที่ได้ช่วยให้คนไทยหูตาสว่างขึ้น หน้า 49
|