หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
การศึกษาของมหาเศรษฐี

คอลัมน์ ระดมสมอง  โดย ไสว บุญมา  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3909 (3109)

ผู้ที่ได้อ่านเกี่ยวกับการกล่าวคำปราศรัยของ บิล เกตส์ ในพิธีประสาทปริญญาของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน คงทราบมาก่อนนั้นนานแล้วว่าเขาเรียนไม่จบปริญญาตรี และหลายคนคงทราบเช่นกันว่ามหาเศรษฐี เช่น ไทเกอร์ วูดส์ เรียนไม่จบปริญญาตรีเช่นกัน นอกจากนั้นหลายคนยังอาจทราบด้วยว่ามหาเศรษฐีหมายเลขหนึ่งของเมืองไทย ก็ไม่ได้เรียนถึงขั้นปริญญาตรี ความจริงข้อนี้อาจตีความหมายได้หลายอย่างและแต่ละอย่างมีน้ำหนักพอๆ กัน เช่น การเรียนจนจบปริญญาตรีไม่มีความสำคัญต่อการแสวงหาความร่ำรวย การศึกษากับการทำปริญญาเป็นคนละเรื่องกัน และมหาเศรษฐีเหล่านั้นมีพรสวรรค์ ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่มี ผมได้ติดตามอ่านเรื่องการศึกษาของ บิล เกตส์ และไทเกอร์ วูดส์ มาเป็นเวลานานเพราะเรื่องราวของทั้งสองคนน่าสนใจยิ่ง เนื่องจาก ไทเกอร์ วูดส์ มีแม่เป็นคนไทย ผู้อ่านส่วนใหญ่คงพอรู้เรื่องราวของเขาบ้างแล้ว จึงจะพูดถึงเฉพาะเรื่องของ บิล เกตส์

ก่อนอื่นเราต้องยอมรับว่า บิล เกตส์ คาบช้อนเงินช้อนทองมาในวันที่เขาลืมตาดูโลก เขามีร่างกายสมบูรณ์ และมันสมองในระดับอัจฉริยะ ครอบครัวของเขามีฐานะ การศึกษาดีและมีความอบอุ่น พ่อเป็นทนาย แม่เป็นครูและอยู่ด้วยกันตลอดชีวิต สังคมรอบด้านปลอดภัยและอยู่ในประเทศที่เปิดโอกาสให้สมาชิก แสวงหาความเป็นเลิศได้อย่างกว้างขวาง ในสมัยเด็กบิล เกตส์ ซุกซนมากจนอยู่เฉยๆ ไม่เป็น ชอบของเล่นจำพวกจักรกล อดทน บึกบึน ชอบแข่งขัน กลัวแพ้แบบเข้ากระดูกดำและเมื่อทำอะไรก็ทุ่มเทชนิดลืมกินลืมนอน ลักษณะเช่นนี้ ติดมากับตัวเขาตั้งแต่เกิดมากน้อยเพียงไหนและมาได้รับการเสริมอีกเท่าไรยากแก่การตอบ สิ่งที่ตอบได้แน่นอนคือ ครอบครัวของเขาจะหากิจกรรมให้เขาทำอย่างต่อเนื่องเพื่อสนองความอยู่เฉยๆ ไม่เป็นของเขา

การอ่านเป็นกิจกรรมสำคัญอย่างหนึ่งซึ่งยายของเขาเน้นเป็นพิเศษกว่าอย่างอื่น ยังผลให้เขาอ่านหนังสือยากๆ ได้ตั้งแต่ครั้งอยู่ในชั้นประถมต้น เขาอ่านได้เร็วมากและรักการอ่านมาตลอด เมื่อเขาเป็นผู้ใหญ่การมีบริษัทขนาดยักษ์ ทำให้เขาไม่ค่อยมีเวลาอ่านหนังสือ แต่เขามีวิธีแก้ปัญหาคือ ทุก 6 เดือนเขาจะหยุดงานหนึ่งสัปดาห์เต็มๆ ในช่วงเวลา 9 วันนั้นเขาจะกักตัวอยู่คนเดียวอย่างโดดเดี่ยวในที่ห่างไกลแบบผู้ถือศีลเคร่งครัด แล้วอ่านหนังสือสารพัด ที่เขาคิดว่าเขาควรอ่านในช่วง 6 เดือน โดยเฉพาะทางด้านความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และความเป็นไปในโลกธุรกิจ เสริมด้วยประวัติศาสตร์และชีวประวัติของคนสำคัญ เนื่องจากเขาอ่านหนังสือได้เร็วมากพร้อมทั้งเข้าใจและจำได้อย่างแม่นยำ เขาจึงสามารถนำความรู้ที่ได้มาไตร่ตรองเพื่อหาบทเรียนสำหรับการดำเนินชีวิตและธุรกิจในช่วงต่อไปได้อย่างรวดเร็ว กล่าวได้ว่าในด้านการอ่าน ยายเป็นผู้จุดประกาย ส่วนหลานเป็นผู้นำมาใช้เป็นฐานของการเรียนรู้ตลอดชีวิต

บิล เกตส์ เป็นคนชอบแข่งขัน เชื่อมั่นในตัวเองสูงมากและเกลียดความพ่ายแพ้ แต่เขาชอบฟังผู้ที่มีความคิดล้ำลึก นำสมัยและในสิ่งที่เขาคิดไม่ถึง ฉะนั้นเขาจึงตั้งใจฟังรวมทั้งจากพนักงานในบริษัทไมโครซอฟท์ของเขาเองด้วย พนักงานจะกล้าส่งความคิดใหม่ๆ ไปให้เขาหรือแย้งเขาตลอดเวลาถ้าเห็นว่าเขาผิด เมื่อความคิดและจุดยืนของเขาถูกทำลาย แทนที่เขาจะโกรธ เขากลับดีใจที่ได้ความคิดใหม่ที่มีประโยชน์ การฟังอย่างตั้งใจโดยไม่มีอัตตาเข้ามาเกี่ยวข้องของเขา จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้เขาเรียนรู้สิ่งใหม่อย่างต่อเนื่อง

การเป็นครูทำให้แม่ของเขาเข้าใจในความต้องการด้านการศึกษาของเขาอย่างดีเยี่ยม ความเข้าใจนั้นประกอบกับการมีฐานะดี เป็นปัจจัยที่ทำให้พ่อแม่ส่งเขาเข้าเรียนในโรงเรียนเอกชน ซึ่งรับเฉพาะนักเรียนที่มีไอคิวสูงเป็นพิเศษ และจากครอบครัวที่มีฐานะอยู่ในเกณฑ์ดี โรงเรียนมีเครื่องไม้เครื่องมือมากมายที่โรงเรียนอื่นมักไม่มี โดยเฉพาะอย่างยิ่งคอมพิวเตอร์เทอร์มินัลซึ่งต่อไปถึงคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ ของบริษัทที่ให้เช่าเวลา ในยุคที่บิล เกตส์ เป็นนักเรียนคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลยังไม่เกิด คอมพิวเตอร์ที่ใช้มีขนาดใหญ่เท่าตู้เย็นหลายหลังตั้งเรียงกัน และผู้ใช้ต้องเขียนโปรแกรมเองแล้วส่งผ่านเทอร์มินัลไปให้คอมพิวเตอร์ทำงาน โรงเรียนนั้นเป็นจุดพลิกผันสำคัญยิ่งในชีวิตของเขา บิล เกตส์ และเพื่อนชอบเล่นกับคอมพิวเตอร์เป็นชีวิตจิตใจจนพ่อแม่ต้องเรี่ยไรเงินกันเช่าเวลาคอมพิวเตอร์เพิ่มเป็นพิเศษ

ความหลงใหลในความมหัศจรรย์ของคอมพิวเตอร์ และการทุ่มเทเวลาแบบทุกลมหายใจเพื่อเรียนรู้เรื่องการทำงานของมัน ทำให้บิล เกตส์ เกิดความเชี่ยวชาญด้านการเขียนโปรแกรมตั้งแต่ก่อนอายุแตกพาน ความเชี่ยวชาญนั้น นำไปสู่การกระทำสองอย่างซึ่งผิดกฎหมาย นั่นคือ ขโมยเวลาคอมพิวเตอร์ของบริษัทที่ให้เช่าเวลา และส่งเชื้อโรค (Virus) เข้าไปรบกวนคอมพิวเตอร์ของบริษัทนั้น เมื่อบริษัทจับได้แทนที่จะทำโทษเขา กลับเชิญเขาให้ไปใช้คอมพิวเตอร์ได้ตลอดเวลา และให้รางวัลเขาหากเขาจับตัวสร้างปัญหา (Bugs) ในระบบการทำงานของคอมพิวเตอร์ของบริษัทได้ ส่วนผู้บริหารโรงเรียน และพ่อแม่ก็ยินดีที่จะให้เขาใช้เวลาในวันเรียนส่วนหนึ่ง ในสำนักงานของบริษัทนั้น

บิล เกตส์ นำความหลงใหลในคอมพิวเตอร์ติดตัวไปที่มหาวิทยาลัยด้วย เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับเรื่องที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จนต้องโดดเรียนวิชาอื่น แต่อาจารย์มักผ่อนปรนให้ เขาไม่ต้องเข้าห้องเรียนตราบใดที่เขาทำงานส่งตามกำหนดและสอบผ่าน ส่วนใหญ่เขามักจะไม่เพียงสอบผ่านเท่านั้น หากยังได้คะแนนยอดเยี่ยมอีกด้วย เขามักทุ่มเทเวลาแบบลืมกินลืมนอน ไปกับการเรียนรู้เรื่องคอมพิวเตอร์ จากวันที่เขาอยู่ในมหาวิทยาลัย ไปจนถึงเมื่อบริษัทไมโครซอฟท์ประสบความสำเร็จ จนทำให้เขาเป็นอภิมหาเศรษฐีแล้ว บางครั้งเขานอนค้างอยู่ในสำนักงานหลายวันติดต่อกัน เพื่อทำงานชิ้นใหม่ หรือแก้ปัญหาที่ท้าทายจนเสร็จ พนักงานจึงมักพบเขานอนหลับอยู่ที่พื้นห้องในตอนเช้าเมื่อเข้ามาทำงานเสมอ สิ่งเหล่านั้นรวมกันเป็นจุดพลิกผันสำคัญยิ่งในด้านการศึกษาวิชาคอมพิวเตอร์ของเขา

ในคำปราศรัยในพิธีประสาทปริญญานั้น บิล เกตส์ กล่าวถึงแม่ของเขาซึ่งเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งไปกว่า 10 ปีแล้ว สิ่งที่เขาพูดถึงซึ่งน่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เขาบริจาคทรัพย์เพื่อการกุศลแล้วกว่า 30,000 ล้านดอลลาร์ และประกาศว่าจะบริจาคจนหมดยกเว้นเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ที่เขาจะเก็บไว้ให้ลูก ก่อนวันแต่งงานของเขา แม่บอกลูกสะใภ้ในอนาคตว่า "From those to whom much is given, much is expected." ประโยคนี้มีความหมายลึกซึ้งจึงยากแก่การถอดเป็นภาษาไทยให้กินความเท่า ผมเคยเสนอให้ถอดดังนี้ "จากผู้ที่ได้รับมากทั้งหลาย, มีความคาดหวังว่าพวกเขาจะให้มากด้วย" เมื่อข่าวของคำพูดนี้แพร่ออกมา บางคนตีความหมายไปในทางลบว่า เนื่องจากว่าที่ลูกสะใภ้กำลังจะได้สามีเป็นอภิมหาเศรษฐีหมายเลขหนึ่งของโลก แม่จึงบอกว่าอย่าเป็นลูกสะใภ้ที่ทำตัวเหลวไหลเพราะได้มหาสมบัติมาง่ายๆ โดยไม่ต้องออกแรง

แต่สำหรับผู้ที่รู้ประวัติของแม่ของเขาย่อมเข้าใจดี นั่นคือ เธอต้องการเตือนลูกสะใภ้และลูกชายก่อนตายว่า อย่าลืมช่วยเหลือผู้อื่นให้มากสมกับที่เขาทั้งสองเป็นผู้โชคดีที่มีทรัพย์มาก ตอนนั้นแม่ของเขารู้ตัวแล้วว่า เธอจะมีเวลาเหลืออยู่เพียงเล็กน้อย เพราะกำลังถูกมะเร็งร้ายคุกคาม เธอต้องการให้ลูกอุทิศทั้งกาย ใจ มันสมองและทรัพย์สมบัติส่วนใหญ่ให้กับการกุศลซึ่งเธอทำมาตลอดชีวิต รวมทั้งเคยเป็นประธานองค์กรการกุศลที่ใหญ่ที่สุด ในสหรัฐอเมริกาด้วย จึงไม่น่าแปลกใจว่าเพราะเหตุใด บิล เกตส์ จะสละตำแหน่งในบริษัทไมโครซอฟท์ในปีหน้าเมื่อเขาอายุเพิ่ง 52 ปี เพื่ออุทิศเวลาพร้อมกับทรัพย์จำนวนมหาศาล ให้กับการต่อสู้กับโรคร้าย และความไม่เสมอภาคกันของมนุษย์ โดยเฉพาะในด้านความยากจน ในฐานะผู้เคยเป็นครูมาก่อน ผมแน่ใจว่าการศึกษาที่สำคัญที่สุดของบิล เกตส์ ได้แก่การดูแม่เป็นตัวอย่าง ผมเชื่อว่าการทำตัวเป็นต้นแบบของผู้ใหญ่คือการให้การศึกษาที่ดีที่สุดแก่เยาวชน

หน้า 50