|
||||||||||||||
|
การปรับสภาพการจ้างงาน
และการจดทะเบียนแรงงานประมง
โดย สมาน เหล่าดำรงชัย ศูนย์วิจัยการย้ายถิ่นแห่งเอเชีย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ มติชนรายวัน วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10701 แรงงานในกิจการประมงเป็นที่ขาดแคลนมาเป็นเวลานาน ตั้งแต่สมัยที่เริ่มมีการใช้แรงงานต่างด้าว เนื่องจากก่อนหน้านี้ในปี 2539 มีแรงงานไทยจากภาคอีสานลงไปทำงานในอาชีพประมงทางจังหวัดภาคใต้ของประเทศไทย เช่น จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี และสงขลา ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีการประมงเป็นอาชีพหลักของจังหวัด โดยเฉพาะคนท้องถิ่นเอง ก็ไม่อยากทำงานในอาชีพนี้ เนื่องจากงานประมงเป็นงานที่เสี่ยงอันตราย ยากลำบาก สกปรก และทำงานที่ห่างไกลจากครอบครัวหลายวัน แม้ว่างานประมงเป็นงานที่จะได้รับเงินค่าจ้าง และค่าตอบแทนจากการแบ่งเปอร์เซ็นต์ในการหาปลาได้ แต่ก็ยังมีคนไทยทำน้อยอยู่ดี จนกระทั่งปี 2539 ที่เกิดพายุเกย์ขึ้นที่อ่าวไทย ซึ่งทำให้ลูกเรือประมงทั้งคนไทยและคนต่างด้าวเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก หลังจากนั้น คนไทยที่อพยพมาทำอาชีพประมงก็ได้อพยพกลับ และไม่ได้กลับมาทำอาชีพประมงอีกเลย ทำให้แรงงานในอาชีพประมงขาดแคลนอย่างหนัก หลังจากปี 2539 เป็นต้นมา เจ้าของเรือประมงส่วนใหญ่เกือบทุกลำจะใช้แรงงานต่างด้าวเป็นลูกเรือ และหลังจากรัฐบาลอนุญาตผ่อนผันให้แรงงานทุกประเภทสามารถทำงานชั่วคราวได้ในประเทศไทย ก็มีแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมายในกิจการประมงมาจดทะเบียนตลอดตั้งแต่เริ่มมีการขึ้นทะเบียนไว้ จากสถิติของสำนักบริหารแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง กรรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน พบว่า แรงงานต่างด้าวที่มาจดทะเบียนในกิจการประมงในแต่ละปีมีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะในช่วงปี 2545 ที่มีแรงงานต่างด้าวมาจดทะเบียนมากที่สุดถึง 95,594 คน หลังจากนั้น ในปี 2547 แรงงานต่างด้าวในกิจการประมงมาจดทะเบียน 58,686 คน และปี 2548 เหลือเพียง 36,141 คน เท่านั้น นั่นแสดงว่าในกิจการประมงจะมีแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบทำงานอีกจำนวนหนึ่ง และเป็นจำนวนเศษสามส่วนหนึ่ง ของแรงงานที่มาจดทะเบียน ทําไมแรงงานไทยจึงไม่ต้องการทำงานในกิจการประมง ในความเป็นจริงยังมีแรงงานไทยจำนวนหนึ่งที่ยังยึดอาชีพประมงเป็นอาชีพหลัก เนื่องจากรายได้และผลตอบแทนจากการหาปลาอาจจะได้รับสูงกว่าอาชีพบางอาชีพ จากการศึกษาของคณะวิจัยของศูนย์วิจัยการย้ายถิ่นแห่งเอเชีย ได้สัมภาษณ์แรงงานประมงที่เป็นคนไทย พบว่า เงินรายได้ที่ได้รับต่อเดือนจะอยู่ระหว่าง 4,000-5,000 บาท และเมื่อหาปลาได้ เขาก็จะได้รับเงินปันผล 1 เปอร์เซ็นต์ของปลาที่ขายได้ แต่อย่างไรก็ตามรายจ่ายต่อเดือนของลูกเรือก็มากเช่นกัน อาทิ ค่าเช่าบ้าน ค่ากินอยู่เมื่อไม่ได้ออกเรือ ตลอดจนเงินใช้จ่ายในครอบครัว รายได้จึงพอๆ กับรายจ่าย ทำให้ไม่มีเงินเหลือเก็บ ทำให้คนไทยที่ทำงานประมงทะเล จะทำอยู่ไม่ได้นาน เนื่องจากอยู่ห่างครอบครัว และทำงานประมงไปเรื่อยๆ จะรู้สึกเบื่อ และอยากหางานอย่างอื่นทำและส่วนใหญ่ก็จะมุ่งไปทำงานในโรงงานต่างๆ มากขึ้น ดังนั้น งานประมงจึงเป็นงานที่คนไทยเริ่มทำน้อยลง และแรงงานต่างด้าวก็เข้ามาทำงานแทนที่มากขึ้น งานประมงเป็นงานที่ต้องไปทำงานบนท้องทะเล และต้องอยู่ในการควบคุมของไต๋ ไต้ก๋งเรือซึ่งจะทำหน้าที่ดูแลการทำงาน และเรื่องอาหารการกินทั้งหมดของลูกเรือ การวิจัยของคณะวิจัยศูนย์วิจัยการย้ายถิ่นแห่งเอเชียที่ได้ศึกษาอิทธิพลของไต๋ต่อลูกเรือทั้งคนไทยและคนต่างชาติพบว่า ไต๋มีส่วนในด้านการทำงานและความเป็นอยู่ของลูกเรือบนเรืออย่างมาก ไต๋ที่มีบุคลิกที่อารมณ์ร้อน และเอาเปรียบลูกน้อง มักจะเป็นเรื่องเป็นราวเป็นข่าวบ่อยครั้งที่เราได้เคยอ่านหรือเห็นในสื่อต่างๆ มาแล้ว ถ้าไต๋คนไหนใจดี หรือไม่เอาเปรียบลูกเรือในเรื่องของการแบ่งผลตอบแทนหรือไม่อุบอิบเงินเดือน ลูกเรือหลายๆ คนก็จะอยู่กับเรือไปนานๆ แต่ถ้าไต๋คนไหนไม่ดี ลูกเรือก็จะหนีออกจากเรือลำนั้นทีละคนสองคน จนบางครั้งเจ้าของเรือก็จะขอแยกทางกับไต๋ไม่ดีคนนั้น ฉะนั้น จะเห็นได้ว่าลูกเรือคนไทยที่ไม่ทำงานในเรือประมงเพราะไม่อยากถูกเอาเปรียบหรือถูกข่มเหงจากไต๋ และในกรณีที่มีลูกเรือเป็นคนต่างด้าวจำนวนมากกว่าลูกเรือไทย ก็เกิดความเกรงกลัวว่าจะเกิดอันตราย จากการถูกทำร้ายจากคนต่างด้าว ภาพต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากสื่อที่ประโคมข่าวเรื่องของความโหดร้ายของแรงงานต่างด้าวและไต๋ ทำให้คนไทยหลายคนไม่อยากจะไปทำงานประมง ซึ่งจริงๆ แล้วไต๋ดีๆ ก็มีมาก และการทำงานร่วมกับแรงงานต่างด้าวก็ไม่เกิดผลเสียอะไรมากเลย ซึ่งจากการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่หลายๆ ฝ่ายให้ความเห็นตรงกันว่า ในความเป็นจริง แรงงานต่างด้าวเหล่านี้กลัวคนไทยมากกว่าเสียอีก เนื่องจากกลัวว่าจะมาทำร้าย หรือเรียกตำรวจมาจับตนเอง ฉะนั้น ความหวาดระแวงจากข่าวที่ได้รับจึงมีส่วนทำให้คนไทยสมัครใจจะทำงานประมงน้อยลง แนวทางในการแก้ไขปัญหาที่จะทำให้คนไทยเข้าสู่การประมงเพิ่มขึ้น จึงต้องดูแลเรื่องข้อมูลข่าวสาร เรื่องการปรับค่าจ้างแรงงาน ตลอดจนสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่คนไทยพึงได้รับเพราะเมื่อพูดถึงสิทธิประโยชน์ในด้านต่างๆ ของแรงงานประมงพึงได้รับมีน้อย เมื่อเทียบกับกิจการอื่นๆ ไม่ว่าในด้านการรักษาพยาบาล ความปลอดภัยในการทำงานและสวัสดิการต่างๆ การทำงานของแรงงานประมงจะทำงานและพักผ่อนสลับกันเป็นช่วงๆ ดังนั้น การพักผ่อนจึงขึ้นอยู่กับงานด้วย ถ้างานที่ทำยังไม่เสร็จเวลาพักผ่อนก็จะน้อยลงไปอีก ส่วนด้านการรักษาพยาบาลนั้น หากแรงงานประมงได้รับบาดเจ็บ หรือเป็นไข้ ส่วนใหญ่บนเรือจะมีเพียงยาพาราเซตามอล ในการระงับอาการเจ็บป่วยและมีชุดปฐมพยาบาลฉุกเฉินเท่านั้น การทำงานบนเรือหากได้รับบาดเจ็บสาหัส หรือได้รับอันตรายรุนแรงจนถึงแก่ชีวิต ก็ยากที่จะสามารถช่วยเหลือชีวิตได้ทันท่วงที ฉะนั้น การปรับปรุงเรื่องของการปฐมพยาบาลบนเรือประมงจึงสำคัญมาก เพื่อลดความเสี่ยงต่อชีวิตเมื่อเจ็บปวดหรือได้รับบาดเจ็บจากการทำงาน ด้านการจดทะเบียนแรงงาน พบว่า มีการจ้างงานแรงงานต่างด้าวในกิจการนี้สูงมาก แต่เมื่อเทียบกับแรงงานต่างด้าวที่มาจดทะเบียนกลับมีจำนวนลดลง เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและนักวิชาการ พยายามหาทางออกในการหาวิธีจดทะเบียนที่เหมาะสมกับกิจการนี้ เนื่องจากระยะเวลาออกเรือและเวลาการจดทะเบียนไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ทำให้แรงงานต่างด้าวที่มาขึ้นจดทะเบียน ไม่สามารถทำได้ และการจ้างงานในกิจการนี้มีความเปลี่ยนแปลงสูง เพราะว่าแรงงานต่างด้าวจะเปลี่ยนงาน เมื่อสถานประกอบการ หรือแพเรือไหนให้เงินมากกว่า โดยไม่สนใจว่าเอกสารสำคัญที่อยู่กับนายจ้างจะเป็นอย่างไร การแก้ปัญหานี้เจ้าหน้าที่และนักวิชาการเองก็ยังแก้ไม่ตก เนื่องจากความต้องการแรงงานในกิจการประมงสูง และการหาแรงงานมาทดแทนต้องทำอย่างรวดเร็ว เมื่อเรือใกล้จะออก จึงมีนายจ้างบางรายใช้วิธีนี้ในการหาคนงานขึ้นเรือ ดังนั้น วิธีแก้ที่ดีที่สุดคือ นายจ้างจะต้องร่วมมือกันกำหนดค่าจ้างให้ได้มาตรฐานและไม่เพิ่มค่าจ้างกันเอง หวังเพื่อที่จะแย่งแรงงานมาทำงานในเรือตัวเอง จากผลงานวิจัยของศูนย์วิจัยฯ ที่ศึกษาเกี่ยวกับกิจการประมง พบว่า แรงงานต่างด้าว หรือแม้ลูกเรือไทยเองก็ยอมรับว่า เรื่องค่าจ้างมีส่วนที่ทำให้ต้องย้ายงานบ่อย เนื่องจากความจำเป็นที่ต้องการรายได้ที่มากกว่า เพื่อนำไปใช้จ่ายและเลี้ยงครอบครัว ฉะนั้น หากแพเรือใดยังกดเงินค่าจ้างหรือเอาเปรียบเงินเปอร์เซ็นต์จากการหาปลา แรงงานเหล่านั้นก็ย่อมจะหาที่ใหม่ที่ได้เงินดีกว่า และให้ความยุติธรรมมากกว่า ในประเด็นการจดทะเบียนแรงงานประมงนั้น ในความเป็นจริงแล้วทหารเรือได้รับมอบหมายหน้าที่ในการตรวจแรงงาน จากกระทรวงแรงงานตามความในพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองปี พ.ศ.2522 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และพระราชบัญญัติให้อำนาจทหารเรือปราบปรามการกระทำความผิดบางอย่างทางทะเล พ.ศ.2490 การทำงานตรวจตราแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายบนเรือประมงที่กำลังหาปลาในกลางทะเล จากการศึกษาของศูนย์วิจัยฯ พบว่า การทำงานของทหารเรือยังมีขีดจำกัด ไม่ว่าด้านกำลังพล อำนาจหน้าที่ และงบประมาณ การออกเรือตรวจของทหารเรือนั้นปกติเป็นหน้าที่อยู่แล้ว แต่เมื่อได้รับแจ้งว่ามีเรือที่นำสินค้าผิดกฎหมาย หรือมีแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายบนเรือ ก็จะออกตรวจ การตรวจจับเรือที่มีสินค้าหรือแรงงานผิดกฎหมาย เมื่อพบว่ามีสินค้าหรือแรงงานเถื่อนก็จะจับ และส่งขึ้นฝั่งเพื่อนำสินค้า และแรงงานเถื่อนไปส่งต่อยังสถานีตำรวจ และเมื่อพบว่ามีแรงงานที่ยังไม่ได้จดทะเบียนหรือบัตรอนุญาตทำงานหมดอายุ เจ้าหน้าที่ก็จะจดทะเบียนให้บนเรือทันที ซึ่งเป็นไปตามที่ได้รับมอบหมายจากกระทรวงแรงงาน แต่ขอบเขตการทำงานของทหารเองก็มีขีดจำกัด เนื่องจากเรือประมงในน่านน้ำไทยมีจำนวนมาก ไม่สามารถตรวจเรือได้ทุกลำนอกจากมีการแจ้งร้องเรียนหรือเห็นเรือที่ผิดสังเกตเท่านั้น การจดทะเบียนแรงงานในกิจการประมงที่กล่าวมานี้กำลังได้รับการเยียวยาให้ดีขึ้น โดยขณะนี้กรรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน สำนักงานจังหวัดสมุทรสงคราม และสมาคมประมงจังหวัดสมุทรสาครกำลังจัดทำรูปแบบใหม่ สำหรับการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวในกิจการประมง โดยมอบหมายให้จังหวัดสมุทรสาครเป็นจังหวัดนำร่อง หากทำได้จริง เราก็จะทราบจำนวนแรงงานต่างด้าวที่แน่นอนในกิจการประมง แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าจะยังคงมีนายจ้างที่ยังใช้ระบบส่งส่วยให้เจ้าหน้าที่อยู่ โดยนายจ้างบางส่วน ยังไม่อยากเสียค่าใช้จ่ายในระบบการจดทะเบียนที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่กลับไปจ่ายให้เจ้าหน้าที่ที่ดูแลแทน และถ้าจ่ายให้กับเจ้าหน้าที่ที่คุ้มครองตนเองจากการว่าจ้างแรงงานต่างด้าวเถื่อนได้ ค่าใช้จ่ายก็จะถูกกว่ากันมาก ทำให้การไปจดทะเบียนแรงงานเพียงครึ่งหนึ่งอีกครึ่งยังลักลอบใช้ก็ยังคงมีอยู่เช่นเดิม ดังนั้น การปรับสภาพการว่าจ้างแรงงานต่างด้าวในกิจการประมงจึงขึ้นอยู่กับนายจ้าง และไต้ก๋งซึ่งเป็นผู้มีส่วนสำคัญ ในการเปลี่ยนแปลงระบบเก่าๆ ในการทำงาน เช่น โก่งราคากันเพื่อแย่งคนงาน หรือว่าจ้างแรงงานเด็ก โดยไม่ได้ตรวจสอบก่อนจะนำแรงงานขึ้นเรือ เพื่อหวังเพียงต้องการแรงงานขึ้นเรือเท่านั้น ตลอดจนการให้ความเป็นธรรมกับลูกจ้าง ลูกจ้างก็จะอยู่กับเรือต่อไป ในส่วนของการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าว พบว่าเจ้าหน้าที่รัฐกำลังมีความพยายามในการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าว ในกิจการประมง โดยพิจารณาเรื่องของระยะเวลาการจดทะเบียนเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งจะนำจังหวัดสมุทรสาครเป็นจังหวัดนำร่องทำการจดทะเบียนรูปแบบใหม่ และถ้าหากได้ผล ก็คงขยายผลไปจังหวัดอื่นที่มีอาชีพประมงทะเลเป็นอาชีพหลัก และเราๆ ท่านๆ ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า หากการจดทะเบียนในรูปแบบใหม่นี้เป็นผลสำเร็จขึ้นมาแล้ว รัฐก็ควรจะพิจารณาแปรสภาพไปเป็นนโยบายระยะยาว ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาในระยะสั้น เมื่อรัฐมนตรีแรงงานท่านใหม่มา ก็ล้มเลิกไปอีก จึงทำให้ดูเหมือนว่านโยบายการจัดทำการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวระยะยาวที่มีประสิทธิภาพ ของกระทรวงแรงงานจึงยังไม่เกิดสักที หน้า 7
|