หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
"ธาริษา" ชี้ทางรอด "ตลาดเกิดใหม่" เน้นเงินทุนยั่งยืน

กรุงเทพธุรกิจ  วันพฤหัสบดีที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2550

"ธาริษา" แนะธนาคารกลางตลาดเกิดใหม่คำนึงถึงความยั่งยืนของเงินทุนไหลเข้าที่มีจำนวนมาก เพราะอาจจะทำให้เกิดความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ดร.ธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในการปาฐกถาเรื่อง "โลกาภิวัตน์ด้านการเงิน เงินทุนเคลื่อนย้ายและความท้าทายของธนาคารกลาง" ในการประชุมธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ว่าในยุคโลกาภิวัตน์ด้านการเงิน ซึ่งเงินทุนสามารถเคลื่อนย้ายได้เสรีและทำให้มีเงินทุนไหลเข้ามาในตลาดเกิดใหม่นั้น สิ่งที่ควรคำนึงถึงคือความยั่งยืน ของการไหลเข้ามาของเงินทุน เพราะเงินทุนที่ไหลเข้ามาจำนวนมาก อาจจะทำให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นก็ได้

โดยตัวอย่างหนึ่งของความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากเงินทุนไหลเข้าที่เพิ่มขึ้น คือการที่นักลงทุนท้องถิ่นในประเทศเกิดใหม่ เลือกลงทุนเหมือนกับพวกกองทุนเก็งกำไร ซึ่งเมื่อเกิดปัญหาขึ้นนักลงทุนเหล่านี้ จะสามารถถอนการลงทุนออกไปได้อย่างง่ายดาย เพราะสัดส่วนการลงทุนในประเทศเกิดใหม่มีน้อย เมื่อเทียบกับเงินลงทุนของเฮดจ์ฟันด์ทั้งหมด ขณะที่นักลงทุนท้องถิ่นกลับได้รับความเสี่ยงมากขึ้น

“เราต้องเตือนตัวเองว่าการประเมินความเสี่ยงขึ้นอยู่กับการคาดการณ์ว่าจะมีอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจที่แข็งแรง ซึ่งหากมีปัจจัยที่เลวร้ายของเศรษฐกิจที่เราไม่ได้คาดถึงเกิดขึ้นก็สามารถทำให้เกิดการความเชื่อมั่นที่เปลี่ยนไปได้” ผู้ว่าการ ธปท.กล่าว

ดร.ธาริษา กล่าวด้วยว่าประเทศต่างๆ ต้องถามตัวเองว่าที่ผ่านมาได้ประเมินความเสี่ยงจากเงินทุนเคลื่อนย้ายต่ำเกินไปหรือไม่ เนื่องจากหากพิจารณาเงินทุนเคลื่อนย้ายสุทธิอาจจะเห็นว่ามีจำนวนน้อย แต่หากพิจารณาจากเงินทุนเคลื่อนย้ายทั้งหมด จะเห็นว่ามีจำนวนที่เยอะมาก นอกจากนี้การที่ลักษณะของตลาดการเงินที่พัฒนาแล้ว ซึ่งมีข้อมูลที่ดี และข้อจำกัดที่น้อยกว่าตลาดเกิดใหม่ ทำให้ประเทศที่พัฒนาแล้วมีสภาพคล่อง และการกู้ยืมที่ดีกว่าตลาดเกิดใหม่ อีกทั้งการประสานทางการเงินยังทำให้ธุรกรรมการเก็งกำไรข้ามประเทศทำได้ง่ายขึ้น

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นผลให้สภาพคล่องในโลกมีมากขึ้นด้วย ซึ่งอาจจะนำไปสู่เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น และในที่สุดก็อาจจะนำไปสู่ความเสี่ยงที่เงินทุนจะไหลกลับออกนอกประเทศได้

นอกจากนี้ ผู้ว่าการ ธปท.ยังได้กล่าวถึงความท้าทายของธนาคารกลางในประเทศขนาดเล็กที่มีเศรษฐกิจเปิดด้วย โดยระบุว่ามีความท้าทาย 3 ประการด้วยกันคือความท้าทายในเรื่องของเงินเฟ้อในประเทศ ซึ่งแม้ว่าบางคนจะบอกว่า ความเสี่ยงเงินเฟ้อ จะน้อยลงจากการมีการค้าเสรีเพราะต้นทุนสินค้า และค่าแรงจะถูกลงแต่ในทางกลับกันสินค้าที่ราคาสูงขึ้น เนื่องจากความต้องการที่มากขึ้นอย่างสินค้าประเภทพลังงานและวัตถุดิบก็จะทำให้ความเสี่ยงเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเช่นกัน

ความท้าทายอย่างที่สองของธนาคารกลางขนาดเล็กคือการส่งผ่านนโยบายการเงินซึ่งเปลี่ยนไปในยุคโลกาภิวัตน์ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะมีผลต่ออัตราดอกเบี้ยระยะสั้น ในขณะที่การตอบสนองของอัตราดอกเบี้ยระยะยาว ต่อดอกเบี้ยนโยบายนั้นเห็นได้น้อยลง ทำให้เป็นที่น่ากังวลว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจจะมีประสิทธิผลที่น้อยลง โดยเฉพาะในกรณีที่การออมและการลงทุนมักจะตัดสินใจจากอัตราดอกเบี้ยระยะยาว นอกจากนี้การทำนโยบายการเงิน ยังยากมากขึ้นในยุคโลกาภิวัตน์ด้วย เพราะการเพิ่มขึ้นของนโยบายการเงิน เพื่อลดความกดดันเงินเฟ้อจะนำไปสู่เงินทุนเคลื่อนย้ายในอนาคตได้

ความท้าทายสุดท้ายที่ ดร.ธาริษา กล่าวถึงคือเสถียรภาพการเงินในประเทศ ที่มีผลกระทบจากสภาพคล่องของโลกที่มากขึ้น เช่น การเพิ่มขึ้นของการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศมีผลต่อระดับราคาสินทรัพย์ในประเทศ เป็นต้น โดยผลกระทบนี้อาจจะแบ่งได้เป็นสองกรณีคือการเปลี่ยนแปลงราคาที่มากับปัจจัยพื้นฐาน

ยกตัวอย่างเช่นการเปลี่ยนแปลงของการควบรวมกิจการ หรือการเปลี่ยนแปลงที่ผลักดันให้ราคาเปลี่ยนไปจากพื้นฐาน เช่นการที่ราคาสินทรัพย์เคลื่อนไหวจากเงินทุนระยะสั้นที่เข้าสู่ตลาดเกิดใหม่เพื่อแสวงหาผลตอบแทน ทั้งหมดนี้ล้วนแต่ทำให้ราคาสินทรัพย์ผิดแผกไปจากที่เป็นอยู่

“คำถามคือวัตถุประสงค์ในการดูแลเสถียรภาพด้านราคาของธนาคารกลางเพียงพอต่อเสถียรภาพด้านการเงินแล้วหรือไม่ เมื่อการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์มีเสถียรภาพน้อยลง หรือการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งไม่ได้เป็นไปตามปัจจัยพื้นฐาน” ดร.ธาริษา กล่าว