|
||||||||||||||
|
การปฏิรูปสื่อบนเส้นทางการปฏิรูปการเมืองไทย
?
มุมมองบ้านสามย่าน : นวลน้อย ตรีรัตน์ กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2550 แม้ว่า ส.ส.ร. จะได้มีการลงมติผ่านมาตรา 47 ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไปแล้ว แต่เครือข่ายสนับสนุนการปฏิรูปสื่อไทย อันประกอบด้วย องค์กรต่างๆ จำนวน 26 องค์กร จากภาควิชาชีพ ภาควิชาการ องค์กรเอกชน และภาคประชาชนทางด้านสื่อไทย ยังคงเดินหน้าในการคัดค้านการรวมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) และคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) เข้าด้วยกัน เหตุผลหลักๆ ในการคัดค้านคือ เป็นการขัดเจตนารมณ์ของการปฏิรูปสื่อที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ต้องการทำลายการผูกขาดคลื่นความถี่ และต้องการให้เกิดการจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ตามมาตรา 40 กำหนดให้ คลื่นความถี่เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติ เพื่อประโยชน์สาธารณะ ให้มีการจัดตั้งองค์กรอิสระทำหน้าที่ในการจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับดูแลการประกอบกิจการ โดยการดำเนินการต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประเทศ ทั้งในระดับชาติ และระดับท้องถิ่น และการแข่งขันเสรีและเป็นธรรม ผู้คัดค้านมีความกังวลว่า การรวมองค์กรจะมีผลทำให้กระบวนการปฏิรูปสื่อถูกลดทอนความสำคัญลง เนื่องจากคุณลักษณะเฉพาะของกิจการโทรคมนาคมและวิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์มีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้ว ในเรื่องของวิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์ เป็นเรื่องการสื่อสารมวลชน ที่จะต้องมีประเด็นในเรื่องการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร วัฒนธรรมอัตลักษณ์ของชาติ ซึ่งจะมีผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อประชาชนทั่วไป จะต้องมีกลไกที่เป็นหลักประกันว่า จะป้องกันการแทรกแซง และผูกขาดโดยทุนธุรกิจและฝ่ายการเมือง ตลอดจนจะต้องคำนึงถึงความเป็นอิสระของสื่อสารมวลชน ที่เป็นกลไกในการถ่วงดุลอำนาจและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐที่สำคัญ เรื่องการรวม กทช. และ กสช. เป็นเรื่องที่มีการจุดประเด็นมาเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว ตั้งแต่เป็นความเห็นของรัฐมนตรีกระทรวงไอซีที การนำเสนอของผู้เชี่ยวชาญทางด้านโทรคมนาคมของทีดีอาร์ไอ ตลอดจนกระทั่งมีการจัดรับฟังความคิดเห็น แต่ก็มีนักวิชาการทางด้านสื่อสารมวลชนหลายสถาบัน คัดค้านแนวคิดดังกล่าวเช่นกัน ข้อสนับสนุนหลักๆ ของการรวม กทช. และ กสช. มาจากทางด้านเทคโนโลยีที่จะมีการหลอมรวมกันมากยิ่งขึ้นในอนาคต กล่าวคือการใช้คลื่นโทรคมนาคม ส่งข้อมูลกัน ก็สามารถเป็นการส่งทั้งภาพและเสียง ซึ่งจะคล้ายคลึงกับการกระจายเสียง เช่น กรณีทีวีดาวเทียม ที่เป็นปัญหากันในปัจจุบัน ดังนั้น จึงควรที่จะมีองค์กรเพียงองค์กรเดียวมาดูภาพรวมทั้งหมด และข้อมูลสนับสนุนอีกประการหนึ่งที่สำคัญ ที่ถูกนำมากล่าวถึงก็คือ มีหลายประเทศได้มีการยุบรวม องค์กรกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องกับโทรคมนาคม และวิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์ให้เหลือเพียง 1 องค์กรเดียว ด้วยเหตุผลทางเทคโนโลยีมาแล้ว โดยข้ออ้างถึงตัวอย่างการหลอมรวมขององค์กรในต่างประเทศ มีข้อวิจารณ์จากฝ่ายที่คัดค้านว่า ยังไม่ได้มีการสรุปผลอย่างชัดเจน หรือเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง บางประเทศก็ประสบปัญหาค่อนข้างมาก และนอกจากนี้แล้ว บริบททางการเมือง สังคม และวัฒนธรรม ของไทยก็ยังมีความแตกต่างจากในต่างประเทศค่อนข้างมาก จึงควรพิจารณาสภาพแวดล้อมในบริบทต่างๆ เพิ่มมากขึ้นเสียก่อน บนเส้นทางการปฏิรูปสื่อผ่านมาตรา 40 ของรัฐธรรมนูญปี 2540 นำมาซึ่งความพยายามในการจะให้กำเนิดองค์กรอิสระ ที่ทำหน้าที่ในการกำกับดูแลทางด้านโทรคมนาคม หรือ กทช. และองค์กรอิสระที่จะทำหน้าที่ ในการกำกับดูแลทางด้านกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ หรือ กสช. แต่ในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา มีเพียง กทช. เท่านั้น ที่สามารถจัดตั้งขึ้นมาได้อย่างทุลักทุเล ขณะที่ไม่สามารถดำเนินการสรรหา และคัดเลือกคณะกรรมการ กสช. ได้ เนื่องจากมีการฟ้องร้องขอให้ยกเลิกกระบวนการสรรหา 2 ครั้ง โดยมีสาเหตุหลักจากปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน ภาพเช่นนี้คงจะทำให้เราได้เห็นว่า เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ที่มีการกำหนดให้มีการจัดตั้งองค์กรอิสระนั้น ก็เป็นการศึกษาบทเรียนจากต่างประเทศ ที่มีการจัดตั้งองค์กรอิสระก่อนประเทศไทยเป็นเวลาหลายปีแล้ว เราใช้ความพยายามถึง 10 ปี ยังไม่ไปถึงไหน ซึ่งผลดังกล่าวก็มาจากสภาพแวดล้อมทางการเมือง สังคม และวัฒนธรรม ที่แตกต่างจากต่างประเทศ การไม่สามารถมี กสช. ได้ มีผลให้การปฏิรูปสื่อ ก็ไปไม่ถึงไหนเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการจัดสรรคลื่นความถี่ ที่ไม่สามารถดำเนินการจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ได้ เพราะไม่มี กสช. เราจึงยังมีสถานีโทรทัศน์อยู่ 6 ช่องตามเดิม ขณะที่ทางด้านวิทยุกระจายเสียง ก็เกิดวิทยุชุมชน และท้องถิ่นขึ้นเป็นจำนวนมาก แต่ก็เป็นไปโดยไม่มีกฎหมายรับรอง แต่เมื่อกล่าวในภาพรวมแล้ว การไม่มี กสช. ทำให้ไม่เกิดการกำกับดูแลในกิจการวิทยุและกิจการโทรทัศน์อย่างเป็นระบบ ทำให้เราขาดบทเรียนในการกำกับดูแลกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์โดยองค์กรอิสระโดยสิ้นเชิง แต่ขณะนี้ เราได้พยายามจะก้าวไปสู่บริบทใหม่ นั่นก็คือ การรวมองค์กรกำกับดูแลทั้งทางด้านกิจการโทรคมนาคม และกิจการทางด้านกระจายเสียงและโทรทัศน์เข้าด้วยกัน จะทำให้องค์กรกำกับดูแลมีขนาดใหญ่ขึ้น เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์มหาศาลมากขึ้น และขนาดของทุนในแต่ละกิจการมีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก การสรรหาและการคัดเลือกคณะกรรมการที่กำกับดูแลจะมีความยากลำบากมากขึ้น ความเข้าใจในการกำกับดูแลกิจการทั้ง 2 ประเภทที่มีความแตกต่างกันอย่างมากในเรื่องผลกระทบต่อสาธารณชนจะทำอย่างไร เหตุผลของฝ่ายคัดค้าน หรือความกังวลใจของฝ่ายไม่เห็นด้วย จึงเป็นเหตุผลที่สังคมไม่อาจจะมองข้ามไปได้ เราอาจจะต้องการเวลาที่จะต้องอภิปรายกันให้มากกว่านี้หรือไม่ แต่เมื่อพิจารณาถึงมาตรา 47 ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็พบว่า มาตรา 47 เป็นมาตราที่แก้ไขมาจากมาตรา 40 เดิม แต่มาตรา 47 ได้กำหนดให้มีการจัดตั้งองค์กรอิสระเพียงองค์กรเดียวทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับดูแลกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ดังนั้น จึงเท่ากับว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้กำหนดทางเดินไว้ โดยไม่เปิดโอกาสให้มีการเลือกทางเดินอื่นๆ ได้อีก นอกจากนี้ ในมาตรา 47 ยังได้เพิ่มเติมในอีกหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องห้ามการควบรวบหรือครอบงำระหว่างสื่อมวลชน และยังกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือโทรคมนาคม ไม่ว่าในนามตนเอง หรือผู้อื่น ที่มีผลทำให้สามารถบริหารกิจการดังกล่าว ได้เหมือนเป็นเจ้าของกิจการ ซึ่งการเพิ่มเติมในประเด็นเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า คณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ได้เก็บรับบทเรียน การครอบงำสื่อในช่วงที่ผ่านมา มากำหนดเป็นข้อห้ามอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ความหวังดีของผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่ปักธงไว้ล่วงหน้า ให้มีการจัดตั้งองค์กรอิสระเพียงองค์กรเดียว อาจจะส่งผลเสียที่สำคัญกลับมายังการปฏิรูปสื่อในอนาคตได้ คำถามก็คือทำไมต้องปักธง ทำไมไม่ปล่อยให้เกิดกระบวนการพัฒนา และหลอมรวมจากความพร้อมที่เกิดขึ้นทั้ง 2 ฝ่าย
|