|
||||||||||||||
|
บทเรียน 10
ปีวิกฤตต้มยำกุ้ง
เรียนรู้วิธีเยียวยาความเจ็บปวด
ข้ามผ่านศก...
สะท้อนปัญหาสังคม
มติชนรายวัน วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10700 ในโอกาสที่วิกฤตเศรษฐกิจฟองสบู่แตก จนนำมาซึ่งการประกาศลอยตัวค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ได้บรรจบครบรอบ 10 ปีในปีนี้ "มติชน" ได้สัมภาษณ์บุคคลสำคัญในวงการต่างๆ เกี่ยวกับบทเรียนในห้วง 10 ปีที่ผ่านมา โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม "ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีบทเรียนทางเศรษฐกิจมากพอควร แต่เราคงไม่ตกอยู่ในภาวะเช่นนั้นอีก เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมา จะทำให้เราสามารถนำมาประยุกต์และแก้ไขปัญหาในปัจจุบันและอนาคตได้มากขึ้น ช่วงปี 2549 ประเทศไทยผ่านปัญหาจากตลาดอัตราแลกเปลี่ยนที่แสดงให้รู้ว่า เราไม่สามารถจะเข้าไปทำอะไรได้ ด้วยศักยภาพที่มีอยู่ เพราะไม่ยั่งยืน และตอนนี้การบริหารอัตราแลกเปลี่ยนของไทยก็สอดคล้องกับสถานการณ์ด้านตลาด ทั้งในภูมิภาคและตลาดโลกเป็นอย่างดี จึงเชื่อว่าวิกฤตเศรษฐกิจเช่นปี 2540 คงจะไม่เกิดขึ้นกับประเทศไทยอีก เพราะทุกภาคส่วนรู้จักการปรับตัว และไม่ต้องกังวลเรื่องภาคอสังหาริมทรัพย์ที่แม้จะอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้าง ว่าจะเป็นตัวเร่งให้เกิดฟองสบู่ เพราะเท่าที่ตรวจสอบตอนนี้ พบว่ามีคนเปิดโครงการใหม่ และมีอัตราการกู้เงินจากสถาบันการเงินต่อเนื่อง โดยเชื่อว่าคนไทยจะไม่ทำอะไรที่ฝืนตลาดอีกแล้ว" อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย "นับจากวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ประเทศไทยได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แม้จะไม่รวดเร็วมากนัก แต่ถือว่าสามารถรับโลกาภิวัตน์ ทั้งภาคการเงิน การลงทุน และการเปิดประเทศ โดยเฉพาะอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม้จะไม่มาก แต่ก็มีแนวโน้มจะไปได้ดี ขณะที่การพัฒนาประเทศในภาคสังคมกลับตรงกันข้าม คือการกระจายรายได้ลดลง เนื่องจากประเทศไทยมีคนจนและคนรวยเพิ่มมากขึ้น เช่นเดียวกับประสิทธิภาพการผลิตความเข้มแข็งของผู้ประกอบการยังไม่ดีขึ้น เพราะสิบปีผ่านไป ประเทศไทยยังคงเป็นผู้รับจ้างการผลิต เน้นแต่สินค้าตามกระแส ไม่ได้คิดถึงการสร้างแบรนด์ หรือพัฒนานวัตกรรมเป็นของตัวเอง อย่างไรก็ตาม โอกาสที่ไทยจะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจอีกครั้งคงยังไม่เห็นชัดเจน แต่วิกฤตที่อาจจะเกิดคือวิกฤตสังคมมากกว่า ผมคิดว่าเรายังนำประสบการณ์ในอดีตมาใช้ได้ค่อนข้างน้อย เห็นได้จากการที่ประเทศมีคนจนมากขึ้น ขณะที่คนรวยก็เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างรายได้ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดนานแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขจริงจัง เพราะนโยบายขาดความชัดเจนไม่ต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ก็มีการเมืองเข้ามาแทรกทำให้ต้องยุติไป ดังนั้น สิ่งที่ต้องเร่งพัฒนาสำหรับประเทศไทย คือการศึกษาจะต้องต่อเนื่อง มีเป้าหมายชัดเจน ไม่ใช่เปลี่ยนรัฐบาล เป้าหมายการศึกษาก็เปลี่ยน นอกจากนี้ จะต้องไม่ใช่แค่สอนให้คนคิดอย่างเดียว แต่ต้องรู้จักคิดและกล้าลงมือทำด้วย เพื่อให้ไทยสามารถก้าวสู่เวทีโลกได้ ขณะเดียวกัน ต้องปลูกฝังความเป็นชาตินิยมให้ช่วยกันกินช่วยกันใช้สินค้าไทยด้วย" อิสระ บุญยัง กรรมการผู้จัดการ บริษัท กานดาพร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ในฐานะอุปนายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร "บทเรียนวิกฤตเศรษฐกิจฟองสบู่แตกในปี 2540 ทำให้บริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่มีอยู่กว่า 3,000 ราย ล้มหายตายจากจำนวนมาก หลังวิกฤตมีบริษัทอสังหาริมทรัพย์เหลืออยู่ในตลาดเพียง 300 บริษัทเท่านั้น ซึ่งทุกบริษัทได้บทเรียนกันทั้งหมด ทั้งบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ และนอกตลาดหลักทรัพย์ เพราะทำให้ทุกบริษัทมีความระมัดระวังตัวมากขึ้น เช่น เรื่องหนี้สินต่อทุน พบว่าปัจจุบันทุกบริษัทมีหนี้สินต่อทุนต่ำคือประมาณ 1 ต่อ 1 หรือต่ำกว่า 1 จากเดิมที่เคยพุ่งไปถึงระดับ 3 ต่อ 1 ขณะเดียวกัน สถาบันการเงินผู้ให้สินเชื่อก็มีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อโครงการ จากเดิมที่เคยมีการปล่อยสินเชื่อ จนทำให้เกิดการพัฒนาขึ้นจุดสูงสุดที่ 170,000-180,000 ยูนิตนั้น เมื่อปี 2549 มีเพียง 70,000 กว่ายูนิตเท่านั้น ซึ่งสะท้อนว่า ทุกฝ่ายมีความระมัดระวัง ส่วนคนซื้อบ้านก็มีการเก็งกำไรลดลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่อัตราดอกเบี้ยก็ค่อนข้างต่ำ และเงินในระบบล้น คนก็เลยหันมาลงทุนในทรัพย์สินเพื่อให้เช่ามากขึ้น" สุภัค ศิวะรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) "จากบทเรียนวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ทำให้ได้เห็นการพัฒนา ของระบบธนาคารพาณิชย์มากขึ้น ทั้งในเรื่องการบริหารความเสี่ยง นโยบายการป้องกันการกระจุกตัวของสินเชื่อในบางประเภทธุรกิจ ซึ่งธนาคารแต่ละแห่ง ดำเนินการปรับเปลี่ยนการบริหารสินเชื่อใหม่ โดยไม่ได้มองการบริหารเป็นรายเรื่อง แต่มองการบริหารเป็นพอร์ต มีการปรับปรุงเครื่องมือเครดิตสกอริ่ง เครดิตเรตติ้ง และมีเกณฑ์ในการจัดชั้นลูกหนี้ที่ชัดเจนมากขึ้น ทำให้สามารถวิเคราะห์ฐานะการเงินและแนวโน้มการชำระหนี้ของลูกค้าได้ละเอียดรอบคอบกว่าเดิม นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดเกณฑ์การตั้งสำรอง การประเมินหลักประกันอย่างเป็นมาตรฐาน ขณะที่ลูกค้ามีความระมัดระวังในการดำเนินธุรกิจหรือการให้เครดิตกับบุคคลอื่นมากขึ้น ส่งผลให้โอกาสที่จะเกิดวิกฤตขึ้นอีกครั้งในอนาคตมีน้อยลง" ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง "วิกฤตการณ์ในอดีตเกิดจากความเสี่ยงที่เกิดจากการไหลเวียนเงินทุนระหว่างประเทศที่มีอยู่สูงและรวดเร็ว ขณะที่ประเทศไทยเองขณะนั้นมีความมั่นใจในเศรษฐกิจของตัวเองมากไปว่ามีความแข็งแกร่ง แต่ความจริงเราไม่มีความเข้มแข็งทางด้านการเงิน มีการใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ มีการใช้นโยบายการเงินที่อิสระจากภายนอก มีพฤติกรรมที่มีความเสี่ยง มีการลงทุนและการบริโภคเกินตัว และที่ผิดพลาดที่สุด คือเรามองไม่เห็นความเสี่ยง และไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับภาระหนี้ต่างประเทศของเราเลย อย่างไรก็ตาม ช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเราได้ใช้เวลาในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ไปมาก ในช่วง 5 ปีแรกเราสามารถแก้ไขปัญหา เรื่องอัตราแลกเปลี่ยน และระบบการเงินไปได้มาก แต่ปัญหาด้านภาคอุตสาหกรรมที่แท้จริง (real sector) และหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) นั้น ใช้เวลากว่า 8 ปี จึงค่อย ๆ สะสางจนเอ็นพีแอลต่ำกว่า 10% ได้ การเกิดวิกฤตมันเกิดจากสิ่งที่มองไม่เห็น แม้ว่าเราพยายามจะป้องกันไม่ให้เกิด แต่ต้องยอมรับว่า มันมีความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้เสมอ ถ้าเราไม่ติดตาม จัดทำข้อมูลให้ดีพอ และสร้างระบบป้องกันได้ทัน ซึ่งปัจจุบันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดวิกฤตได้ มี 2 ด้านใหญ่ ประกอบด้วย 1.ความเสี่ยงจากภายนอก คือความไม่สมดุลของระบบการเงินโลก และหากไม่ทำอะไร ตลาดก็จะต้องปรับสมดุลด้วยตัวเอง ทำให้เงินดอลาร์สหรัฐอ่อนตัวลงอย่างรวดเร็ว และส่งผลกระทบต่อตลาดเงินทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย 2.ความเสี่ยงที่เกิดจากภายใน คือความเสี่ยงเท่าที่พอจะมองเห็นที่อาจจะมาจากภาระทางการคลังในอนาคตที่จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น โครงการประชานิยมต่างๆ ที่เวลาพรรคการเมืองที่ต้องการจะได้ชนะจากการเลือกตั้งจัดทำขึ้นมา แต่มันอาจจะสร้างภาระทางการคลังจำนวนมาก หากไม่มีระบบข้อมูลที่โปร่งใส และทำให้สาธารณะรับทราบว่า เวลานี้มีภาระทางการคลังเท่าไหร่แล้ว และมีความเสี่ยงหรือไม่อย่างไร สิ่งเหล่านี้ก็อาจจะก่อให้เกิดวิกฤตขึ้นได้" หน้า 20
|