|
||||||||||||||
|
OIC
กับปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้
โดย อารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ มติชนรายวัน วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10700 พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี เป็นผู้มีประสบการณ์ผ่านการต่อสู้กับสงครามทางความคิด กรณีพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยมาแล้ว ย่อมเข้าใจสถานการณ์ และแนวทางการแก้ไขปัญหาสงครามทางความคิดได้ดี ฉะนั้น การที่ท่านให้สัมภาษณ์ว่าจะให้มีการเจรจา หรือพูดคุยกับกลุ่มก่อความไม่สงบในภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ที่มีอำนาจในการสั่งการ โดยมอบนโยบายให้กับผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน รับไปพิจารณาดำเนินการ แต่ในขณะเดียวกันก็มีเสียงคัดค้านไม่เห็นด้วย จากบางคนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พลเอก พัลลภ ปิ่นมณี ในฐานะที่ปรึกษาผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ได้ให้ความเห็นว่าหากมีการเจรจากับกลุ่มก่อความไม่สงบ เท่ากับเป็นการยกระดับกลุ่มก่อความไม่สงบ ขึ้นไปสู่ในระดับสากล และ OIC จะได้รับกลุ่มเหล่านี้เป็นสมาชิกที่ถูกต้องตามกฎหมาย อีกทั้ง OIC จะได้เข้ามาเกี่ยวข้อง กับปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ดังที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับปัญหาอาเจะห์ และปัญหาติมอร์ตะวันออก ผู้เขียนฟังการให้สัมภาษณ์ของผู้ใหญ่ในบ้านเมืองแล้วรู้สึกเป็นห่วง เกรงว่าจะเกิดความเข้าใจผิดในหมู่คนไทย ต่อสถานภาพ OIC เพราะความเข้าใจดังกล่าวเป็นความเข้าใจที่ผิด ได้รับข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ทั้งเป็นการมองภาพลักษณ์ของ OIC ในเชิงลบอีกด้วย ดูประหนึ่งว่า OIC เป็นองค์การที่สนับสนุนการก่อการร้ายระหว่างประเทศ OIC (The Organization of Islamic Conference) คือองค์การประชุมโลกมุสลิม ได้ก่อตั้งในปี พ.ศ.2512 เป็นองค์การที่ใหญ่ที่สุดของโลกมุสลิม ประกอบด้วยรัฐมุสลิม 57 ประเทศ ตั้งอยู่ในสี่ทวีป ในทวีปเอเชีย มี 26 ประเทศ ทวีปยุโรป มี 2 ประเทศ ทวีปอเมริกาใต้มี 2 ประเทศ ทวีปแอฟริกา มี 27 ประเทศ ขณะเดียวกันมีองค์การสังเกตการณ์มากกว่า 20 องค์การ OIC เป็นองค์การสังกัดรัฐบาลมุสลิมระหว่างประเทศ โดยวางอยู่บนกฎบัตรขององค์การที่มีผลบังคับใช้ใน พ.ศ.2515 OIC นับว่าเป็นองค์การที่อยู่บนพื้นฐานความสัมพันธ์ร่วมกันของอิสลาม และเป็นกระบอกเสียงของศาสนาที่ใหญ่ที่สุด เป้าหมายและวัตถุประสงค์หลักของการก่อตั้งองค์การนี้ก็คือ เพื่อพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ร่วมกัน ของประชาคมมุสลิมในโลก ไม่ว่าจะอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐใด ให้ความช่วยเหลือในการพัฒนารัฐมุสลิมที่มีฐานะด้อยทางเศรษฐกิจ และให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาประชาคมมุสลิม ที่เป็นชนกลุ่มน้อยในรัฐที่ไม่ใช่มุสลิม ทั้งนี้ จะไม่เข้าไปแทรกแซง หรือเกี่ยวข้องกับการเมืองของประเทศนั้นๆ การให้สัมภาษณ์ของพลเอก พัลลภ ปิ่นมณี ที่ว่า OIC เข้าไปเกี่ยวข้องกับปัญหาอาเจะห์ และติมอร์ตะวันออกนั้น เป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ตามข้อเท็จจริงแล้ว OIC ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง หรือแทรกแซงกับปัญหาทั้งสองแต่อย่างใด ปัญหาอาเจะห์เป็นเรื่องความขัดแย้ง และต่อสู้ระหว่างรัฐอาเจะห์ กับประเทศอินโดนีเซีย โดยอาเจะห์ต้องการแยกดินแดนอาเจะห์ ให้เป็นอิสระ เป็นความขัดแย้งระหว่างมุสลิมด้วยกัน อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีประชากรมุสลิมมากที่สุดในโลก และยังเป็นสมาชิกสำคัญของ OIC ประเทศที่เป็นคนกลางเจรจาระหว่างอาเจะห์กับอินโดนีเซียตั้งแต่ต้น คือประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคมเดิมนั้นเอง ระหว่างการเจรจาก็เกิดเหตุการณ์สึนามิ สร้างความเสียหายแก่อาเจะห์อย่างมาก จึงนำไปสู่การเจรจาสันติภาพที่ถาวร คืออาเจะห์ได้รับสิทธิในการปกครองตนเองและมีพรรคการเมืองของตนเองในระดับชาติ ปัญหาติมอร์ตะวันออก เดิมติมอร์ตะวันออกเป็นอาณานิคมของโปรตุเกส เมื่อ พ.ศ.2518 โปรตุเกสปลดปล่อยติมอร์ตะวันออกเป็นอิสระ อินโดนีเซีย ถือโอกาสยกกองทัพเข้าไปในดินแดนติมอร์ตะวันออก เพื่อต้องการผนวกรวมกับติมอร์ตะวันตกที่อยู่ภายใต้การปกครองของอินโดนีเซีย แต่ชาวติมอร์ตะวันออกไม่ยอม จึงลุกขึ้นจับอาวุธต่อสู้ และจัดตั้งขบวนการต่อสู้เพื่ออิสรภาพ ได้สู้รบกันมานานเกือบ 20 ปี จนกระทั่งปัญหานี้เข้าสู่สหประชาชาติ โดยมีสหรัฐอเมริกา และออสเตรเลียเป็นผู้สนับสนุน สหประชาชาติจึงมีมติให้ชาวติมอร์ตะวันออก กำหนดอนาคตของตนเอง โดยการแสดงประชามติว่า ต้องการที่จะแยกเป็นอิสระ หรือต้องการอยู่ภายใต้การปกครองของอินโดนีเซีย ในที่สุดชาวติมอร์ตะวันออกได้ลงประชามติขอเป็นอิสระ และก่อตั้งเป็นประเทศจนถึงทุกวันนี้ สำหรับปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น จริงอยู่ทุกครั้งที่มีการประชุมองค์การมุสลิมโลก กลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดน (พูโล) พยายามที่จะเรียกร้องให้นำปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าสู่วาระการประชุมตลอดมา แต่ไม่ได้รับการสนับสนุน และรับรองจากประเทศที่เป็นสมาชิก ทั้งนี้ เพราะประเทศที่เป็นสมาชิกของ OIC ที่อยู่ใกล้ชิดกับประเทศไทยเห็นว่า ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเรื่องกิจการภายในของประเทศไทย และยังไม่มีการละเมิดในเรื่องสิทธิมนุษยชน อันเกิดจากความแตกต่างทางด้านศาสนา และชาติพันธุ์ OIC ก็เชื่อฟังประเทศสมาชิกดังกล่าวเป็นอย่างดี แต่ในส่วนของคนไทยบางกลุ่ม และเจ้าหน้าที่รัฐบาลบางหน่วย ยังหวาดระแวงและกล่าวหาประเทศเพื่อนบ้านอยู่บ่อยๆ ว่าแทรกแซงกิจการภายในของประเทศไทยแทนที่จะกล่าวคำขอบคุณ OIC เริ่มสนใจปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างจริงจัง เมื่อคราวเกิดเหตุการณ์ยิงถล่มมัสยิดกรือเซะ เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2547 และเหตุการณ์ประท้วงที่อำเภอตากใบ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2547 จนเกิดโศกนาฏกรรมตายหมู่ 86 ศพ เป็นข่าวใหญ่โตไปทั่วโลก และ OIC ได้รับเชิญจากรัฐบาลไทยให้มาพบผู้นำมุสลิมไทย และบุคคลสำคัญของรัฐบาล เพื่อทำความเข้าใจในเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น เมื่อปลายเดือนเมษายน 2550 รัฐบาลไทยได้เชิญเลขาธิการ OIC พร้อมคณะมาเยือนประเทศไทยอีกครั้ง จากการที่เลขาธิการ OIC ได้พบปะบุคคลสำคัญต่างๆ ทั้งระดับผู้นำศาสนาและระดับรัฐบาล เช่น นายกรัฐมนตรี พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ สร้างความประทับใจให้กับคณะของเลขาธิการ OIC เป็นอย่างมาก ก่อนจะลาจากเมืองไทย เลขาธิการ OIC ยังมีหนังสือถึงประชาชนชาวมุสลิมจังหวัดชายแดนภาคใต้ เรียกร้องเชิญชวนให้ร่วมมือกับทางรัฐบาลไทย จากท่าทีของ OIC ต่อปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ส่อแสดงว่า OIC จะขันอาสาเป็นตัวกลางในการเจรจาระหว่างรัฐบาลไทย กับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนแม้แต่น้อย อย่างมากก็เพียงถามไถ่ถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล และยังได้เสนอแนะต่อรัฐบาลไทย ในทางที่จะเป็นประโยชน์ และสร้างสรรค์ ในฐานะของความเป็นมิตรที่ดีเสียมากกว่า ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้จะนำไปสู่ปัญหาระดับสากลได้หรือไม่ มิได้ขึ้นกับการเจรจาระหว่างฝ่ายรัฐบาลไทย และฝ่ายขบวนการแบ่งแยกดินแดน หรือขึ้นกับ OIC เข้ามาเกี่ยวข้องและรับเอาขบวนการแบ่งแยกดินแดน เข้าเป็นสมาชิกของขบวนการ OIC หากขึ้นอยู่กับการชุมนุมประท้วงของประชาชนในพื้นที่ ที่เรียกร้องขอความเป็นธรรม อันเนื่องมาจากเชื่อว่าถูกอำนาจรัฐข่มเหงรังแก เมื่อมีการชุมนุมประท้วงบ่อยครั้งและมีการขยายวงกว้างขึ้น อาจเกิดอุบัติเหตุหรือการจงใจให้เกิดการนองเลือด มีประชาชนตายจำนวนมาก เมื่อนั้นแหละปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้จะกลายเป็นปัญหาระดับสากลอย่างแน่นอน หน้า 7
|