|
||||||||||||||
|
เปิดแผนแม่บทอุตสาหกรรมไทย
หมดยุคแรงงานถูก...
ขีดความสามารถแข่งขันหล่นตุ๊บ
มติชนรายวัน วันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10699 *หมายเหตุ : กระทรวงอุตสาหกรรม โดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ได้จัดทำแผนแม่บทเพิ่มประสิทธิภาพ และผลิตภาพของภาคอุตสาหกรรม พ.ศ.2551-2555 ซึ่งผ่านความเห็นชอบ จากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา พร้อมกับอนุมัติงบประมาณปี 2550 จำนวน 1,100 ล้านบาท ภายใต้แผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจส่วนรวม "มติชน" เห็นว่าน่าสนใจจึงนำแผนแม่บทดังกล่าวมาเสนอโดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้ สถานภาพด้านการผลิตของประเทศไทย การขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยที่ผ่านมาเกิดขึ้นบนพื้นฐานของการขยายตัวในเชิงปริมาณมากกว่าคุณภาพ โดยอาศัยปัจจัยทุน และแรงงานเป็นหลัก ในขณะที่การเพิ่มขึ้นของผลิตภาพการผลิตโดยรวมของประเทศยังอยู่ในระดับต่ำ เฉลี่ยเพียงร้อยละ 6.03 ต่อปี เป็นผลจากปัจจัยด้านแรงงานร้อยละ 0.6 ปัจจัยทุนร้อยละ 4.73 และปัจจัยทางด้านผลิตภาพการผลิต ร้อยละ 0.7 แสดงให้เห็นถึงการขาดประสิทธิภาพในการใช้ปัจจัยการผลิตในภาพรวม และปัญหาในเชิงโครงสร้างที่ไม่สมดุล จำเป็นต้องพึ่งพาทุน และแรงงานเป็นตัวขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ ในขณะที่ปัจจัยทุนของประเทศถือว่ามีจำนวนจำกัด จำเป็นต้องพึ่งพาจากต่างประเทศ และขาดการควบคุมที่เหมาะสม สำหรับปัจจัยแรงงาน ก็อยู่ในสภาวะการจ้างงานเต็มที่ ซึ่งเป็นข้อจำกัดของการพัฒนาที่ยั่งยืน อันจะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว ขณะที่การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมที่ผ่านมา เป็นการเติบโตในเชิงปริมาณ และยังมีจุดอ่อนในเชิงโครงสร้างหลายประการ รวมทั้งยังขาดการบริหารจัดการที่ดี การผลิตสินค้าส่วนใหญ่เป็นการผลิตที่มีการเพิ่มมูลค่าในระดับต้น และเป็นการรับจ้างผลิตโดยอาศัยความได้เปรียบในด้านต้นทุนจากค่าจ้างแรงงาน แต่ยังจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบ เงินทุน เทคโนโลยีจากต่างประเทศ เมื่อพิจารณาถึงความสามารถในการแข่งขันของไทย จากการจัดอันดับของ International Institute for Management Development : IMD พบว่าประเทศไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันลดลงเมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มเอเชียแปซิฟิก โดยอันดับของไทยลดลงถึง 5 ขั้น จากอันดับที่ 27 ในปี 2547 ลงมาอยู่ที่อันดับ 32 ในปี 2548 เนื่องจากหนึ่งในตัวแปรสำคัญ ของการจัดอันดับ IMD คือประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ (Business Efficiency) ซึ่งมีตัวชี้วัด คือผลิตภาพการผลิต (Productivity) และเมื่อพิจารณาในรายละเอียดของตัววัดภายในกลุ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพ IMD ได้รายงานจุดอ่อนของประเทศไทยไว้ 2 ตัวที่สำคัญ ได้แก่ ผลิตภาพแรงงาน และประสิทธิภาพของวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เมื่อเทียบกับมาตรฐาน ซึ่งเป็นสัญญาณอันตราย เนื่องจากผลิตภาพแรงงาน และประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจของเอสเอ็มอี ถือเป็นส่วนสำคัญ ในการผลักดันผลิตภาพของประเทศให้เติบโตในระยะยาว "ล่าสุดการจัดอันดับในปี 2550 อันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลงถึง 4 ขั้น จากอันดับที่ 29 ในปี 2549 มาอยู่ที่อันดับ 33 ในปี 2550" นอกจากนี้จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ทำการศึกษาวิเคราะห์ศักยภาพ เพื่อจัดกลุ่มตามความสามารถในการแข่งขันของแต่ละรายอุตสาหกรรมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยใช้ Thailand Competitiveness Matrix ในการวิเคราะห์ในเชิงปริมาณ ซึ่งผลวิเคราะห์สามารถแบ่งอุตสาหกรรมที่มีอยู่ในปัจจุบันออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่มีศักยภาพสูง เป็นกลุ่มที่มีความสามารถในการแข่งขันและความน่าสนใจสูง เพราะศักยภาพในด้านการผลิตและการค้าที่ค่อนข้างดีกว่าอุตสาหกรรมอื่นๆ และมีสัดส่วนความต้องการในตลาดสูงมาก ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมปิโตรเคมี และพลาสติค อุตสาหกรรมเคมี อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง อุตสาหกรรมเหล็ก และเหล็กกล้า อุตสาหกรรมปลาและอาหารทะเลกระป๋อง และอุตสาหกรรมแปรรูปผักและผลไม้ 2.กลุ่มที่ต้องพัฒนา เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพการผลิต และการค้า สัดส่วนความต้องการในตลาดโลกในระดับปานกลาง ได้แก่ อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ อุตสาหกรรมเครื่องดื่ม อุตสาหกรรมยา อุตสาหกรรมสิ่งทอแฟชั่น อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า อุตสาหกรรมเครื่องใช้ในบ้านและสำนักงาน อุตสาหกรรมข้าว อุตสาหกรรมน้ำตาล และอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ และสัตว์ปีก 3.กลุ่มที่ต้องปรับปรุง เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพการผลิตและการค้า มีสัดส่วนความต้องการในตลาดโลกในระดับที่ต่ำ ได้แก่ อุตสาหกรรมเครื่องจักรอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เหล็ก อุตสาหกรรมชิ้นส่วนเรือ รถไฟ และเครื่องบิน อุตสาหกรรมแร่อโลหะ อุตสาหกรรมกระดาษ อุตสาหกรรมยาสูบ อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์นม และอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ดังนั้น ประเด็นสำคัญของการพัฒนาและสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีแก่ภาคอุตสาหกรรมให้สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง สามารถพึ่งพาตนเองได้ และขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพในระยะยาว ภายใต้ข้อจำกัดทางด้านทรัพยากร แรงงานและทุนของประเทศ การแข่งขันที่รุนแรง จะต้องดำเนินกลยุทธ์การพัฒนาโดยการพัฒนาผลิตภาพ (productivity) เป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญ โดยความร่วมมือและบูรณาการกันระหว่างภาครัฐและเอกชน ซึ่งภาคเอกชน จะต้องปรับเปลี่ยนเข้ามามีบทบาทในการผลักดันการเพิ่มประสิทธิภาพ และผลิตภาพให้มากขึ้นกว่าในอดีต และภาครัฐจะเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้สนับสนุนให้เกิดบรรยากาศการดำเนินธุรกิจที่เอื้อประโยชน์ในการเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพ แผนแม่บทการเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพของภาคอุตสาหกรรม พ.ศ.2551-2555 ที่ภาครัฐและเอกชนร่วมกันจัดทำขึ้น จึงเน้นบทบาทของภาคเอกชนเป็นกลไกในการผลักดันเพิ่มประสิทธิภาพ และผลิตภาพของภาคอุตสาหกรรม ภายใต้วัตถุประสงค์ 1) เพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาประสิทธิภาพและผลิตภาพ ซึ่งเป็นรากฐานการเติบโต ของผลิตภัณฑ์ประชาชาติที่ยั่งยืน อันจะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของปีระเทศ และคุณภาพชีวิตของประชาชน 2) เพื่อแก้ไขปัญหา และสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคอุตสาหกรรมของไทย ให้สามารถอยู่รอดและแข่งขันได้ในเวทีการค้าโลก 3) เพื่อผลักดันให้ภาคเอกชนมีบทบาทในการพัฒนาด้วยตนเอง โดยภาครัฐจะทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุน 4) เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับเอกชนในการพัฒนาอุตสาหกรรม สำหรับเป้าหมายนั้นแบ่งเป็น 3 เป้าหมาย คือ 1.ผลิตภาพการผลิตของภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ตัวชี้วัดความสำเร็จ คือผลิตภาพการผลิตโดยรวม ขยายตัวร้อยละ 3 ต่อปี 2.ผลิตภาพแรงงงานของภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ตัวชี้วัดความสำเร็จ คือผลิตภาพแรงงานขยายตัวร้อยละ 5 ต่อปี 3.ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม และแรงงานที่เตรียมตัวเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม มีความตระหนักในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพ และผลิตภาพและมีการนำไปใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่อง ตัวชี้วัดสำเร็จ คือผู้ประกอบการและแรงงานในภาคการผลิตมีความเข้าใจเรื่องเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพไม่น้อยกว่าร้อยละ 45 ยุทธศาสตร์การเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพของภาคอุตสาหกรรม ในการกำหนดยุทธศาตร์นั้น จะต้องพิจารณาจากปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กัน ทั้งในด้านการเพิ่มทักษะแรงงาน การบริหารจัดการ ตลอดจนปัจจัยสนับสนุนต่างๆ เพื่อให้ครอบคลุมทุกปัจจัยที่มีผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพฯของภาคอุตสาหหรรม ประกอบด้วย 1.การยกระดับความสามารถทักษะแรงงานที่มีอยู่เดิม และแรงงานที่กำลังเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม เช่น การสร้างความร่วมมือ กับสถานประกอบการในการพัฒนาหลักสูตรพื้นฐานสำหรับแรงงานในสาขาต่างๆ เพิ่มจำนวนบุคลากรที่ทำหน้าที่เสริมสร้างทักษะให้กับแรงงาน เป็นต้น 2.การยกระดับความสามารถทางด้านการบริหารจัดการ เช่น การพัฒนาระบบการผลิต การปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักร เป็นต้น 3.การปรับปรุงและพัฒนาปัจจัยสนับสนุนในการเพิ่มประสิทธิภาพ และผลิตภาพ เช่น ส่งเสริมให้ภาคเอกชน พัฒนาระบบโลจิสติคส์ และซัพพลายเซนในกลุ่มอุตสาหกรรม พัฒนาและสนับสนุนการรวมกลุ่มธุรกิจ ในลักษณะเครือข่ายวิสาหกิจ 4.การสร้างจิตสำนึกและแรงจูงใจ เช่น สร้างกระบวนการเพิ่มผลิตภาพโดยการสร้างผู้นำการเพิ่มผลผลิตในองค์กร ให้รางวัลคุณภาพแห่งชาติ ขณะนี้เอกชนมีความตื่นตัวและให้ความร่วมมือในโครงการนี้มาก กระทรวงอุตสาหกรรม ได้จัดสรรงบประมาณไปแล้ว 800 ล้านบาท ผ่านสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เพื่อดำเนินโครงการ 6 โครงการ ประกอบด้วย 1.การยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรม 2.การจัดตั้งศูนย์บ่มเพาะเอสเอ็มอี 5 ภาค 3.การจับคู่ธุรกิจ 4.กองทุนฟื้นฟูสภาพเครื่องจักร 5.โครงการเครือข่ายระบบจัดส่งสินค้าและพัสดุ และ 6.โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมรายสาขา ระดับจังหวัด และภูมิภาค หน้า 20
|