หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
วงจรอุบาทว์แห่งความรุนแรง

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์  มติชนรายวัน  วันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10698

(บทความนี้เขียนขึ้นตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน เพราะผมต้องไปต่างจังหวัด ได้แต่หวังว่า กว่าจะได้ลงพิมพ์ ยังไม่สายไป)

เรากำลังเดินหน้าไปสู่การเผชิญหน้ากัน และเสี่ยงต่อการปะทะจนสูญเสียเลือดเนื้ออย่างที่หลีกเลี่ยงได้ยากขึ้น

การกล่าวประณามกันด้วยความเท็จต่างๆ เช่น ข้อหาทุจริตก็ตาม, ความแตกแยกระหว่างรัฐบาลและ คมช.ก็ตาม, ม็อบรับจ้างก็ตาม, ท่อน้ำเลี้ยงก็ตาม ฯลฯ เป็นสัญญาณว่า ต่างฝ่ายต่างตระเตรียมสังคมให้เข้าอยู่ฝ่ายตนเพื่อการปะทะกันในอนาคตอันใกล้ และเท่ากับราดน้ำมันลงในกองเพลิง

ผมไม่ได้หมายความว่าคำประณามเหล่านี้ไม่เป็นความจริงเสียเลย แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน ไม่มีฝ่ายใดสามารถพิสูจน์ข้อกล่าวหาของตนให้ประจักษ์ได้สักฝ่ายเดียว คำประณามจึงไม่มีประโยชน์อะไรนอกจากการเตรียมการสำหรับการปะทะกันเท่านั้น

ผมคิดว่า การเรียกร้องให้สองฝ่ายยุติความขัดแย้ง หรือหันมารักสามัคคีกัน เป็นเรื่องเหลวไหล ไม่มีทางเป็นไปได้จริง นอกจากทำให้ผู้เรียกร้องดูน่ารักขึ้นเท่านั้น (อย่างเช่นที่ประชุมอธิการบดีดูคิกขุขึ้นจัง)

ลองจินตนาการตัวเราเองว่ายืนอยู่ในสถานการณ์ของฝ่ายที่ขัดแย้งกันดูบ้างก็จะมองเห็น

สมมุติว่าเป็นแกนนำฝ่ายต่อต้าน คมช.ที่สนามหลวง เมื่อเลือกยุทธวิธีการต่อต้านด้วยการชุมนุม ยุทธวิธีก็เป็นตัวกำหนดทางดำเนินอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก การชุมนุมเป็นการต่อต้านที่ให้ผลทันตาเห็น แต่ตัวของมันเองบีบบังคับว่า การต่อต้านต้องถูกยกระดับ (escalate) ขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะไม่มีใครสามารถเก็บผู้ร่วมชุมนุมไว้ที่ขั้นเดิมตลอดไปได้ (การเคลื่อนพลของฝ่ายพันธมิตรมาสู่สยามพารากอนในปลายสมัยทักษิณเป็นทางดำเนินที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการชุมนุมเหมือนกัน)

อย่าลืมว่าการชุมนุมคือการเปิดพื้นที่สำหรับการต่อสู้ในสังคม สิ่งที่เกิดขึ้นที่สนามหลวงคืนนี้ จะจองพื้นที่บนสื่อทุกประเภทในวันรุ่งขึ้น (แม้บางสื่อจะเสนอภาพบิดเบือนก็ตาม) หากการชุมนุมไม่ถูกยกระดับเลย พื้นที่การต่อสู้ก็ย่อมหดลงไปโดยปริยาย จนในที่สุดก็เหลือแต่สนามหลวง (ซึ่งตามปกติก็มีกิจกรรมอีกร้อยแปดอย่างในตอนกลางคืน เช่น ขายประเวณี หรือคนไร้บ้านพักผ่อน โดยไม่เคยได้พื้นที่บนสื่อใดเลย)

การยกระดับคือการเสี่ยงต่อการปะทะมากขึ้น ไม่ว่าแกนนำจะต้องการปะทะหรือไม่ก็ตาม จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจยั่วยุ ก็เหมือนยั่วยุ ฉะนั้นความคิดที่ว่าต้องเก็บผู้ชุมนุมไว้บนพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง และปล่อยให้เฉาตายไปเองด้วยกาลเวลา จึงเป็นการตอบโต้ที่แกนนำฝ่ายต่อต้านยอมไม่ได้เป็นธรรมดา ยิ่งพยายามทำ ยิ่งใช้การข่มขู่คุกคาม ก็ยิ่งบีบบังคับให้ฝ่ายต่อต้านต้องดื้อแพ่ง และความเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะกันก็ย่อมมีมากขึ้น

ในทางตรงข้าม ลองสมมุติตัวเองเป็นแกนนำ คมช.บ้าง การจัดการฝ่ายต่อต้านด้วยความละมุนละม่อม แม้เป็นยุทธวิธีที่ฉลาด แต่ก็มีข้อจำกัดเช่นกัน เพราะภาพของ "ความวุ่นวาย" ในบ้านเมืองนั้น แม้จะใช้สื่อโฆษณาว่าเป็นความผิดของคู่ปรปักษ์ แต่ถึงอย่างไรก็ยังเหลือคำถามในใจคนอยู่นั่นเองว่า คนที่มีหน้าที่รับผิดชอบคือ คมช. (และรัฐบาล) มีสมรรถภาพเหมาะสมในการทำหน้าที่หรือไม่ ในขณะเดียวกัน ก็เท่ากับพิสูจน์ตัวเองต่อคนชั้นกลาง, ทหารด้วยกันเองซึ่งไม่แน่ว่าอยู่ฝ่าย คมช.โดยพร้อมเพรียงกัน, ข้าราชการ และนักธุรกิจนายทุนว่าตัวไม่มีกึ๋น

เป็นช่องทางหรือโอกาสที่จะถูกล้มได้ง่าย โดยเฉพาะหากกลุ่มคนที่เรียกร้องหาความสงบเหล่านี้สามารถรวมตัวกันได้

ตราบเท่าที่นโยบายละมุนละม่อมยังทำได้โดยไม่มีใครสงสัย "กึ๋น" หรือพลังอำนาจที่ตัวมีอยู่ ก็ยังไม่มีภยันตรายใดๆ แต่หากฝ่ายชุมนุมต่อต้าน รวบรวมกำลังคนได้เพิ่มขึ้น (ด้วยเหตุใดก็ตาม) ความศรัทธาต่อพลังอำนาจของฝ่าย คมช.ที่คนทั่วไปมีก็จะเริ่มสั่นคลอน ยิ่งฝ่ายต่อต้านท้าทาย "กึ๋น" ของ คมช.ให้ประจักษ์มากขึ้นเป็นลำดับ ความศรัทธาของคนทั่วไปก็จะยิ่งลดลงไปเรื่อยๆ

เพื่อกู้ศักดิ์ศรีของกองทัพกลับคืนมา ก็อาจจำเป็นที่ทหารบางกลุ่มต้องล้ม คมช.เสีย กลไกทางการเมืองของระบอบรัฐประหารอื่นๆ ก็ตระหนักว่าต้องเขี่ย คมช.ออกไปนอกทาง เพื่อรักษาระบอบเอาไว้

ทางดำเนินของ คมช.จึงหลีกเลี่ยงการปะทะได้ยากขึ้นไปเรื่อยๆ

ที่พูดทั้งหมดนี้ ผมตั้งใจหลีกเลี่ยงการอธิบายด้วยความดี-ความชั่ว แม้เป็นคำอธิบายที่ง่ายดี แต่ไม่นำเราไปถึงไหนได้ นอกจากสามารถทำให้คนชั่วกลายเป็นคนดี และทำคนดีให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป ก็เห็นอธิบายอย่างนี้กันมาไม่รู้จะกี่สิบกี่ร้อยปีแล้ว ไม่เห็นว่าจะทำอะไรให้ดีขึ้นตรงไหน นอกจากผู้พูดกลายเป็นคนดีเพียงคนเดียวเท่านั้น

โดยไม่เกี่ยวกับดีหรือชั่วนี่แหละครับ คนเราฆ่ากันโดยไม่ได้ตั้งใจ ไปนึกว่าจะประสบชัยชนะก่อนที่ต้องฆ่ากัน เพราะต่างเดินไปบนเส้นทางที่จะต้องปะทะกันอย่างไม่มีทางหลบ นี่เป็นข้อน่าห่วงมากกว่า

หนทางที่จะหลบหลีกการปะทะกันถึงขั้นเลือดตกยางออกอยู่ที่ไหน?

ผมคิดว่า หนทางนั้นมีอยู่ เพียงแต่จะมองเห็นภยันตรายพอที่จะหลบหรือไม่เท่านั้น ที่น่าห่วงก็คือต่างฝ่ายต่างคิดว่าตัวจะได้ชัยชนะก่อนจะถึงจุดนั้นนี่แหละครับ ที่ทำให้ไม่ยอมเปิดโอกาสให้แก่หนทางของความขัดแย้งกันโดยสงบ

เวลานี้ พื้นที่ของความขัดแย้งคือการชุมนุมและการสลายการชุมนุม แต่เราสามารถทำให้พื้นที่ความขัดแย้งขยายตัวไปยังพื้นที่อื่น ซึ่งมีประสิทธิภาพในการต่อรองกันมากกว่า แต่เป็นพื้นที่ซึ่งต้องมีกติกาแห่งสันติมากกว่าด้วย

นั่นคือพื้นที่สื่อครับ เปิดความขัดแย้งระหว่าง คมช. (รวมผู้ที่สนับสนุนการรัฐประหารทั้งหมด) และกลุ่มผู้ต่อต้านทั้งหมด (รวมฝ่ายเชียร์ทักษิณและฝ่ายที่ต่อต้านการรัฐประหารแต่ไม่เชียร์ทักษิณ) ให้กลายเป็นประเด็นความขัดแย้งบนเวทีกลางของสังคม ให้โอกาสแก่ทั้งสองฝ่ายได้พูดประเด็นของตนกับสังคมอย่างเต็มที่ และเท่าเทียมกัน ขยายพื้นที่สนามหลวงให้เข้าไปในทุกหลังคาเรือน แต่มีทั้งสองฝ่ายตอบโต้กันภายใต้กติกาแห่งสันติ

พีทีวีที่ไม่มีโอกาสเปิดทีวีนั่นแหละครับ เชิญมาพูดที่สถานีโทรทัศน์เลย แต่มีคนที่อยู่ฝ่าย คมช.ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้วย ข่าวทีวีทุกช่องต้องเสนอความเห็นและความเคลื่อนไหวของทั้งสองฝ่ายอย่างเป็นธรรม เลิกทำข่าวรับใช้อำนาจสักพักเถิดครับ (พวกคุณได้ยั่วยุให้เขาฆ่ากันตายมาหลายครั้งแล้ว ด้วยหน้าเลี่ยนๆ ของคุณนี่แหละ)

เชิญขัดแย้งกันให้เต็มที่เลยครับ ยกโขยงกันมาเท่าไรก็ได้ แต่บนจอทีวีเท่านั้นนะครับ แล้วก็ไม่ใช่ทำทีเดียวเลิก แต่ทำต่อเนื่องกันในประเด็นโน้นประเด็นนี้อยู่ตลอดเวลา

สังคมไทยซึ่งที่จริงแล้วเป็นสังคมที่พอมีวุฒิภาวะไม่น้อย หากไม่ถูกสื่อปิดบังอำพรางข้อเท็จจริง จะเป็นผู้ตัดสินเองว่าจุดยืนของฝ่ายใดจึงจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมมากกว่ากัน

ผมเชื่อว่าหากทำได้ตามนี้ สนามหลวงจะเหลือคนน้อยลง และการไม่ยอมใช้เวทีกลางที่มีกติกาแห่งสันติจะทำให้ฝ่ายนั้นสูญเสียความชอบธรรมไปเอง ยิ่งถ้าใช้อำนาจทำให้เวทีกลางที่มีกติกาแห่งสันติขาดความเป็นกลาง ก็ยิ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าฝ่ายนั้นไร้ความชอบธรรม

สื่อที่เป็นเวทีกลางทำให้ไม่มีใครกล้าแก้ผ้าต่อหน้าสาธารณชน และเราจะได้เริ่มพูดกันด้วยเหตุผล แทนอารมณ์และอำนาจ

อันที่จริงวิธีนี้ก็เป็นวิธีที่เขารู้กันมานานแล้วล่ะครับ นั่นคือการสนทนาโต้ตอบ (dialogue) เป็นเงื่อนไขเบื้องแรกของการสร้างสันติ การสนทนาโต้ตอบไม่ทำให้ความขัดแย้งหายไป แต่ทำให้ความขัดแย้งมีทางออกที่ยอมรับกันได้จากทุกฝ่าย

สภาพการณ์ที่เกิดเวลานี้ไม่ใช่การสนทนาโต้ตอบ แต่เป็นการใส่ร้ายป้ายสีกันทั้งสองฝ่าย การสนทนาโต้ตอบต้องเริ่มต้นที่การให้เกียรติกันและกัน อย่างน้อยก็เคารพสิทธิของอีกฝ่ายหนึ่งที่จะมีความเห็นต่าง สิ่งเหล่านี้เกิดได้บนเวทีกลางที่คนทั้งสังคมจับตามอง และต่างก็เห็นหน้าค่าตากันต่อหน้า กติกาของการใช้สื่อก็มีและเป็นที่รับรู้กันอยู่แล้ว โอกาสที่จะเกิดความรุนแรงจากการแลกเปลี่ยนกันบนเวทีกลางจึงเกิดได้ยาก

ความขัดแย้งที่ปราศจากเวทีกลาง ปราศจากกติกาแห่งสันติ ซ้ำยังมีทางดำเนินไปสู่การปะทะกันอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก จะนำสังคมไทยกลับไปสู่วงจรอุบาทว์แห่งความรุนแรงไม่สุดสิ้น

ในช่วงหนึ่งชั่วอายุคนที่ผ่านมา (30 ปี) เราได้ผ่านความรุนแรงทางการเมืองกันมาหลายครั้ง ความรุนแรงแต่ละครั้งล้วนให้กำเนิดความรุนแรงอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก ผมเกรงว่าวงจรอุบาทว์แห่งความรุนแรงเริ่มสถาปนาตัวอย่างมั่นคงในสังคมไทยแล้ว หากเราสามารถหลบหลีกความรุนแรงครั้งนี้ไปได้ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่เราจะสามารถแหกออกจากวงจรอุบาทว์ได้ในครั้งต่อไป เพราะเป็นบทเรียนที่มีค่าสำหรับอนาคตของสังคม ซึ่งต้องจัดการกับความขัดแย้งเป็น ไม่ใช่นั่งท่องมนตร์รู้รักสามัคคีกันได้อย่างเดียว

หน้า 6