|
||||||||||||||
|
"จักรกฤษณ์
ประสาทไทย"
ปรับโฉมเงินฝากเขย่าวงการแบงก์ไทย
รุ่นใหม่คนการเงิน : กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2550 รูปแบบเงินฝากในปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างเห็นได้ชัด เพราะไม่จำเป็นที่จะต้องมีเงินฝากประจำ 3 เดือน 6 เดือน 12 เดือน 24 เดือน และ 36 เดือน เสมอไป ผลิตภัณฑ์เงินฝากระยะหลังๆ ตั้งแต่ปลายปี 2548 เป็นต้นมา รูปแบบเงินฝากได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว โดยตำแหน่งผู้นำการฝากเงินรูปแบบใหม่ในระบบธนาคารพาณิชย์ไทยนั้น ต้องยกให้ธนาคารกรุงไทย ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ของรัฐ ที่มีขนาดสินทรัพย์ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ เนื่องจากคนภายนอกมองธนาคารกรุงไทยเป็นธนาคารของรัฐ การบริหารจัดการน่าจะเหมือนกับหน่วยงานราชการทั่วไป ไม่น่าจะมีนวัตกรรมการเงินใหม่ๆ ออกมามากนัก เมื่อเทียบกับธนาคารพาณิชย์เอกชน ทั้งนี้จักรกฤษณ์ ประสาทไทย ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ผู้บริหารฝ่าย ฝ่ายบริหารสินทรัพย์และหนี้สิน ธนาคารกรุงไทย ถือเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่คิดค้นผลิตภัณฑ์เงินฝากรูปแบบใหม่ให้กับธนาคารกรุงไทย และทำให้วงการธนาคารไทยต้องจับตามองกรุงไทยแบบไม่ให้คลาดสายตา หากดูพื้นเพของจักรกฤษณ์แล้ว เขามีพื้นฐานความรู้การเงินแน่นมาก เพราะหลังจากจบคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขาได้ศึกษาต่อเนื่องระดับปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระหว่างเรียนปริญญาโทได้ทำงานด้านวิเคราะห์สินเชื่อที่ธนาคารไทยพาณิชย์ไปด้วยนาน 4 ปี ภายหลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท จักรกฤษณ์ได้ร่วมงานกับบริษัทไทย อินดัสเตรียล แก๊ส ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการเงิน โดยการร่วมงานกับบริษัทแห่งนี้ทำให้เขาต้องประสานงานกับธนาคารต่างประเทศหลายแห่ง ซึ่งช่วยเพิ่มพูนความรู้ด้านการบริหารเงินมากขึ้น ด้วยนิสัยที่ชอบใฝ่หาความรู้อย่างไม่หยุดนิ่ง และต้องการเรียนรู้เรื่องหลักทรัพย์ เขาจึงตัดสินใจไปเรียน CISA ที่เรียนรู้เกี่ยวกับการวิเคราะห์หลักทรัพย์ของสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ โดยระหว่างเรียน ได้ไปทำงานกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์แห่งหนึ่งซึ่งปัจจุบันปิดตัวไปแล้ว โดยดูแลด้านบริหารเงิน การกู้ยืมเงินต่างประเทศ และร่วมงานกับที่นี่ได้ประมาณ 18 เดือน จากนั้นจักรกฤษณ์ย้ายมาทำงานให้บริษัทในภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอ รับหน้าที่ดูแลการเงินเหมือนเดิมและทำอยู่นาน 2 ปี รู้สึกไม่ค่อยชอบเพราะต้องการร่วมงานกับธนาคารหรือแบงก์บ้าง ขณะนั้นธนาคารกรุงไทย ได้ประกาศรับสมัครรองผู้จัดการฝ่ายสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่จึงตัดสินใจมาสมัคร "เหตุผลที่มาร่วมงานกับแบงก์กรุงไทย เพราะเคยผ่านงานวิเคราะห์สินเชื่อของแบงก์มาแล้ว เคยผ่านการติดต่อประสานงานกับแบงก์ต่างชาติ ทำให้รู้ว่าผู้กู้และผู้ให้กู้เป็นอย่างไร เคยผ่านงานด้านอุตสาหกรรมทั้งแก๊สและสิ่งทอเพื่อการส่งออกมาแล้ว ถือว่าได้ลิ้มลองมาแล้วทุกอย่าง และคิดว่างานแบงก์น่าสนใจมากที่สุดและเหมาะกับตัวเอง" จักรกฤษณ์เข้ามาในช่วงที่ธนาคารกรุงไทยได้ทำรีเอ็นจิเนียริ่งเสร็จพอดี สิ่งที่เขาได้สัมผัสจริง คือธนาคารกรุงไทยมองจากข้างในกับมองจากภายนอกเป็นคนละเรื่อง เพราะแท้จริงแล้วคนกรุงไทยเป็นคนที่มีความกระตือรือร้น มีคุณภาพ ในธนาคารกรุงไทย จักรกฤษณ์ดูแลสินเชื่อขนาดใหญ่นานเกือบ 3 ปี ก่อนจะย้ายมาอยู่ฝ่ายบริหารสินทรัพย์และหนี้สิน ซึ่งเป็นฝ่ายที่แยกตัวมาจากฝ่ายบริหารเงิน โดยมีหน้าที่หลักคือดูแลเรื่องการปรับเพิ่ม หรือลดลงของดอกเบี้ย จัดทำประมาณการสภาพคล่องทางการเงินของธนาคาร ผลงานโดดเด่นของจักรกฤษณ์ชิ้นแรกคือ การออกผลิตภัณฑ์เงินฝากประเภท 48 เดือน จ่ายดอกเบี้ย 3.75% และจ่ายดอกเบี้ยให้ผู้ฝากเงินทุกเดือน ตั้งแต่ 14 กรกฎาคม ปี 2548 จึงถือว่าธนาคารกรุงไทยเป็นผู้นำการออกเงินฝาก 48 เดือน เป็นแห่งแรกในยุคนั้น ด้วยที่เป็นคนที่คิดค้นสิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ทำให้จักรกฤษณ์ไม่หยุดนิ่งเพียงเท่านี้ เพราะในปี 2549 เขาได้สร้างความฮือฮาให้กับวงการเงินฝากอีกครั้ง ด้วยการเสนอให้คณะกรรมการของธนาคารออกเงินฝากประเภท 9 เดือน จ่ายดอกเบี้ย 4.25% ให้กับผู้ฝากทุกเดือน ผลปรากฏว่าคณะกรรมการได้อนุมัติให้ดำเนินการ จึงเปิดรับฝากเงินประเภท 9 เดือน ตั้งแต่ 1-24 มีนาคม ปี 2549 และก็ทำให้ธนาคารกรุงไทยขึ้นแท่นผู้นำเงินฝากอีกครั้ง และถือเป็นการคืนกำไรให้กับลูกค้า เนื่องในโอกาสครบรอบจัดตั้งธนาคารครบ 40 ปี ในวันที่ 14 มีนาคม ปี 2549 จากนั้นเป็นต้นมาก็มีธนาคารอีกหลายแห่ง หันมาออกเงินฝากรูปแบบนี้อย่างต่อเนื่อง เช่น 7 เดือนบ้าง 8 เดือนบ้าง บางแห่งก็มี 10 เดือน แต่ต้องจ่ายดอกเบี้ยที่แพงกว่าธนาคารกรุงไทย จักรกฤษณ์บอกว่าเขาคิดนอกกรอบได้ เพราะช่วงนั้นผลิตภัณฑ์เงินฝากเหมาะสม เป็นที่ต้องการของตลาด คนที่พึ่งพารายได้จากดอกเบี้ยจะมีรายได้ที่เพิ่ม และเป็นการจับทิศทางตลาดถูก ในช่วงที่คณะกรรมการธนาคาร ซึ่งมีหน้าที่พิจารณาเกี่ยวกับดอกเบี้ยเห็นด้วย และผลพวงในการออกเงินฝากประเภทดังกล่าว บวกกับเงินฝากภาครัฐ ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินโดยรวมของกรุงไทยอยู่ในเกณฑ์ต่ำสุดเทียบกับธนาคารอื่นทั้งระบบ "คิดว่าทุกอย่างเป็นไปได้ถ้าตั้งใจ และการออกสินค้าใหม่ในตลาดถือเป็นเรื่องท้าทาย ทำให้เราได้คิดอะไรใหม่ตลอดเวลา ประสบการณ์การทำงานต่างๆ สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับที่ธนาคารกรุงไทยได้ เพราะเข้าใจความต้องการของลูกค้า เพราะเคยอยู่ฝั่งลูกค้ามาก่อน จึงรู้ว่าลูกค้าคิดอะไร ถือว่าเป็นข้อได้เปรียบ" แม้จักรกฤษณ์จะมีส่วนร่วมในการบุกเบิกเงินฝากรูปแบบใหม่ แต่สิ่งหนึ่งที่เขาและทีมงานภาคภูมิใจที่สุด คือการได้รับมอบหมายให้ดูแลการออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิ ที่มีลักษณะคล้ายทุนหรือไฮบริดบอนด์สกุลเงินดอลลาร์และสกุลเงินบาท โดยไฮบริดบอนด์สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐนั้นได้ทำการออกในวงเงิน 220 ล้านดอลลาร์ จ่ายดอกเบี้ย 7.378% และจ่ายดอกเบี้ยทุกสิ้นเดือนมกราคมและกรกฎาคม ซึ่งเป็นตราสารที่ไม่กำหนดระยะเวลาชำระคืน แต่หลัง 10 ปีธนาคารสามารถไถ่ถอนได้ โดยเปิดให้นักลงทุนจองผ่านสาขาสิงคโปร์เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ปี 2549 ผลปรากฏว่าได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างล้นหลาม ส่วนไฮบริดบอนด์สกุลเงินบาทนั้นออกเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน ในวงเงิน 1,500 ล้านบาท จ่ายดอกเบี้ยทุกสิ้นเดือนมกราคมและกรกฎาคมเช่นเดียวกัน โดยเอาดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 6 เดือน เฉลี่ยของ 5 ธนาคารใหญ่ บวกเพิ่มอีก 2.55% เปิดขาย 24-28 พฤศจิกายน เพื่อเป็นเครื่องมือทางการเงินด้านเงินฝาก ให้นักลงทุนรู้จักตราสารใหม่ๆ นอกจากนี้แล้วปลายปีที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 13-29 ธันวาคม ปี 2549 ได้ออกเงินฝาก 7 เดือน ดอกเบี้ย 4.75% จ่ายดอกเบี้ยทุกเดือน ฝากขั้นต่ำ 10,000 บาทด้วย จักรกฤษณ์เล่าว่าผลงานที่เขาภาคภูมิใจที่สุดในการทำงานมีอยู่ 2 เรื่อง คือ การออกเงินฝากรูปแบบใหม่กับการออกไฮบริดบอนด์ เพราะถือว่าเป็นเรื่องใหม่สร้างสีสันให้กับวงการธนาคาร การที่เขาคิดอะไรใหม่ๆ ได้อยู่ตลอดเวลานั้น เป็นผลพวงจากทัศนคติการทำงานที่แตกต่างจากคนอื่น โดยเขาคิดเสมอว่าการทำงานให้ดีต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา และเขาชอบชีวิตที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา แม้กระทั้งอยู่บ้านก็ยังต้องติดตั้งเครื่องอินเทอร์เน็ตไร้สายไว้ถึง 4 เครื่อง ทั้งนี้สิ่งที่จักรกฤษณ์ชอบส่วนใหญ่จะเป็นงานเกี่ยวกับการขับเคลื่อน ประเภทการเงินกับการลงทุน โดยเฉพาะการใช้โปรแกรมการวิเคราะห์ด้านหลักทรัพย์ ถือเป็นงานที่ชอบมาก ขณะที่งานอดิเรกของเขา ช่วงอยู่บ้านจะเข้าอินเทอร์เน็ต ดาวน์โหลดข้อมูล โปรแกรมการวิเคราะห์ทางเทคนิค เกี่ยวกับการวิเคราะห์หุ้น อัตราแลกเปลี่ยน ดาวน์โหลดหนังสือผ่านโปรแกรม Emule ซึ่งจะเชื่อมต่อไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วโลก อย่างไรก็ตามชีวิตและหน้าที่การงานที่หนักอยู่กับตัวเลขการเงิน ทำให้จักรกฤษณ์ต้องสรรหาทางออกที่เบาลง และฉีกแนวออกมาจากการทำงาน คือการท่องโลกธรรมะ และสิ่งที่ได้มาจากธรรมะก็เกิดจากการท่องอินเทอร์เน็ตนั่นเอง เพราะเขาเข้าไปยังเวบไซต์ www.watpa.com สายวิปัสสนา และด้วยเหตุที่ขาดโอกาสจะได้ลาบวช จักรกฤษณ์จึงชดเชยด้วยการเข้าชมรมพุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมีกิจกรรมของวัดป่าเช่นการทำบุญ สำหรับเป้าหมายชีวิตของจักรกฤษณ์ เขาวางแผนจะทำงานที่ธนาคารกรุงไทยต่อไป เพราะรู้สึกสนุกกับงานปัจจุบัน เพราะมีเรื่องสนุกต้องรับผิดชอบมากขึ้น คือการวิเคราะห์ เพราะธนาคารได้ส่งเขาไปเป็นกรรมการบริหาร ของบริษัทหลักทรัพย์เคทีบี ทำให้ได้กลับมาสู่งานด้านวิเคราะห์หลักทรัพย์อีกครั้ง แต่ความฝันของเขา อยากมีธุรกิจเล็กๆเป็นของตัวเอง แต่ถึงเวลานี้ก็ยังไม่ได้เจาะจงจะเป็นธุรกิจอะไรดี แม้จักรกฤษณ์ จะมีอายุงานในธนาคารกรุงไทยไม่ถึง 10 ปี แต่เขาได้สร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์กับสายตาของคนทั่วไปว่า กรุงไทยไม่ได้เป็นธนาคารที่ล้าหลัง โดยเขามีส่วนร่วมผลักดันกรุงไทยให้มีชีวิตชีวา ในแง่ของนวัตกรรมการเงินรูปแบบใหม่ ที่ธนาคารอื่นต้องจับตามอง ในช่วงท้ายจักรกฤษณ์ฝากข้อคิดน่าสนใจไว้ว่า หากผู้บริหารเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้มีโอกาสแสดงความรู้ความสามารถ และถ้าทุกคนเปิดใจยอมรับฟังความเห็นของคนรุ่นใหม่ เพื่อผสมผสานความคิดของผู้มีประสบการณ์ในธนาคาร เขาเชื่อว่าในที่สุดธนาคารกรุงไทยจะไปได้ไกลกว่านี้อย่างแน่นอน และเขาหวังว่าคนรุ่นใหม่จะมีส่วนช่วยพัฒนาธนาคารให้ไปไกล และเหนือกว่าธนาคารอื่นๆ ได้ในที่สุด
|