หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
เศรษฐกิจบนควันบุหรี่

จีนที่กำลังเปลี่ยน  :  วิภา อุตมฉันท์  มติชนรายสัปดาห์  วันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 27 ฉบับที่ 1401

ขึ้นชื่อว่า "จีน" แล้ว ตำแหน่ง "ที่สุดในโลก" ดูจะไม่คลาดแคล้วกันสักเท่าไหร่

ไม่ว่าเรื่องดีหรือไม่ดี

วันนี้ขอพูดเรื่อง "ไม่ดีที่สุด" ของจีนอีกสักเรื่อง

ไม่เถียงว่าอะไรที่ "ไม่ดีที่สุด" ก็อาจจะ "ดีที่สุด" สำหรับคนบางกลุ่มบางพวกก็ได้ ขึ้นกับจุดยืนและทัศนะ...เถียงกันทำไมให้เมื่อย

ไม่เชื่อลองดูความเป็น "ที่สุด" ต่อไปนี้ แล้วจะเห็นว่ามันมีสองด้านจริงๆ...

จีนเป็นตลาดผลิตบุหรี่ และบริโภคบุหรี่ใหญ่ที่สุดในโลก

คนจีนสูบบุหรี่มากที่สุดในโลก ประมาณ 400-450 ล้านคน หรือทุก 3 คนสูบบุหรี่ 1 คน ในจำนวนนี้ เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี 100 ล้านคน ผู้ใหญ่เพศชายสูบบุหรี่ร้อยละ 67 เพศหญิงร้อยละ 4

คนจีนเผาบุหรี่มากที่สุดในโลก ปีละ 1.7 ล้านล้านมวน หรือนาทีละ 3 ล้านมวน คิดเป็น 1 ใน 3 ของบุหรี่ที่เผากันอยู่ในโลก

คนจีนตายด้วยโรคที่มีสาเหตุจากบุหรี่มากที่สุดในโลก ปีละ 1.2 ล้านคน เฉลี่ยวันละ 3,000 คน ถ้าสถานการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง คาดว่าปี 2020 จะตายเพิ่มขึ้นเป็น 2.2 ล้านคนต่อปี และจะขึ้นถึงจุดสูงสุดในปี 2030

ประเทศจีนผลิตบุหรี่มากที่สุดในโลก ปีละ 2 ล้านล้านมวน หรือร้อยละ 42 ของบุหรี่ที่ผลิตจากทั่วโลก

ประเทศจีนมีบุหรี่มากยี่ห้อที่สุดในโลก ทุกมณฑลมียี่ห้อมากมายของตัวเอง ก่อนปี 2000 มีประมาณ 2,000 ยี่ห้อ เฉพาะยี่ห้อดังในปัจจุบันมีมากกว่า 100 ยี่ห้อ

บริษัทบุหรี่ข้ามชาติ เช่น Malboro, Memphis, Kent... สนใจตลาดจีนที่สุด และต้องการเจาะตลาดจีนที่สุดในโลก

รัฐบาลจีนมีรายได้จากภาษีบุหรี่สูงที่สุดในโลก ปี 2005 จัดเก็บได้ 240,000 ล้านหยวน หรือร้อยละ 10 ของรายได้แผ่นดินทั้งหมด บริษัทผลิตบุหรี่ 78 ราย อยู่ในกลุ่มผู้ชำระภาษีสูงที่สุด ด้วยยอดเงินคิดเป็น 26.6% ของภาษีที่รัฐจัดเก็บได้ทั้งหมด

ตัวเลขที่น่าตกใจเหล่านี้ สื่อจีนเป็นผู้เปิดเผยเองทุกปีก่อนวันที่ 31 พฤษภาคม ในโอกาสวัน "World No-Tobacco Day" ซึ่งในฐานะสื่อของรัฐ สื่อมักสะท้อนให้เห็นนโนบาย "เหยียบเรือสองแคม" ของรัฐเสมอ

ทำไมจึงว่ารัฐบาลจีน "เหยียบเรือสองแคม" ในปัญหาบุหรี่? เรื่องนี้เข้าใจไม่ยากสำหรับคนไทย และคนชาติอื่นที่มีผู้นำสายตาสั้น ไม่ส่งเสริมก็เหมือนส่งเสริม ให้ประชาชนเสพอบายมุข เพื่อจะได้เก็บ "ภาษีบาป" ได้มากๆ แล้วอ้างว่าเลิกไม่ได้ เลิกแล้วจะเอาเงินที่ไหนมากขนาดนั้น ไปพัฒนาประเทศชาติช่วยเหลือคนยากคนจน

โชคดีที่เราประสบผลสำเร็จค่อนข้างดีในการรณรงค์ให้คนไทยเลิกบุหรี่ (ยกเว้นเลิกเหล้า) ขณะที่ของจีนยังทำไม่ได้ผล ตัวเลขทุกตัวที่กล่าวมาข้างต้นขยับสูงขึ้นทุกปี เช่น ปริมาณบุหรี่ที่ผลิตในปี 2005 สูงกว่าปี 2004 ถึง 3.7%

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่า คนจีนติดบุหรี่มากกว่าคนไทย จนอาจกล่าวได้ว่า การสูบบุหรี่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม คนจีนที่ไม่ติดบุหรี่ก็สูบบุหรี่เป็นและต้องพกบุหรี่ติดตัว เพราะการยื่นบุหรี่ให้แก่กันถือเป็นมารยาทอย่างหนึ่งของสังคม การให้บุหรี่ถือเป็นของขวัญของกำนัลที่ถูกใจผู้รับ ละครโทรทัศน์ของจีนมีฉากสูบบุหรี่มากที่สุด แม้แต่ละครที่ยกย่องเชิดชูประธานเหมา และท่านเติ้ง เสี่ยว ผิง ผู้ชมก็จะเห็นผู้นำที่พวกเขาเคารพอัดควันบุหรี่ตลอดเวลา

อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่า บุหรี่เป็นที่มาของรายได้สำคัญของหลายๆ มณฑลและของรัฐบาลกลาง จึงมีอำนาจมากพอที่จะทำให้ผู้นำประเทศก้าวขาไม่ออก เมื่อถึงทางสองแพร่งที่จะต้องตัดสินใจ ระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจบนควันบุหรี่ กับการลดควันบุหรี่เพื่อช่วยชีวิตประชาชน

"มันเป็นงานกลิ้งครกขึ้นภูเขา แค่โฆษณาก็เห็นชัดแล้วว่า มันไปคนละทิศกับนโยบายที่พูดว่าจะควบคุมบุหรี่" ศาสตราจารย์หยาง แหยน นักวิจัยสำนักงานควบคุมบุหรี่แห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐเอง วิจารณ์กฎหมายควบคุมการโฆษณาบุหรี่ ที่เปิดช่องเบ้อเริ่มให้กับผู้ผลิต

2 ปีก่อนจีนเซ็นชื่อด้วยความสมัครใจ ยอมรับกรอบกติกาควบคุมบุหรี่ (Framework Convention on Tobacco Control) ของ WHO แสดงให้เห็นว่า ผู้นำจีนก็มีความตั้งใจที่จะแก้ปัญหาบุหรี่ และยินดีรับการตรวจสอบจากประชาคมโลก หลังจากนั้นก็พยายามปฏิบัติตามกติกาของ WHO เช่นไม่ให้โฆษณาบุหรี่ ไม่ให้สูบบุหรี่ในที่สาธารณะบางแห่ง ให้ผู้ผลิตติดสลากคำเตือนบนพื้นที่ไม่น้อยกว่า 30% ของซองบุหรี่

แต่คำสั่งเกือบทั้งหมดขาดความเอาจริงเอาจังในการบังคับใช้ โฆษณาแฝง (แต่โจ่งแจ้ง) จึงปรากฏสู่สายตาประชาชน ฉลากคำเตือนบนซองบุหรี่มีให้เห็นน้อยมาก พวกขี้ยายังคงเป่าควันใส่คนอื่นในร้านอาหาร หรือแม้แต่ในโรงพยาบาล

ศาสตราจารย์ Tony Mok แห่งโรงพยาบาล Prince of Wales ในฮ่องกง พูดถึงความสำคัญของบุหรี่ว่า ทำให้คนมีงานทำ และทำให้มณฑลที่ยากจนได้รับงบประมาณพิเศษ "คนนับล้านๆ อยู่ได้ด้วยรายได้จากอุตสาหกรรมยาสูบ ขืนสั่งปิดโรงงาน ก็มีหวังจลาจล...ทางเลือกดูจะมีน้อยมาก นอกจากปล่อยให้มันเดินหน้าต่อ... ผมแน่ใจว่าเกษตรกรปลูกยาสูบ จะไม่ตกงานในชั่วชีวิตของผม"

ความหวังที่จะเห็นรัฐบาลจีนควบคุมบุหรี่ได้สำเร็จมีมากน้อยแค่ไหน คำพูดของ Dr.Henk Bekedam ผู้แทน WHO ประจำประเทศจีนดูจะมีน้ำหนักมากที่สุด

"ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสู้กับบุหรี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐเป็นผู้ผูกขาดการผลิตทั้งหมด"

จีนมีนโยบายลดจำนวนวิสาหกิจผูกขาดของรัฐ เปิดตลาดให้กว้างทุกด้าน แต่เมื่อนำมาใช้กับบุหรี่ กลับผูกขาดตลาดอย่างหนาแน่น แต่ละปีรัฐปล่อยให้บุหรี่นอกเข้าประเทศได้เพียง 0.1% ของความต้องการตลาด แม้ตัวเลขจะดูน้อยนิดจนไม่มีความหมาย แต่ Malboro, Memphis, West, Kent...ซึ่งมุ่งเจาะตลาดจีนมานานกว่าสิบปี ต่างประเมินว่าจีนเป็นตลาดที่มี "ความสำคัญอย่างมหาศาล" และมีความมั่นใจว่า คนจีนที่ "มีสไตล์" จำนวนมากขึ้นจะหันมาสูบบุหรี่นอก

การไหวตัวครั้งสำคัญของจีนที่ถูกจับตามองเมื่อเร็วๆ นี้ คือการเซ็นสัญญากับ Phillip Morris อนุญาตให้ Malboro เข้าไปผลิตบุหรี่ในจีนเป็นครั้งแรก โดยจีนอ้างว่าไม่ได้ให้ Malboro ตั้งโรงงาน แต่ให้ผลิตในโรงงานของจีนเอง บุหรี่ที่ผลิตออกมาก็ต้องให้ฝ่ายจีนเป็นผู้จัดจำหน่าย นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังตกลงทำสัญญาร่วมทุนกัน โดยต่างฝ่ายลงทุนคนละครึ่ง ตั้งบริษัทสำรวจตลาดและส่งเสริมการส่งออกบุหรี่ของจีนสู่ตลาดโลกขึ้นในสวิตเซอร์แลนด์

Phillip Morris ไชโยโห่ฮิ้วกับการเซ็นสัญญาครั้งนี้ เพราะถือว่าเป็นก้าวแรกที่ Malboro ได้เหยียบเข้าประตูบ้านของจีน สื่อบอกว่า ถ้า Malboro เข้าถูกทาง ไม่นานจีนจะไม่ต่างจาก "ปล่องไฟโรงงาน" สักเท่าไหร่

ขณะที่ฝ่ายจีนกลับมองการตัดสินใจครั้งนี้ว่า เป็นโอกาสที่จะได้เรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตบุหรี่นอกชื่อดัง เพื่อว่าต่อไปบุหรี่จีนจะได้ก้าวออกจากบ้านไปสู้กันในตลาดโลก

ปีที่แล้ว สื่อจีนได้นำเสนอผลการวิจัยบุหรี่ของ Dr. David Ashley เก็บข้อมูลจาก 13 ประเทศ หนึ่งในนั้นคือจีน Dr.Ashley ศึกษาเปรียบเทียบ Malboro กับบุหรี่ "หงถ่าซัน" บุหรี่ยี่ห้อดังของจีน พบว่า Malboro มีสารไนโตรซามีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งสูงกว่า "หงถ่าซัน" ถึง 20 เท่า

เชื่อเหลือเกินว่างานวิจัยของ Dr.Ashley ไม่ใช่ความลับสำหรับผู้นำจีน ดังนั้น หากข้อค้นพบของ Dr.Ashley เป็นจริง คนที่ต่อต้านบุหรี่อย่างรุนแรงเช่นผู้เขียน ก็มีสิทธิที่จะพูดว่าการกระทำของจีนในครั้งนี้เป็นการ "ชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน"...เท่านั้นไม่พอ ต้องพูดว่าขัดต่อนโยบาย "สมานฉันท์" ที่จีนบอกว่ามีความรักความปรารถนาดีต่อประชาชนทั่วโลกอีกด้วย

Dr.Ashley ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นต่อผลกระทบที่คนจีนจะได้รับ อันเนื่องมาจากระดับไนโตรซามีนที่เพิ่มขึ้น แต่ฝากข้อคิดถึง Phillip Morris ว่า "ถ้าคุณสามารถลดปริมาณสารดังกล่าวในบุหรี่ได้ ก็ควรทำ เพราะมันทำได้ในทางเทคนิค และไม่ใช่เรื่องยุ่งยากด้วย"

ขณะที่ Dr.Hong Wang ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัย Yale ก็ฝากข้อคิดให้รัฐบาลจีนชั่งน้ำหนักให้ดีระหว่างเศรษฐกิจบนควันบุหรี่ กับสุขภาพของประชาชนและความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจระยะยาวของจีนเอง เขาสำรวจหมู่บ้านในชนบทของจีน 6 แห่ง ได้ตัวเลขที่น่าสนใจว่า ทุกๆ 100 หยวนที่สูญไปกับการเผาบุหรี่ จะถูกชดเชยโดยตัดค่าใช้จ่ายส่วนอื่นๆ ของครอบครัว การศึกษาถูกตัดมากที่สุดถึง 30 หยวน การดูแลสุขภาพ 15 หยวน ลงทุนเพาะปลูก 14 หยวน ค่าอาหาร 10 หยวน

"เพราะทุกคนมีที่มาของรายได้จำกัด เมื่อเอาไปสูบบุหรี่ ก็ต้องยอมตัดอย่างอื่นๆ"

ตัวเลขของทางการจีนเอง ก็เผยให้เห็นว่า ขณะนี้รัฐอยู่ในฐานะขาดทุนแล้ว เพราะค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคที่เกิดจากบุหรี่ สูงกว่าภาษีที่รัฐจัดเก็บได้จากบุหรี่...

อันที่จริง ปัญหาอบายมุขไม่ว่าที่ไหนก็เหมือนๆ กัน แต่ของจีนดูจะหนักหน่วงกว่าหากไม่รีบตัดไฟแต่ต้นลม แค่ง่ายๆ...แก้นิสัยติดบุหรี่ของคนจีนก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ชั่วอายุ

ดีนะเนี่ย...ท่านหู จิ่น เทา, เวิน เจีย เป่า ไม่ใช่สิงห์อมควัน!!