หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ทำไมจึงไม่ควรยุบรวม กสช. กับ กทช. (ตอนที่ 1)

ร้อยแปดวิถีทัศน์ : พิรงรอง รามสูต รณะนันทน์  กรุงเทพธุรกิจ  วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2550

คณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร (สนช.) ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้เสนอให้มีการรวมหน่วยงานกำกับดูแลด้านกิจการวิทยุและโทรทัศน์ (หรืออีกนัยหนึ่งคือ กสช.) และหน่วยงานกำกับดูแลด้านกิจการโทรคมนาคม (หรือ กทช.) เข้าด้วยกัน โดยอ้างเหตุผลสำคัญคือ การหลอมรวมสื่อ (CONVERGENCE) และข้อเสนอดังกล่าวได้ผ่านการพิจารณาจากสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) โดยมีการระบุไว้ในมาตรา 47 ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2550 ว่า

"ให้มีองค์กรอิสระของรัฐองค์กรหนึ่งทำหน้าที่จัดสรรคลื่น..." เพื่อวางฐานแบบไว้สำหรับการปรับกฎหมายลูก (ที่มีอยู่แล้วคือ พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับดูแลกิจการวิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2543) ให้ตอบสนองทิศทางการหลอมรวมเทคโนโลยีสื่อดังกล่าว

จริงอยู่ที่การหลอมรวมของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารทั้งในมิติของการนำพาสัญญาณ (CARRIAGE) การเก็บรักษาข้อมูล (STORAGE) และการนำเสนอข้อมูล (CONTENT) 0Tส่งผลให้เกิดการหลอมรวมของตลาด (MARKET) และบริการ (SERVICE) นอกจากนี้ ในบางประเทศก็ได้มีการยุบรวมองค์กรหรือหน่วยงานในการกำกับดูแล (REGULATION) ตามไปแล้ว เพื่อความสะดวก แต่ทั้งหมดนี้ ไม่ได้แปลว่า การยุบรวมขององค์กรกำกับดูแล จะต้องเป็นผลอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ (INEVITABLE CONSEQUENCE) ของการหลอมรวมเทคโนโลยีสื่อเสมอไป

บทความนี้จะได้นำเสนอมุมมองที่แตกต่างจากข้อเสนอให้มีการยุบรวม กสช. และ กทช. โดยจะแบ่งเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ ตามประเด็นดังนี้ คือ

1). ในสถานการณ์ใดที่การยุบรวมองค์กรกำกับดูแลด้านวิทยุโทรทัศน์และโทรคมนาคมเป็นสิ่งจำเป็นและควรกระทำ

2). เหตุใดประเทศไทยจึงน่าจะเป็นข้อยกเว้นต่อการยุบรวมองค์กรกำกับดูแลทั้ง 2 ด้านดังกล่าว

สำหรับคำถามแรก ผู้เขียนได้มีโอกาสอ่านบทความทางวิชาการที่น่าสนใจและตรงกับประเด็นปัญหานี้โดยตรงชื่อว่า "การดูแลสื่อในช่วงเชื่อมต่อสู่ศตวรรษที่ 21 : อะไรคือความจำเป็นพื้นฐานที่สำหรับการรวมการกำกับดูแลวิทยุ-โทรทัศน์และโทรคมนาคม?" เขียนโดย ALEXANDER SCHEUER และ PETER STROTHMANN ซึ่งเป็นนักวิจัยของสถาบันกฎหมายสื่อแห่งยุโรป ตั้งอยู่ที่กรุง BRUSSELS

บทความที่ว่านี้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า ไม่มีรูปแบบอันเป็นสากล (หมายถึงว่า ใช้ได้กับทุกประเทศและทุกบริบททางสังคม วัฒนธรรม) สำหรับการกำกับดูแลสื่อวิทยุ-โทรทัศน์และโทรคมนาคม ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ามีลักษณะหลอมรวมมากขึ้นเรื่อยๆ ในเชิงเทคโนโลยี และบทความนี้ยังนำเสนอด้วยว่า ไม่ว่าการกำกับดูแลจะอยู่ในรูปแบบใด สิ่งสำคัญที่สุดคือ การกำกับดูแลนั้นจะต้องเป็นไปเพื่อบรรลุประโยชน์แก่ประเทศชาติในด้านใดด้านหนึ่ง ตามที่ได้ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญของรัฐชาตินั้นๆ

นอกจากนี้ การกำกับดูแลที่ดีและเป็นประโยชน์จะต้องสามารถเป็นเครื่องมือในการนำพา กระบวนการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของประเทศ เช่น การเปิดเสรีไปสู่ตลาดที่มีการแข่งขัน การปฏิรูปการเรียนรู้ของประชาชน และก็ต้องเป็นวิธีการในการให้หลักประกันสำหรับเงื่อนไขหรือสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในเชิงสังคมและการเมืองด้วย

ส่วนในประเด็นของการยุบรวมการกำกับดูแลกิจการวิทยุ-โทรทัศน์และโทรคมนาคม บทความดังกล่าวได้นำเสนอไว้อย่างน่าสนใจว่า การยุบรวม (น่า) จะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อวัตถุประสงค์ในการกำกับดูแล เนื้อหาและแนวทางปฏิบัติในการกำกับดูแล ได้มีการประสานรวมให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างเพียงพอ มิฉะนั้นแล้ว การยุบรวมก็ไม่ควรจะเกิดขึ้น และควรจะใช้รูปแบบของการสร้างความร่วมมือให้เกิดขึ้นสูงสุด (OPTIMAL CO-OPERATION) ระหว่าง 2 องค์กร (เช่น กสช. และ กทช.) น่าจะเหมาะสมกว่า

หากนำกรอบแนวคิดดังกล่าวมาใช้วิเคราะห์สถานการณ์ในประเทศไทย จะเห็นได้ว่ามีทั้งความเหมือนและความต่างใน 3 มิติแห่งการกำกับดูแล ซึ่งในความเหมือนก็ยังมีความต่างและเหลื่อมเงาอันซับซ้อนยิ่งในการกำกับดูแลปรากฏอยู่ด้วยดังนี้

วัตถุประสงค์ในการกำกับดูแล

ในส่วนของวัตถุประสงค์ในการกำกับดูแล กสช. และ กทช. น่าจะมีสิ่งที่ร่วมกันในประเด็นดังต่อไปนี้

1. การแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม

2. การเข้าถึงเครือข่ายการสื่อสาร (ทั้งวิทยุ-โทรทัศน์และโทรคมนาคม) และการกระจายเครือข่ายผ่านเทคโนโลยีในรูปแบบต่างๆ ของผู้ประกอบการและผู้บริโภค

3. บริการที่ทั่วถ้วนและทั่วถึงทั้งในเชิงราคา คุณภาพของบริการ และพื้นที่ภูมิศาสตร์

4. การจัดสรรคลื่นความถี่เพื่อประโยชน์แห่งสาธารณะ (ตามเจตนารมณ์ของมาตรา 40 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540)

สำหรับส่วนที่แตกต่างจะเป็นประเด็นที่สะท้อนถึงลักษณะเฉพาะตัวของสื่อวิทยุ-โทรทัศน์ เช่น

5. การสร้างความหลากหลายในข้อมูล ข่าวสาร และความคิดเห็น

6. การให้พื้นที่และความคุ้มครองสำหรับเสรีภาพในการแสดงออก

7. การสร้างสรรค์เนื้อหาที่มีคุณภาพและอรรถประโยชน์

8. การปกป้องผู้เยาว์จากเนื้อหาที่เป็นอันตรายหรือมีความเสี่ยง

หลายคนที่สนับสนุนแนวคิดในการยุบรวม กสช. กับ กทช. ก็อาจจะมองว่า การยุบรวมไม่ได้กระทบวัตถุประสงค์ที่แตกต่างแต่อย่างใด เพราะในโครงสร้างของ กสทช. (ชื่อของหน่วยงานหลังการยุบรวมแล้ว) ก็จะมีทั้งสำนักกำกับดูแลเนื้อหา และคณะกรรมการกำกับดูแลเนื้อหา คอยดูแลในเรื่องของเนื้อหา แต่ถ้าพิจารณาในเบื้องลึกจะเห็นว่า การบรรลุวัตถุประสงค์ในข้อ 5-8 ได้ จำเป็นต้องอาศัยการปฏิรูปในระดับโครงสร้างใหญ่ มากกว่าการอาศัยเพียงการดำเนินการในภาคส่วนปลีกย่อย ของการกำกับดูแล

ตัวอย่างเช่น ในกรณีของการสร้างความหลากหลายในข้อมูลข่าวสารและความคิดเห็น มิติของความหลากหลาย มีทั้งในระดับของการแพร่ภาพและกระจายเสียงของสื่อ (เช่น ระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค ระดับชาติ) รูปแบบของเนื้อหา (GENRE) (เช่น สารคดี ละคร ข่าว รายการปกิณกะ เป็นต้น) ความสนใจเฉพาะกลุ่มต่างๆ ในสังคมที่อาจถูกแบ่งแยกด้วยเพศ เชื้อชาติ ศาสนา ความฝักใฝ่ทางการเมือง

การจะสร้างความหลากหลายให้เกิดขึ้นจริงในมิติดังกล่าว ย่อมต้องอาศัยการปฏิรูปโครงสร้าง ผ่านนโยบายในการจัดสรรคลื่นความถี่ ให้กระจายไปสู่คนกลุ่มต่างๆ ในสังคมอย่างกว้างขวาง ซึ่งจากสภาวะที่เห็นอยู่ของการกระจายคลื่นความถี่ในปัจจุบัน จะเห็นว่าถูกผูกขาดอยู่ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานของรัฐเพียงไม่กี่หน่วยงานดังปรากฏในตารางข้างล่าง

ตารางแสดงรายชื่อหน่วยงานที่เป็นเจ้าของสถานีวิทยุ

ลำดับ รายชื่อหน่วยงาน จำนวนสถานี

1 กรมประชาสัมพันธ์ 145

2 กองทัพบก 128

3 กองทัพเรือ 21

4 กองทัพอากาศ 36

5 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 44

6 องค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย 62

7 รัฐสภา 16

8 อื่นๆ 71

รวม 523

ตารางแสดงรายชื่อหน่วยงานที่เป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์

ลำดับ รายชื่อหน่วยงาน จำนวนสถานี

1 กรมประชาสัมพันธ์ 9

2 กองทัพบก 2

3 องค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย 5

4 สำนักนายกรัฐมนตรี 1

รวม 17

(บทความนี้จะมีบทจบในตอนหน้า)


ทำไมจึงไม่ควรยุบรวม กสช.กับกทช.(จบ)

ร้อยแปดวิถีทัศน์ : พิรงรอง รามสูต รณะนันทน์  กรุงเทพธุรกิจ  วันศุกร์ที่ 06 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

หน่วยงานที่ครอบครองกรรมสิทธิ์ของคลื่นความถี่วิทยุ-โทรทัศน์มาแต่อดีต ต่างก็เป็นผู้ที่สะสมอำนาจมายาวนาน ในการผูกขาดการกระจายข้อมูลข่าวสารในสังคมไทย การจะเข้าไปยึดคลื่นจากการถือครองของหน่วยงานเหล่านี้ มาจัดสรรเสียใหม่ เพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวไปแล้ว จำเป็นต้องอาศัยผู้ที่ไม่ได้มีเพียงความเชี่ยวชาญ แต่ต้องมีอุดมการณ์อันชัดเจน ในการปฏิรูปสื่อ ทว่าโครงสร้างที่คณะกรรมาธิการได้นำเสนอมานั้น กลับมีผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยุและโทรทัศน์เพียง 2 คน ซึ่งไม่น่าจะเพียงพอสำหรับภาระอันใหญ่หลวงนี้

นอกจากนี้ในข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ ยังเน้นย้ำถึงประเด็นเกี่ยวกับเทคโนโลยีและเศรษฐกิจเป็นสำคัญ โดยกล่าวถึงประโยชน์ที่พึงได้รับจากการหลอมรวมองค์กรกำกับดูแลว่าจะนำไปสู่การแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรม และให้บริการแก่ผู้บริโภคได้ดีกว่า แต่วัตถุประสงค์อันเกี่ยวเนื่องกับบทบาททางสังคมของสื่อ เช่น การสร้างพลเมืองที่รู้เท่าทัน การมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านการตรวจสอบของสื่อกลับถูกละเลยมองข้ามไป โดยไม่มีปรากฏในส่วนใดเลยของข้อเสนอดังกล่าว

หากพิจารณาตามตรรกะแห่งการหลอมรวมเทคโนโลยี เนื้อหาก็คือกระแสข้อมูลที่เก็บไว้ในรูปแบบดิจิทัล ซึ่งสามารถจะไหลเวียนไปมาในเครือข่ายที่มีการหลอมรวมแล้วโดยไม่จำกัดพรมแดนและเทคโนโลยีที่นำพาเนื้อหาไปสู่ผู้รับ แต่ในความเป็นจริง เนื้อหาที่นำเสนอผ่านบริการโทรคมนาคมและบริการแพร่ภาพกระจายเสียง มีลักษณะอันแตกต่างกันอย่างชัดเจนอย่างน้อย 2 เรื่อง คือ 1) อาณาเขตอำนาจในการกำกับดูแล และ 2) การต้องอาศัยตัวกลาง (mediator) ในการแพร่กระจายเนื้อหา

ในส่วนของการแพร่ภาพและกระจายเสียง อาณาเขตอำนาจในการกำกับดูแลจะเป็นในระดับประเทศ โดยจะมีหน่วยงานเฉพาะที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อหน้าที่ดังกล่าว ขณะที่ในส่วนของโทรคมนาคม จะไม่มีแนวคิดในการกำกับดูแลเนื้อหามาก่อน จนกระทั่งเกิดบริการเนื้อหาผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งเขตอำนาจในการกำกับดูแลในความเป็นจริงก็คือ สากลประเทศที่เครือข่ายแห่งเครือข่ายนี้ครอบคลุมถึง แม้หลายประเทศรวมถึงประเทศไทยจะพยายามออกมาตรการต่างๆ ในการกำกับดูแลเนื้อหาอินเทอร์เน็ต แต่ผลในทางปฏิบัติก็จะทำได้เฉพาะในปริมณฑลของประเทศตนเท่านั้น

อย่างไรก็ดี จากการศึกษาของหลายๆ สถาบันที่ศึกษาสื่อในต่างประเทศ ต่างก็ได้ข้อสรุปที่ใกล้เคียงกันว่า การกำกับดูแลเนื้อหาอินเทอร์เน็ตที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากที่สุดคือ การกำกับดูแลตนเอง (self-regulation) การเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับธรรมชาติของอินเทอร์เน็ตซึ่งมีพลวัตสูง และผู้ใช้คือผู้ควบคุมเนื้อหาตัวจริง

แนวทางปฏิบัติในการกำกับดูแล

เนื่องจากเรายังไม่เคยมี กสช.ปฏิบัติหน้าที่ ขณะที่ กทช. 7 คน ได้รับการสรรหาและเริ่มงานตั้งแต่ปี พ.ศ.2547 จึงทำให้ขาดข้อมูลที่จะวิเคราะห์ว่า กสช. และ กทช. จะมีแนวทางในทางการปฏิบัติงาน ที่สามารถบูรณาการเข้าด้วยกันได้หรือไม่เพียงใด

ในกรณีของ กทช. ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์จากหนึ่งในคณะกรรมาธิการ ที่เสนอให้มีการยุบรวม กสช./กทช. ว่า มักจะ “ใส่เกียร์ว่าง” ต่อประเด็นการกำกับดูแลต่างๆ ซึ่งก็รวมไปถึงปัญหาข้อพิพาทระหว่างบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) กับดีแทคและทรูมูฟ เมื่อไม่นานมานี้ เกี่ยวกับการจ่ายค่าเชื่อมต่อโครงข่ายที่มีการเลือกปฏิบัติ โดยทีโอที ซึ่งเป็นเจ้าของสัมปทานโทรศัพท์มือถือมาดั้งเดิม ทำให้ดีแทค และทรูมูฟต้องจ่ายค่าเชื่อมต่อดังกล่าวแพงกว่าเอไอเอส ซึ่งเป็นคู่สัญญากับทีโอที

ในกรณีดังกล่าว กทช. ไม่สามารถไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่าง 2 ฝ่าย เพื่อจัดระเบียบสิทธิประโยชน์ และสถานภาพในการแข่งขันของผู้ให้บริการให้เกิดความเท่าเทียมได้ จนดีแทคและทรูมูฟต้องไปฟ้องต่อศาลปกครองในที่สุด

นอกจากนี้ ขอบเขตของการกำกับดูแลของ กทช. จะจำกัดอยู่เฉพาะโครงข่ายและเครือข่ายโทรคมนาคมต่างๆ จะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่ไหลเวียนอยู่ในเครือข่าย โดยจะเห็นได้ชัดเจนว่าบทบาทดังกล่าวเป็นของกระทรวงไอซีที ที่มีหน่วยงานเฉพาะดูแลในเรื่องของการบล็อกเวบไซต์

แม้แนวทางการปฏิบัติงานของ กทช. อาจจะไม่เข้าตากรรมการในคณะกรรมาธิการ และคงไม่เป็นรูปแบบที่พึงปรารถนานักสำหรับ กสช. (ซึ่งยังไม่เกิด) แต่เหตุดังกล่าวก็ไม่ควรจะเป็นเหตุผลอันชอบธรรมที่จะยุบ กทช. ไปโดยแอบอ้างว่าต้องยุบรวมเพื่อสนองต่อการหลอมรวมสื่อ (convergence) การยุบ กทช. ไปรวมกับ กสช. ไม่ได้ตอบโจทย์การใส่เกียร์ว่างของ กทช. ตามที่ถูกติติงไว้แต่อย่างใด

คำถามที่ 2 เหตุใดประเทศไทยจึงน่าจะเป็นข้อยกเว้นต่อการยุบรวมองค์กรกำกับดูแลวิทยุ-โทรทัศน์ และโทรคมนาคม

แม้แนวโน้มในหลายๆ ประเทศ จะเป็นไปในทิศทางของหน่วยงานกำกับดูแลแบบหลอมรวมสื่อ แต่หากพิจารณาอย่างละเอียดจะเห็นว่า ประเทศเหล่านี้หลายๆ ประเทศ มีลักษณะร่วมกันอีกหลายประการที่คณะกรรมาธิการไม่ได้พูดถึง กล่าวคือ ในภาคโทรคมนาคม มีการบรรลุถึงบริการที่ทั่วถึงและทั่วถ้วน (universal service) แล้วทั้งในเชิงราคา คุณภาพบริการ และพื้นที่ที่ครอบคลุม อีกทั้งมีการปฏิรูประบบโทรคมนาคม (telecommunication reform) ที่ทำให้มีการแข่งขันภายใต้กติกาที่เสรีและเป็นธรรม มีการกำกับดูแลให้ผู้ประกอบการดำเนินการอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้

ส่วนในภาควิทยุและโทรทัศน์ก็มีเสรีภาพในการแสดงออกสูง มีความหลากหลายทางข้อมูลข่าวสาร มีการนำเสนอเนื้อหาที่มีคุณภาพ ที่จรรโลงการเรียนรู้และรสนิยมอันดีของประชาชน มีการจัดเรทติ้งเนื้อหาที่มีการแบ่งช่วงเวลาในการนำเสนอชัดเจน เพื่อปกป้องผู้เยาว์ เพราะฉะนั้นการจะจัดองค์กรกำกับดูแลแบบหลอมรวมสื่อ จึงเป็นเรื่องที่ไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไรนัก เพราะสภาวะในทั้งสองภาคส่วนค่อนข้างจะดำเนินไปอย่างราบรื่น มีประสิทธิภาพอยู่แล้ว การรวมกันจึงเป็นไปเพื่อความสะดวกมากกว่าอย่างอื่น

อย่างไรก็ดี ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ ก็ไม่ได้ยกตัวอย่างเพียงประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้าดังกล่าวไปข้างต้นเท่านั้น ยังได้ยกตัวอย่างของประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์มาประกอบด้วย ซึ่งจากทัศนะของผู้เขียนเห็นว่าเป็นตัวอย่างที่สุดขั้ว (extreme) จริงๆ เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศนี้ แทบจะเรียกได้ว่าบทบาทของสื่อมวลชนในเชิงสังคมและการเมืองแทบจะไม่มีเลย

จะเห็นได้ว่าสถานการณ์และสถานภาพของเราแตกต่างจากทั้ง 2 กลุ่ม ตัวอย่างที่คณะกรรมาธิการยกมาให้เห็นอย่างมาก อาจจะไม่เป็นการกล่าวเกินจริงว่า ความขัดแย้งและวิกฤติทางการเมืองที่สังคมไทยกำลังประสบอยู่ในปัจจุบัน เป็นผลมาจากการที่ประชาชนขาดความรู้เท่าทันในเชิงข้อมูลข่าวสาร และการที่สื่อมวลชน โดยเฉพาะวิทยุ-โทรทัศน์ กระจุกตัวอยู่ภายใต้โครงสร้างทางอำนาจที่สืบทอดมายาวนาน จนหลงลืมไปว่าการผลิตเนื้อหาเพื่อประโยชน์สาธารณะ (public interest) เป็นอย่างไร

แม้ กสช. จะเป็นเพียงจิ๊กซอว์หนึ่งในการปฏิรูปสื่อ ซึ่งยังต้องอาศัยสาระ (substance) ในทางกฎหมายและการเคลื่อนไหว (movement) อื่นๆ อีกมากมายให้บรรลุผล แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า กสช. เป็นจิ๊กซอว์สำคัญ ของโครงสร้างสื่อสารมวลชนไทยหลังการปฏิรูปสื่อ หากต้องถูกยุบกลืนเข้าไปภายใต้วาทกรรมแห่งเศรษฐศาสตร์และเทคโนโลยี ก็คงเป็นที่แน่นอนว่า สิทธิในการสื่อสารของคนไทยคงจะเป็นเพียงภาพลวงตาต่อไป