หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
คาถาปราบคอร์รัปชัน เวอร์ชั่นนักเศรษฐศาสตร์

หน้าต่างความคิด : เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์  กรุงเทพธุรกิจ  วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2550

นักเศรษฐศาสตร์ให้ความสนใจกับปัญหาคอร์รัปชันมานานแล้ว มีงานวิจัยจำนวนมาก ที่ศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจของการคอร์รัปชัน ปัจจัยที่มีผลต่อระดับการคอร์รัปชัน และวิธีการลดปัญหาคอร์รัปชัน เรียกได้ว่าองค์ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องนี้ตกผลึกไปมากพอสมควร

มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งประมาณเอาไว้ว่า เมื่อระดับการคอร์รัปชันเพิ่มขึ้นหนึ่งเปอร์เซ็นต์ จะส่งผลให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจลดลง 0.72 เปอร์เซ็นต์ ดูแล้วอาจจะคิดว่าเป็นตัวเลขแค่นิดเดียว แต่หากลองตีค่าเป็นตัวเงินแล้ว จะเห็นว่าไม่ได้น้อยอย่างที่เห็น

ข้อมูลจากเวบไซต์ของธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า GDP ของไทยในปี 2549 มีมูลค่าประมาณ 4 ล้านล้านบาท สมมติว่าเศรษฐกิจขยายตัว 5 เปอร์เซ็นต์ ปีต่อไป GDP ของเราจะเพิ่มขึ้นอีก 2 แสนล้านบาท การคอร์รัปชันจะทำให้ GDP หายไปประมาณ 1,600 ล้านบาทต่อปีเลยทีเดียว

ผลการจัดอันดับความโปร่งใสของประเทศโดยองค์กร Transparency International ในปี 2549 ประเทศคอร์รัปชันน้อยที่สุด มีสามประเทศด้วยกันคือ ฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ นิวซีแลนด์ ตามมาด้วยเดนมาร์ก และสิงคโปร์เป็นลำดับที่สี่และห้า ส่วนประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 63 จากทั้งหมด 163 ประเทศ

ผลการจัดอันดับประเทศที่มีการคอร์รัปชันน้อยที่สุด

อันดับ ประเทศ คะแนน

1 ฟินแลนด์ 9.6

1 ไอซ์แลนด์ 9.6

1 นิวซีแลนด์ 9.6

4 เดนมาร์ก 9.5

5 สิงคโปร์ 9.4

63 ไทย 3.6

ที่มา : Transparency International (www.transparency.org)

หากสังเกตดูอันดับในตารางที่นำมาแสดงจะเห็นว่าทั้งสามประเทศอยู่ในอันดับหนึ่งเหมือนกัน จากนั้นก็กระโดดไปอันดับที่สี่เลย สาเหตุที่ไม่มีอันดับที่สองและสาม เพราะผู้จัดอันดับนับจำนวนประเทศเป็นหลัก ถ้าได้คะแนนที่หนึ่งเท่ากันสามประเทศ ประเทศที่ได้คะแนนรองลงมาก็ควรเป็นประเทศที่สี่

ผลการจัดอันดับนี้บอกอะไรเราได้บ้าง? ประการแรก ประเทศสามอันดับแรกมีชื่อลงท้ายด้วย "แลนด์" เหมือนกัน แต่คงไม่มีใครด่วนสรุปเอาว่า แค่เอา "แลนด์" ไปต่อท้ายแล้วปัญหาจะหมดไป ถ้าชื่อมีผลขนาดนั้น แล้วทำไม "ไทยแลนด์" ถึงได้ร่วงลงไปอยู่ลำดับที่ 63?

ครั้นจะบอกว่าเป็นเพราะตำแหน่งที่ตั้งของประเทศก็ไม่น่าจะใช่ เพราะไม่ใช่มีเฉพาะประเทศจากยุโรปที่ติดอันดับ นิวซีแลนด์และสิงคโปร์ก็ติดอันดับท็อปไฟว์กับเขาเหมือนกัน ในเมื่อใช้ความแตกต่างมาอธิบายไม่ได้ ก็น่าจะลองเปลี่ยนมาดูความเหมือนของประเทศเหล่านี้กันบ้าง

ความเหมือนประการแรก คือประเทศเหล่านี้มีสังคมที่ค่อนข้างสงบสุข ไม่ค่อยมีข่าววัยรุ่นยิงกันตาย ข่าวการก่อการร้าย ประชาชนมีทัศนคติที่เปิดกว้าง มีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกอย่างเสรี (สิงคโปร์อาจเป็นข้อยกเว้น) ทุนทางสังคมเหล่านี้ได้สร้างบรรยากาศทางสังคมที่ดี ส่งผลให้ประชาชนมีทัศนคติในเชิงบวก ความสงบสุขทางสังคมกลายเป็นสิ่งที่มีความหมายอย่างเป็นรูปธรรม สามารถสัมผัสรับรู้ได้ มีภูมิต้านทานต่อความไม่ดีไม่งามที่จะมาบ่อนทำลายรากฐานทางสังคม

ความเหมือนประการต่อมา คือระดับการมีส่วนร่วมทางการเมือง การมีส่วนร่วมทางการเมือง มีความหมายมากกว่าการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง การมีส่วนร่วมทางการเมืองนั้นมีทั้งมิติเชิงปริมาณและมิติเชิงคุณภาพ ประเทศเหล่านี้มีความขัดแย้งทางการเมืองของกลุ่มต่างๆ เหมือนกับประเทศอื่นในโลก เพียงแต่ไม่ค่อยจบลงด้วยความขัดแย้งรุนแรง

หลายคนอาจจะแย้งว่า จะเอาประเทศเหล่านี้มาเปรียบเทียบกับประเทศไทยได้อย่างไร ในเมื่อประเทศเหล่านี้มีการพัฒนาเศรษฐกิจนำหน้าเราไปหลายขุมแล้ว?

ประเด็นที่อยากจะชี้ให้เห็นคือ แม้ในช่วงแรกๆ การขยายตัวทางเศรษฐกิจ อาจเป็นเป้าหมายสำคัญที่สุด แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง พอระดับรายได้ต่อหัวของประชาชนสูงเพียงพอ ประชากรส่วนใหญ่มีความกินดีอยู่ดี การพัฒนาประเทศจะไม่หมกมุ่นอยู่กับการปั่น GDP เท่านั้น การกระจายรายได้ และการยกระดับคุณภาพชีวิตก็มีความสำคัญพอๆ กัน

สังคมเหล่านี้ตระหนักดีว่าการแข่งขันทางเศรษฐกิจแบบเอาเป็นเอาตายเพียงอย่างเดียวเป็นการทำลายทุนทางสังคม นโยบายของรัฐบาลจึงให้น้ำหนักกับคุณภาพการพัฒนา อย่างไรก็ตาม รัฐบาลที่มีกึ๋นพอจะทำแบบนี้ได้ ต้องประกอบไปด้วยทีมงานที่มองการณ์ไกล มีความรู้ความสามารถ และให้น้ำหนักกับผลประโยชน์ส่วนรวม มากกว่าผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นส่วนใหญ่

สังคมที่สงบสุขใช่ว่าจะปราศจากปัญหาอาชญากรรม การโกงกิน เรื่องผิดกฎหมายทั้งหลายเกิดขึ้นได้เหมือนกับที่อื่น ความแตกต่างคือระดับความเข้มข้นในการบังคับใช้กฎหมาย นักการเมืองบ้านเขารับเงินนิดเดียวก็ติดคุกแล้ว เมื่อนักการเมืองยังติดคุกได้ แล้วจะมีใครอีกที่อยู่เหนือกฎหมาย ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายสั่งสมมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ได้กลายเป็นเครื่องมือควบคุมพฤติกรรมของคนในสังคมให้อยู่กับร่องกับรอย

ประเด็นสุดท้าย คือคุณภาพของระบบการศึกษา ประเทศเหล่านี้ขึ้นชื่อมานานแล้วว่าสามารถสร้างประชากรคุณภาพ มีระบบการศึกษาที่สอนให้คนรู้จักคิดวิเคราะห์ ไม่เน้นว่าจะต้องเพิ่มยอดคนจบปริญญาตรี ระดับการศึกษาไม่สำคัญเท่ากับระดับความสามารถในการคิด เมื่อสังคมเต็มไปด้วยคนคุณภาพ การแก้ปัญหาก็เป็นการแก้ปัญหาอย่างมีคุณภาพ การเมืองมีคุณภาพ นโยบายก็มีคุณภาพ แทบไม่มีที่ว่างให้กับการโกงกิน

โดยภาพรวมแล้วมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ คาถาที่ใช้ปราบคอร์รัปชัน คือ "สังคมดี มีส่วนร่วมทางการเมือง รุ่งเรืองรายได้ กฎหมายเข้มข้น สร้างคนคุณภาพ"

พรรคการเมืองไหนสนใจจะเอาคาถานี้ไปใช้ก็ไม่สงวนลิขสิทธิ์นะครับ