|
||||||||||||||
|
สายเหยี่ยวตัวใหม่กับธนาคารโลก
โลกทรรศน์ : อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 27 ฉบับที่ 1401 เมื่อประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช เสนอชื่อ Robert Zoellick ดำรงตำแหน่งประธานคนใหม่ของธนาคารโลก เพื่อแก้ข้อครหาประธานธนาคารโลกคนเก่าเรื่องขึ้นเงินเดือนกิ๊กสาว ประธานาธิบดีบุชกล่าวยืนยันหนักแน่นว่า Zoellick เป็นคนเหมาะสมกับตำแหน่งอันทรงเกียรติและทรงอิทธิพลต่อเศรษฐกิจการเมืองโลก ฝ่ายท่านประธานธนาคารโลกคนใหม่ ซึ่งอดีตเคยทำงานกับบริษัทชั้นนำใน Wall Street กล่าวเช่นกันว่า เขาจะทำงานเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ธนาคารโลกกลับคืนมา เขาพูดถึงด้วยว่า เราต้องมุ่งมั่นไปที่อนาคตและเขาเชื่อว่าวันที่ดีที่สุดของธนาคารโลกจะกลับมา ไม่มีใครสงสัยในความสามารถของทางการบริหารของ Zoellick แต่สงสัยจุดยืนทางการเมือง และเศรษฐกิจของเขา อันพลอยทำให้อดสงสัยบทบาทของธนาคารโลกต่อประเทศยากจนทั้งในอดีต ปัจจุบันและอนาคตไปไม่ได้ ย้อนกลับไปดู ผลงานในอดีตของ Zoellick เขาไม่ใช่คนหน้าใหม่ในการเมืองและนโยบายของรัฐบาลสหรัฐ เขาอาจจะต่างจาก Paul Wolfowitz อดีตประธานธนาคารโลกคนก่อนที่เกี่ยวกับด้านความมั่นคงทางทหารมากกว่า แต่ Zoellick เป็นสมองและจักรกลสำคัญของนโยบายเปิดเสรีทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐมากกว่า เมื่อดูให้ลึกไปกว่านั้น เขาคือ สายเหยี่ยวทางเศรษฐกิจที่ผนึกผลประโยชน์ของรัฐบาลสหรัฐ และบรรษัทขนาดใหญ่สหรัฐ ในเวทีเศรษฐกิจการเมืองโลก แล้วนโยบายของเขาจะเอื้อประโยชน์อะไรต่อคนยากคนจน ในประเทศกำลังพัฒนา ในอุ้งมือของธนาคารโลกยุคที่เขาเป็นผู้นำสูงสุดได้อย่างไร เราน่าจะย้อนกลับไปดู ภูมิหลัง ตัวตนและผลงานของ Zoellick ให้ดี Zoellick มีผลงานอันโดดเด่นด้านนโยบายเศรษฐกิจ และด้านกิจการระหว่างประเทศในรัฐบาลพรรครีพับลิกัน มาตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1980 ช่วงการบริหารประเทศในเทอมที่ 2 ของประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน Zoellick ซึ่งเริ่มต้นอาชีพเป็นนักกฎหมายที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยพิเศษที่กระทรวงการคลังสหรัฐ ระหว่างการบริหารภายใต้รัฐบาลประธานาธิบดี จอร์จ บุช ผู้พ่อ Zoellick กลายเป็นผู้มีบทบาทสำคัญ ในการปรับเปลี่ยนโยบายเศรษฐกิจหลังยุคสงครามเย็น โดยดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่อาวุโสทั้งของกระทรวงการคลัง และกระทรวงต่างประเทศและที่ปรึกษาส่วนตัวของประธานาธิบดี จอร์จ บุช ซีเนียร์ ในยุคนั้น ผลงานของเขาคือ เป็นผู้ผลักดันข้อตกลง North America Free Trade Agreement-NAFTA ช่วงสำคัญของการเจรจากับประเทศเม็กซิโก เขาเป็นผู้ช่วยพิเศษของประธานาธิบดี บุช ซีเนียร์ เจรจากับประธานาธิบดีเม็กซิโก Carlos Salinas de Gortiri จนประสบความสำเร็จ ผลที่ตามมาคือ นโยบายต่างประเทศสหรัฐในทศวรรษ 1990 เน้นไปที่นโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศมากขึ้น ระหว่างนั้น เป็นผู้ผลักดันสำคัญให้เกิดการเจรจา Asia Pacific economic Cooperation หรือ APEC ด้วยการยอมรับในความสำเร็จ ของการทำงานด้านการค้าและการเจรจาระหว่างประเทศ Zoellick ได้รับรางวัลด้านการทำงานโดดเด่นที่สุดอันเป็นรางวัลเกียรติยศสูงสุดของกระทรวงต่างประเทศ ระหว่างการทำงานในรัฐบาล โรนัลด์ เรแกน, จอร์จ บุช ซีเนียร์ เขามีความใกล้ชิดกับครอบครัวบุช เขาเป็นที่ปรึกษาของ จอร์จ บุช คนลูกสมัยเป็นผู้ว่าการรัฐเท็กซัส และดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการต่างประเทศของบุชคนลูก ระหว่างหาเสียงชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดี ผลงานอื่นๆ ที่น่าสนใจของเขายังมีอีกมากมายได้แก่ เขามีบทบาทมากในฐานะตัวแทนของผู้แทนการค้าสหรัฐ หรือชื่อที่เป็นทางการคือ United State Trade Representative-USTR โดยเขามีส่วนในการใช้ USTR รณรงค์กดดันให้ประเทศกำลังพัฒนาเปิดตลาดการค้าเพื่อสินค้าและบริการแก่บริษัทธุรกิจสหรัฐ เขามีส่วนอย่างมากในการช่วยให้จีนและไต้หวันเข้าเป็นสมาชิกของ World Trade Organization-WTO เขาเป็นผู้ผลักดันนโยบายเสรีนิยมใหม่ให้ประเทศกำลังพัฒนาเปิดเสรีตลาดการค้า บริการและการลงทุน ซึ่งนโยบายดังกล่าวถูกวิจารณ์ว่าสร้างความเสียหายให้กับประเทศที่ยากจน เขามักวิจารณ์อยู่เนืองๆ ต่อรัฐบาลของประเทศยากจนหลายประเทศที่ต่อต้านกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐ ซึ่งทำให้ยาของบริษัทยาสหรัฐมีราคาแพงจนประเทศยากจนไม่สามารถซื้อยาในราคาถูกได้ เขาเป็นผู้ที่ผลักดันการเจรจาทวิภาคี จนทำให้เกิดความยากลำบากในการเข้าถึง "ยาพื้นบ้าน" ของคนยากจนนับล้านๆ คน ตัวอย่างของชั้นเชิงการเจรจาให้คนจนซื้อยาพื้นบ้านไม่ได้คือ ผู้ป่วยโรคเอดส์เกือบทั้งหมด ต้องหันมาซื้อยาราคาแพงจากบริษัทยาชั้นนำ แทนที่จะซื้อ "ยาพื้นบ้าน" มีคนจำนวนมากโดยเฉพาะจากประเทศยากจนโจมตีว่า Zoellick เป็นเพื่อนใกล้ชิดของบริษัทผู้ผลิตยา ถูกต้องแล้วแต่เขาเป็นมากกว่านั้น เขาทำงานโดยตรงในตำแหน่งสูงๆกับกลุ่มบริษัทธุรกิจชั้นนำสหรัฐ รวมทั้งเคยทำงานบริหารที่บริษัท Goldman Sachs ก่อนเข้าร่วมงานรัฐบาลประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ในตำแหน่งผู้แทนการค้าสหรัฐ Zoellick ดำรงตำแหน่งกรรมการที่ปรึกษาบริษัทพลังงาน Enron Corporation และยังดำรงตำแหน่งบริษัททางด้านการเงินชั้นนำอีกหลายบริษัทในวอลล์ สตรีต ทั้ง Goldman Sachs และ Alliance Capital เป็นต้น จากประวัติและผลงานทั้งอดีตและปัจจุบัน ไม่เป็นที่ประหลาดใจว่า เขาเป็นตัวจักรสำคัญ ในการผลักดันนโยบายเปิดเสรีทางการค้า และการลงทุนในประเทศกำลังพัฒนา ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา เขาเป็นทั้งสมองและผู้เจรจาตัวยงให้ข้อตกลงและการเจรจาการค้าโลกทั้ง NAFTA และ APEC เกิดขึ้น เป็นผู้ผลักดันให้จีนและไต้หวันเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก ที่สำคัญ เขาเป็นหัวขบวนคณะผู้แทนทางการค้าสหรัฐ ในการกดดันให้ประเทศต่างๆ ยอมตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ดังนั้น เขาจึงเป็นผู้นิยมแนวคิดเสรีนิยมใหม่ และตอบสนองผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจทั้งของรัฐบาลสหรัฐและบริษัทธุรกิจเอกชนรายใหญ่สหรัฐ ทั้งพลังงาน การเงิน บริษัทผู้ผลิตยารายใหญ่ เขาคือ เหยี่ยวตัวใหญ่ของระบบทุนนิยมโลกที่สยายปีกเข้ามาในธนาคารโลก เขาเป็นมหามิตรกับบริษัทผู้ผลิตยา ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานและกลุ่มทุนการเงินของสหรัฐ ดังนั้น เขามักถูกตั้งคำถาม และการโจมตีจากกลุ่มเคลื่อนไหวทางด้านสังคม และองค์กรพัฒนาที่มีประสบการณ์อันขมขื่นจากธนาคารโลกมาโดยตลอด ทั้งความเป็นตัวแทนผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความชอบธรรมในตำแหน่งบริหารในธนาคารโลก มีการสำรวจความคิดเห็นจาก Center For Global Development หน่วยงานThink Tank ด้านการพัฒนาระหว่างประเทศ เกี่ยวกับการเสนอชื่อ Zoellick เป็นประธานธนาคารโลกว่า ร้อยละ 85 ของผู้ตอบแบบสอบถามไม่เห็นด้วยอย่างมาก ต่อบทบาทของสหรัฐ ที่เสนอชื่อผู้สมัครคนเดียว หลังจากมีการปรึกษาอย่างไม่เป็นทางการกับกรรมการธนาคารโลก หน่วยงานด้านการพัฒนา องค์กรพัฒนาเอกชนนานาชาติ นักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย หรือแม้แต่ เจ้าหน้าที่ของธนาคารโลกเสนอว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องปฏิรูประบบการสรรหาประธานธนาคารโลกใหม่หมด เพื่อลดอิทธิพลของรัฐบาลสหรัฐต่อธนาคารโลกลง ผลประโยชน์เป็นที่ประจักษ์ คือ หัวจักรของการเปิดเสรีการค้าและการลงทุนเพื่อสนองความต้องการของรัฐบาล และกลุ่มบริษัทธุรกิจสหรัฐมานานตลอดสองทศวรรษ เขาไม่เคยมีผลงานเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศยากจน ซึ่งเป็นทั้งลูกค้าหลักและผู้รับผลการพัฒนาจากธนาคารโลก อาจจะมีหลายฝ่ายมองโลกในแง่ดีว่า เขายังขาดประสบการณ์ในฐานะนักพัฒนาแก่คนยากคนจน ควรให้โอกาสเขาบ้าง หากทว่า ผลงานระดับรางวัลเหรียญทองฝั่งเพชรของผู้ภักดีและมือทำงานของระบบเสรีนิยมใหม่ เราควรมองจากความเป็นจริงว่า เขาคือ เหยี่ยวตัวใหม่ เหยี่ยวของระบบทุนนิยมอเมริกันผู้ช่ำชองมากกว่า หน้า 38
|