|
||||||||||||||
|
คดีประวัติศาสตร์
:
คดีหมิ่นศาสนาประจำบ้านเมือง
คนแคระบนบ่ายักษ์ : แพทย์ พิจิตร มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 27 ฉบับที่ 1401 การตัดสินคดีที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์ตะวันตกมีอยู่สองคดี คดีแรกคือคดีของโสกราติสที่มีการพิพากษาตัดสินในปี 399 ก่อนคริสตกาล ส่วนคดีที่สองคือ คดีของพระเยซูในช่วงราวปี ค.ศ.29-36 (ซึ่งยังไม่ทราบชัดว่าเป็นช่วงเวลาใดแน่!) คนส่วนใหญ่ในบ้านเราย่อมได้ยินเรื่องราวการตายของพระเยซูมากกว่าของโสกราติส และคนส่วนใหญ่ก็คงจะทราบว่า พระเยซูถึงลงโทษตรึงกางเขนด้วยสาเหตุอะไร แต่อย่างไรก็ตาม จะขอเล่าเรื่องคดีของพระองค์ท่านในที่นี้อีกครั้งหนึ่ง พระเยซูถูกตั้งข้อกล่าวหาจากศาลนักบวชในศาสนายิวของชุมชนเมืองว่า แอบอ้างเป็นบุตรของพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งพระเยซูก็ตอบว่า พวกนักบวชเหล่านั้นเป็นคนกล่าวว่าท่านเป็น ประดานักบวชเหล่านั้นจึงตัดสินลงโทษพระเยซู ในข้อหาหมิ่นศาสนา หรือหมิ่นพระผู้เป็นเจ้า และส่งตัวพระเยซูให้กับผู้ว่าราชการที่ทางกรุงโรมส่งมาปกครอง ในฐานะที่ชุมชนนั้นเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิโรมัน โดยกล่าวหาว่า พระเยซูก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยขึ้น ในหมู่ผู้คนในเมืองนั้น โดยกล่าวอ้างว่าเป็นกษัตริย์แห่งชาวยิว ซึ่งเข้าข่ายเป็นกบฏต่อการปกครองของจักรวรรดิโรมัน เมื่อพระเยซูขึ้นให้การต่อหน้าผู้ปกครองโรมัน เมื่อถูกถามว่า "ท่านเป็นกษัตริย์ของชาวยิวหรือ?" พระองค์ทรงตอบว่า "เป็นก็ตามที่ท่านกล่าว" ซึ่งตัวผู้ปกครองโรมันนั้นมีความเห็นส่วนตัวว่า พระเยซูมิได้ทำผิดที่เป็นปฏิปักษ์ต่อโรม แต่เนื่องจากในช่วงเทศกาลพิธีกรรมของชาวยิวที่ผู้ปกครองโรมันสามารถปล่อยตัวนักโทษได้ โดยเสนอให้ฝูงชนในเมืองเลือกที่จะปล่อยตัวใครคนใดคนหนึ่งระหว่างพระเยซูหรือบารับบาสผู้เป็นนักโทษร้ายที่ก่อความวุ่นวาย ฝูงชนเลือกที่จะให้ผู้ว่าโรมันปล่อยตัวบารับบาส และให้ตรึงกางเขนพระเยซู สรุปความได้ว่า พระเยซูถูกกล่าวหาว่า หมิ่นศาสนา-พระเจ้าของชาวยิว และต่อจากหมิ่นศาสนา ก็เจอข้อหาก่อความวุ่นวายเป็นกบฏต่อบ้านเมือง! และชาวยิวในเมืองก็เลือกที่จะตรึงกางเขนพระเยซูให้ตายไป ส่วนคดีของโสกราติสเป็นคดีที่เกิดขึ้นก่อนหน้าพระเยซูประมาณสามร้อยกว่าปี เขาถูกกล่าวหาว่า ไม่เคารพนับถือเทพเจ้าแห่งเอเธนส์ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ หมิ่นเทพเจ้าหรือหมิ่นศาสนาประจำบ้านประจำเมือง ของชาวเอเธนส์นั่นเอง และแถมยังไปเผยแพร่ความเชื่อในเทพเจ้าอะไรก็ไม่มีใครรู้จัก คล้ายจะไปตั้งลัทธิความเชื่ออะไรที่แปลกประหลาดไปจากที่ชาวเอเธนส์รู้จักนับถืออยู่ ส่วนอีกข้อหนึ่งที่ตามมาก็คือ มอมเมาเยาวชนหรือทำให้เยาวชนเอเธนส์เสียคนมีพฤติกรรมเบี่ยงเบน จากจารีตประเพณีอันดีงามของบ้านของเมือง โสกราติสจึงถูกนำตัวขึ้นศาลประชาชน เพื่อพิจารณาคดีตัดสินข้อกล่าวสองข้อที่ว่านี้ ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นผู้พิพากษาในศาลประชาชนของเอเธนส์ก็คือ พลเมืองเอเธนส์นั่นเอง และด้วยหลักการประชาธิปไตยทางตรงของเอเธนส์ ก็ใช้วิธีการจับฉลากพลเมืองจำนวนห้าร้อยคน ขึ้นมาเป็นคณะตุลาการในคดีนี้ โสกราติสแก้ต่างข้อกล่าวหาดังกล่าวด้วยตัวเขาเอง อันเป็นที่มาของบทสนทนาที่ชื่อ Apology (หรือที่แปลเป็นไทยว่า "คำแก้ต่างของโสกราติส") ที่ทั้งเพลโตและเซโนฟอนได้เขียนขึ้นเพื่อเล่าเรื่องเหตุการณ์ในศาลประชาชน และเล่าถึงข้อแก้ต่างที่โสกราติสโต้ตอบต่อหน้าศาลประชาชนถึงข้อกล่าวหาดังกล่าว ซึ่งไปๆ มาๆ โสกราติสดูเหมือนจะไม่ได้แก้ต่างแก้ตัว แต่กลับตั้งคำถามย้อนกลับไปที่ตัวข้อกล่าวหาและผู้กล่าวหาเขา และอาจกล่าวได้ว่า เขากลับตั้งคำถามที่ท้าทายมหาชนเอเธนส์เสียด้วยซ้ำ ขณะเดียวกัน เขาก็ยอมรับว่า เขาได้ยินเสียงหรือได้รับการสื่อสารจากเทพเจ้าให้เขาตั้งคิดและตั้งสติในการกระทำใดๆ ของเขา และรวมทั้งได้รับแรงบันดาลใจให้มุ่งแสวงหาที่สุดของปัญญาความรู้ในเรื่องสำคัญๆ สำหรับการดำเนินชีวิตตัวเขาในฐานะที่เป็นมนุษย์ หลังจากโสกราติสได้ให้การในศาลเป็นเวลาสามชั่วโมง ในที่สุด ศาลประชาชนจำนวนห้าร้อยก็ทำการตัดสิน เสียงส่วนใหญ่จำนวน 280 ตัดสินว่าโสกราติสผิดตามข้อกล่าวหา ส่วนที่เห็นว่าควรปล่อยตัวไปมีจำนวน 220 คน แม้ว่าจะมีกระบวนการลงโทษต่อคดีดังกล่าวนี้หลายทาง เช่น ประหารชีวิต ปรับหรือเนรเทศ แต่กระนั้น โสกราติสก็กลับท้าทายศาลอีก จนในที่สุด ศาลก็ตัดสินลงโทษให้ประหารชีวิตเขาด้วยการให้ดื่มน้ำเฮมล็อกซึ่งเป็นยาพิษชนิดหนึ่งทำจากพิษงูผสมไวน์ จากคดีประวัติศาสตร์ทั้งสองของโสกราติสและพระเยซู เราจะพบว่าความเหมือนกันประการหนึ่ง นั่นคือ ทั้งโสกราติสและพระเยซูถูกตั้งข้อหาหมิ่นเทพเจ้าหรือหมิ่นศาสนาของชุมชนหรือบ้านเมืองด้วยกันทั้งคู่ และจากข้อหาหมิ่นศาสนา/เทพเจ้าคู่บ้านคู่เมืองแล้ว ยังถูกข้อหาเป็นภัยสังคมหรือกบฏตามมาทั้งคู่อีกเช่นกัน แต่แน่นอนว่า หากโสกราติสและพระเยซูไม่มีอิทธิพลต่อผู้คนในชุมชน พฤติกรรมความเชื่อของทั้งสองก็คงจะไม่เป็นปัญหา คงจะไม่มีใครเดือดร้อนมากล่าวโทษให้เสียเวลา แต่เป็นเพราะทั้งสองมีอิทธิพลต่อผู้คนในสังคมของตนไม่น้อย โดยเฉพาะในกรณีของพระเยซู การที่ผู้คนเริ่มให้ความสนใจหรือให้ความยอมรับนับถือพระองค์ ย่อมส่งผลกระทบต่อบรรดาพระนักบวชอาวุโส ที่ครองอำนาจในชุมชนนั้นมาอยู่ก่อนหน้าแล้ว เป็นไปได้ว่า กระแสความนิยมในตัวพระเยซู ก่อให้เกิดความอิจฉาริษยาขึ้นมา ในหมู่พระนักบวชเหล่านั้น จึงทำการกล่าวหาหรือหาเรื่อง ขณะเดียวกันก็เป็นไปได้ว่า ความเชื่อและคำสอนของพระเยซูอาจจะไปขัดต่อหลักการความเชื่อของพระนักบวชในศาสนายิวด้วย ส่วนความเชื่อของใครจะดีหรือไม่ดีนั้น ก็ยังไม่ได้มีการพิสูจน์กันอย่างมีเหตุผล อย่างไรก็ตาม สำหรับกรณีของโสกราติสนั้นมีความแตกต่างน่าสงสัยอยู่พอสมควร เพราะเขามีพฤติกรรมความเชื่อมาก่อนหน้าจะโดนฟ้องศาลเป็นเวลานานแล้ว แต่ก็ไม่มีใครคิดจะหาเรื่องฟ้องเขา จนนักวิชาการบางคนลงความเห็นว่า การฟ้องโสกราติสในปี 399 ก่อนคริสตกาลนั้น เป็นเรื่องการเมืองมากกว่าจะเป็นเรื่องหมิ่นศาสนาและมอมเมาเยาวชนจริงๆ ขณะเดียวกันก็ให้น่าสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่า เอเธนส์ซึ่งเป็นนครที่มีชื่อเรื่องเสรีภาพและเป็นประชาธิปไตย ไฉนจึงมามีปัญหากับพฤติกรรมความเชื่อในเรื่องเทพเจ้าของโสกราติส อีกทั้งที่ผ่านมาหลายสิบปี ประชาธิปไตยเอเธนส์ก็ปล่อยให้โสกราติสมีพฤติกรรมความเชื่ออย่างที่เขามีอย่างเสมอต้นเสมอปลายมาโดยตลอดได้ แต่ตัวเลขของตุลาการที่ลงความเห็นตัดสินให้โสกราติสผิดตามข้อกล่าวหาก็มีจำนวนเกินครึ่งไม่มากนัก นั่นคือ 280 ต่อ 220 แสดงให้เห็นว่า ไม่ใช่คนเอเธนส์โดยส่วนใหญ่ที่มีจำนวนมากจะเห็นว่า การกระทำของโสกราติสจะเป็นปัญหาเข้าข่ายหมิ่นศาสนา /เทพเจ้าและมอมเมาเยาวชนจริงๆ และจะว่าไปแล้ว กรณีของโสกราติสก็ยากที่จะตัดสินฟันธงลงไปได้เด็ดขาดชัดเจนว่าการกระทำของเขานั้นหมิ่นศาสนา/เทพเจ้า เราทราบดีว่า โสกราติสตั้งคำถามต่อการนับถือเทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของคนเอเธนส์ โดยเฉพาะจากข้อเขียนที่ชื่อ ยูไทโฟร (Euthyphro) ของเพลโต ที่โสกราติสตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการบวงสรวงเทพเจ้าของผู้คนทั่วไป ถ้าเป็นในปัจจุบันนี้ คนอย่างโสกราติสอาจจะตั้งข้อสงสัยว่า หากมีคนสองคนเป็นศัตรูกัน และต่างก็ไปบนบานต่อพระพรหมหน้าโรงแรมเอราวัณให้ช่วยเขา คำถามก็คือ พระพรหมจะช่วยใคร? บางคนตอบได้เลยทันทีว่า พระพรหมก็ต้องช่วยคนดี ไม่ช่วยคนชั่ว คำถามต่อมาก็คือ คนดีหรือความดีคืออะไร? และถ้าพระพรหมย่อมต้องช่วยคนดี คำถามต่อมาก็คือ ทำไมคนดีต้องไปบนขอความช่วยเหลือจากพระพรหม? ทำไมพระพรหมไม่ช่วยคนดีคนนั้นเสียเลย โดยไม่ต้องไปบนเซ่นไหว้? หรือพระพรหมจะช่วยคนดี ต่อเมื่อคนดีคนนั้นเชื่อและนับถือพระพรหม? สมมุติว่า จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม มีคนดีคนหนึ่งในโลกที่ไม่รู้จักพระพรหม เพราะไม่มีใครเคยบอกเล่าหรือแนะนำให้เขารู้จักพระพรหม พระพรหมจะช่วยคนดีคนนั้นหรือไม่? หรือถ้าพระพรหมจะช่วยเฉพาะคนดีที่นับถือพระองค์ ก็แปลว่า พระองค์จะต้องละเลยคนดีอีกมหาศาลในโลกนี้ ที่ไม่รู้จักพระองค์หรืออย่างไร? หรืออย่างในกรณีของสงครามศาสนา คนสองฝ่ายต่างจับอาวุธเข้าประหัตประหารกัน ในนามของการปกป้องรักษาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนเชื่อ หรือปกป้องศาสนาหรือเทพเจ้าประจำบ้านประจำเมือง ถ้าเป็นเช่นนี้ ในที่สุดแล้ว มันก็ต้องลงเอยด้วยการที่เทพเจ้าหรือพระเจ้าของแต่ละฝ่ายต้องทำสงคราม หรือทะเลาะกันเหมือนอย่างที่เทพเจ้ากรีกโบราณทะเลาะกันหรืออย่างไร? บางทีมันก็เป็นเรื่องดีที่บ้านเราให้เสรีภาพในการนับถือศาสนาและเทพเจ้าต่างๆ เพราะถ้ากำหนดตายตัวเป็นกฎหมายสูงสุด ให้ศาสนาใดศาสนาหนึ่งเป็นศาสนาประจำชาติแล้ว เราจะเอาพระสยามเทวาธิราช และจตุคามรามเทพไปไว้ที่ไหน? คดีหมิ่นศาสนาคงจะเกิดขึ้นตามมาอย่างมากมายโกลาหล เพราะถ้าเกิดตั้งข้อสงสัยว่า อะไรคือพุทธแท้ พุทธไม่แท้? มีการบวชภิกษุณีในประเทศไทยได้หรือไม่? หรือใครเกิดสร้างกระแสพุทธที่เป็นที่นิยมของประชาชน แต่ขัดกับความหมายของพุทธศาสนาประจำชาติที่อยู่ในมือของผู้มีอำนาจตีความ ก็อาจถูกตั้งข้อกล่าวหา ก่อความไม่สงบเรียบร้อยหรือมอมเมาผู้คนตามมาอีกได้ และรุนแรงไปจนถึงข้อหากบฏหรือเป็นปฏิปักษ์ต่อความเป็นชาติไทย จนเกิดการเข่นฆ่าประหัตประหารให้ต้องตายสูญเสียชีวิตกันไปอีกมากมายโดยไม่จำเป็น! ขณะเดียวกัน สังคมก็สามารถลงโทษหรือห้ามลัทธิความเชื่อที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่า จะก่อให้อันตรายต่อชีวิต และความสงบเรียบร้อยของสังคมได้อยู่แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยการบัญญัติให้พุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ ดังเห็นได้จากกรณีของโสกราติส และพระเยซู ในสมัยที่ยังไม่มีชาติเลยด้วยซ้ำ หน้า 41
|