หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ท้องถิ่นในประชาชาติ

นิธิ เอียวศรีวงศ์  มติชนรายสัปดาห์  วันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 27 ฉบับที่ 1401

ถ้าจะสรุปสาเหตุของความไม่สงบในภาคใต้ให้ถึงแก่นของมันจริงๆ ผมคิดว่าอาการแข็งข้อต่อรัฐของประชาชนบางส่วนที่นั่น คือปฏิกิริยาตอบโต้ความเป็นรัฐประชาชาติที่ไม่สมบูรณ์ของประเทศไทยเอง

ผมคิดว่าการทำความเข้าใจในลักษณะนี้สำคัญ และจะช่วยให้เรา "เดินถูกทาง" มากกว่าข้อสรุปว่า ผู้ก่อการเป็นคนจำนวนน้อยมากๆ และคนส่วนใหญ่กว่า 90% ไม่เอาด้วย เพียงแต่กลัวหรือปกป้องญาติมิตรลูกหลานเท่านั้น ฉะนั้น รัฐจึงต้องจัดการกับคนจำนวนน้อยนั้นอย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นการใช้ความรุนแรงตอบโต้อย่างเด็ดขาด, การหาทางเจรจากัน, หรือการออกกฎหมายดึงเอาเขากลับคืนมาสู่รัฐไทยก็ตาม

ไม่ใช่ข้อสรุปอย่างนี้ผิดนะครับ ก็ถูกเหมือนกัน แต่เป็นความถูกระดับปรากฏการณ์เท่านั้น หมายความว่าอ่านเอาจากปรากฏการณ์ความไม่สงบ แล้วก็สร้างทางแก้ปัญหาโดยไม่สนใจล้วงลึกลงไปถึงสาเหตุระดับโครงสร้าง ที่อยู่เบื้องหลังความไม่สงบ

ฉะนั้น สมมติว่าสามารถแก้ปัญหาได้ (ซึ่งผมเชื่อว่าแก้ไม่ได้) ก็ไม่มีทางยั่งยืน อาจแปรผันกลับไปสู่การแข็งข้อด้วยความรุนแรง หรืออื่นๆ อันจะนำความลำบากยากเข็ญมาแก่ประชาชนในพื้นที่อยู่นั่นเอง

คนที่ไม่พอใจความเป็นรัฐประชาชาติไทยในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้นั้น อาจแบ่งได้เป็นสองพวกก็ได้ อย่างที่เขาชอบแบ่งกัน คือกลุ่มคนที่แข็งข้อด้วยวิธีการรุนแรง ซึ่งจะเรียกว่าโจร, ผู้ก่อความไม่สงบ, ผู้ก่อการร้าย, ผู้หลงผิด, กบฏแยกดินแดน ฯลฯ หรืออะไรก็ตามที ประกอบด้วยคนจำนวนไม่มาก (และสถานการณ์เช่นนี้ที่ไหนในโลกไม่ว่าจะเป็นไอร์แลนด์, ลังกา, อาเจะห์ ฯลฯ ก็ล้วนเป็นคนจำนวนไม่มากทั้งนั้น คือไม่ใช่คนส่วนใหญ่) ในเมืองไทยมักประมาณกันตั้งแต่ครึ่งเปอร์เซ็นต์ไปถึง 5% อันเป็นตัวเลขที่ผมไม่รู้เหมือนกันว่าเอามาจากไหน

คนส่วนใหญ่ที่เหลือไม่ต้องการใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือในการแข็งข้อกับรัฐไทย แต่ก็ใช่ว่าเขาชื่นชม หรือสนับสนุนรัฐไทยภายใต้กรอบของความเป็นรัฐประชาชาติที่ไม่สมบูรณ์นี้ มีอะไรต่อมิอะไรที่ทำให้เขารู้สึกว่า เขาไม่อิสรเสรีเท่าเทียมกับคนอื่นๆ ในรัฐประชาชาตินี้เยอะแยะ เช่น

ศาสนาและการปฏิบัติตามศาสนา, อัตลักษณ์ที่แตกต่างทางชาติพันธุ์, ภาษาที่เป็นอุปสรรคขวางกั้นการเข้าถึงอำนาจและบริการของรัฐ จึงรู้สึกว่าได้มาอย่างไม่เท่าเทียมกับคนอื่น, นโยบายของรัฐที่ไม่เคยฟังเสียงของเขา, ความปราศจากเวทีในประชาชาติสำหรับใช้เพื่อการต่อรอง ฯลฯ

แน่นอนครับยังมีคนกลุ่มที่สาม ซึ่งชื่นชมรัฐไทยและพอใจแล้วกับความเป็นรัฐประชาชาติไทยอย่างที่เป็นอยู่ เช่นคนที่ได้ประโยชน์จากโครงสร้างของรัฐทั้งทางตรงและทางอ้อม แต่ผมเชื่อว่าคนส่วนนี้ก็ไม่ใช่คนส่วนใหญ่ เป็นคนจำนวนน้อยที่อาจดำรงตำแหน่งที่เป็น "ทางการ" ทั้งหลาย นับตั้งแต่ ส.ส. ไปจนถึงกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านบางคน, ข้าราชการ และกรรมการอิสลามประจำจังหวัด, พ่อค้า ฯลฯ เป็นต้น

ฉะนั้น ในที่นี้ ผมจึงขอคุยถึงคนเพียงสองกลุ่ม ซึ่งต่างไม่พอใจกับความเป็นรัฐประชาชาติที่ไม่สมบูรณ์ของไทยเท่านั้น

ในแง่นี้ คนส่วนใหญ่ซึ่งไม่ได้เข้าไปร่วมในการแข็งข้อด้วยกำลังอาวุธกับรัฐ จึงสัมพันธ์เชื่อมโยงกับกลุ่มที่ใช้กำลังอาวุธในการแข็งข้อ แต่ไม่ใช่ความสัมพันธ์เชื่อมโยงในลักษณะที่เราควรเรียกว่า "แนวร่วม" เพราะคำนี้มักจะดึงให้เราคิดแต่เฉพาะยุทธศาสตร์ยุทธวิธีทางการทหารเท่านั้น ทั้งๆ ที่ปัญหาอยู่ในระดับโครงสร้าง ไม่ใช่เรื่องของการต่อสู้เอาชนะกันในเชิงยุทธ์

คนส่วนใหญ่เหล่านี้ไม่ต้องการแยกดินแดนออกไปจากรัฐไทย ตรงกันข้าม เขาใช้เวทีของรัฐไทยสำหรับการต่อสู้เรียกร้อง ซึ่งแปลว่าเขาถือตัวว่าเป็นเจ้าของรัฐไทยเหมือนคนอื่นๆ

เขาคือคนที่มาลงคะแนนให้แก่พรรคฝ่ายค้านอย่างท่วมท้นในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ พ.ศ.2548 เพราะเขาไม่ไว้ใจคนที่ถืออำนาจของรัฐไทย คือคนที่ไปล้อมโรงพักตากใบเพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ต้องหา คือคนคลุมหน้าซึ่งไปปิดถนนกีดขวางมิให้เจ้าหน้าที่จับกุมตัวผู้ต้องสงสัย เขาคือคนที่วางเฉยในการต่อสู้ระหว่างรัฐไทยกับผู้แข็งข้อด้วยกำลังอาวุธ

ไม่ว่าจะเป็นการกระทำอะไรที่ดูเหมือนอยู่ตรงข้ามกับฝ่ายบริหาร แต่ก็ล้วนเป็นการต่อสู้บนเวทีของรัฐไทยทั้งสิ้น อยากมีสิทธิ์มีส่วนในการกำหนดชีวิตตนเองในประเทศไทย

ยิ่งในช่วงระยะหลังเมื่อความบีบคั้นทางเศรษฐกิจขับไสให้ชาวบ้านต้องอพยพเข้าไปทำงานในมาเลเซีย สำนึกว่าบ้านคือประเทศไทยของเขาเหล่านี้ดูจะแหลมคมชัดเจนขึ้น

ในมาเลเซีย เขาไม่เรียกตัวเองว่าเป็นชาว "นายู" อีกต่อไป ส่วนหนึ่งก็เพราะเขาไม่ใช่ประชาชนมาเลเซียนเชื้อสายมลายู ส่วนหนึ่งก็เพื่อบอกอัตลักษณ์ของตนเองที่แตกต่าง และอาจจะอีกส่วนหนึ่งเป็นประโยชน์ทางธุรกิจของเขาเองในกรณีที่ขายต้มยำกุ้ง เขาจึงเลือกที่จะเรียกตัวเองว่าเป็นคนไทย

ชาวมลายูมุสลิมที่กลับจากมาเลเซียหลายคนที่ผมเคยคุยด้วย ไม่ได้พอใจต่อการปฏิบัติของทางการมาเลเซียต่อตนเองเลย แน่นอนคนเหล่านี้คือ "ผู้หลบหนีเข้าเมือง" โดยผิดกฎหมาย จึงต้องจำนนต่อการรีดไถของเจ้าหน้าที่ และนักเลงประจำถิ่นในฐานะผู้ผิดกฎหมายเป็นธรรมดา แต่ความคาดหวังการปฏิบัติในฐานะที่เป็น "มลายู" ด้วยกันนั้น ไม่ปรากฏในความเป็นจริงเลย

ไม่แปลกอะไรนะครับในประเทศที่มีคนเชื้อสาย "มลายู" จากอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ หลบหนีหรือเข้ามาในประเทศในฐานะแรงงานขั้นต่ำมากมายอยู่แล้ว

แต่ผมคิดว่าสิ่งที่เขาตระหนักในต่างแดนก็คือ เชื้อชาติมีความสำคัญเป็นรองความเป็นพลเมืองของชาติ จะเป็นมลายูจากไหนก็ไม่สำคัญเท่ากับความเป็นมาเลเซียน แม้จะมีเชื้อสายจีนหรือทมิฬก็ตาม

และนี่คือความประทับใจของเขากับมาเลเซียอย่างมาก หลายคนพูดถึงสิทธิและโอกาสที่เท่าเทียมกัน ของคนที่แตกต่างกันทางเชื้อชาติ อย่างที่เขาพบในมาเลเซีย (ทั้งๆ ที่มาเลเซียยังไม่ได้ให้สิทธิและโอกาสที่เท่าเทียมกันจริง)

น่าประหลาดที่ประสบการณ์ในมาเลเซียไม่เกี่ยวกับศาสนา เท่ากับความเป็นรัฐชาติที่ค่อนไปทางรัฐโลกียวิสัย ผมไม่เคยได้ยินชาวบ้านยกย่องมาเลเซียว่า เคร่งครัดทางศาสนากว่า หรือเป็นช่องทางการศึกษาทางศาสนาชั้นสูง อย่างที่ไม่มีในประเทศไทย ไม่เคยได้ยินแม้แต่ความชื่นชมนโยบายต่อศาสนาอิสลามของรัฐบาลมาเลเซีย ตรงกันข้ามกลับเป็นความชื่นชมต่อการเปิดกว้างทางศาสนาในมาเลเซีย เช่นถือวันสำคัญทางศาสนาทุกศาสนาเป็นวันหยุดราชการ

ผมทราบดีว่า ความเป็นรัฐโลกียวิสัย (secular state) เป็นปัญหาในเชิงหลักการในศาสนาอิสลาม แต่ชาวบ้านก็คือชาวบ้านนะครับ ไม่ใช่นักวิชาการ จึงเป็นธรรมดาที่จะเข้าใจปรากฏการณ์ จากประสบการณ์จริงของเขามากกว่าหลักการ

ชาวบ้านไม่ได้คิดถึงการสถาปนา "รัฐอิสลาม" ในประเทศไทย หากคิดถึงเสรีภาพและความเท่าเทียมในการนับถือ และปฏิบัติทางศาสนา ซึ่งความเป็นจริงของชีวิตไม่สามารถยืนยันได้ด้วยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่น แต่ต้องยืนยันด้วยการปฏิบัติจริงของรัฐ

ในแง่นี้ผมจึงคิดว่า จุดยืนของฝ่ายก่อความไม่สงบ (เท่าที่ได้อ่านจากแถลงการณ์และใบปลิวของเขา) จึงเป็นสิ่งแปลกแยกสำหรับชาวบ้านทั่วไปไม่น้อยไปกว่าแปลกแยกต่อรัฐไทยเอง ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบัน ของฝ่ายก่อความไม่สงบ โดยแบ่งแยกคนออกเป็นสามกลุ่ม ที่ต้องฆ่าล้างผลาญกันให้สิ้นซากก็ตาม หรือภาพของสังคมในอุดมคติที่เขาสัญญาจะสร้างขึ้นในอนาคตก็ตาม ล้วนไม่ได้อยู่ในความต้องการของชาวบ้าน

อย่างที่เขาพูดกันแหละครับว่าชาวบ้านอยู่ระหว่างเขาควาย แต่ไม่ใช่เขาควายที่เป็นอันตรายทางกายเท่านั้น หากรวมถึงเขาควายของทางเลือกด้วย ไม่ว่าจะเลือกเข้าข้างฝ่ายใด ก็ล้วนมองไม่เห็นอนาคต ที่สามารถกำหนดชะตาชีวิตตัวเองได้ทั้งสิ้น

ระหว่างรัฐประชาชาติไทยกับฝ่ายก่อความไม่สงบ ใครจะสามารถปรับเปลี่ยนตัวเองให้ได้ "แนวร่วม" ในภาคประชาชน ได้ง่ายกว่ากัน ผมตอบไม่ได้หรอกครับ เพราะคิดว่าไม่ง่ายแก่ฝ่ายใดเลย

รัฐประชาชาตินั้นอุ้ยอ้ายด้วยเหตุที่มีผลประโยชน์ปลูกฝังของคนหลายกลุ่มในความเป็นรัฐประชาชาติที่ไม่สมบูรณ์นี้ และล้วนเป็นฝ่ายที่มีอำนาจเงิน, อำนาจเกียรติยศ, อำนาจอาวุธ, อำนาจในตลาด ฯลฯ มากทั้งสิ้น

ทางฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบก็เหมือนกัน แม้ไม่อุ้ยอ้ายเท่าก็ตาม แค่เปลี่ยนอุดมการณ์หันมาเน้นความสามารถ ในการสถาปนารัฐอิสระในเชิงบวก เช่นมีโรงเรียนและโรงพยาบาลของตนเอง (อย่างที่กลุ่มฮามาสทำในปาเลสไตน์) ก็ไม่มีกำลังจะทำได้ ยิ่งกว่านั้นขืนทำก็หมายความว่ากลุ่มที่เป็นผู้นำย่อมจะสูญเสียอำนาจการนำไปหมดด้วย ยิ่งนานวัน ผมคิดว่าฝ่ายก่อความไม่สงบยิ่งจมดิ่งลงไปกับยุทธวิธีก่อความไม่สงบท้าทายอำนาจรัฐ โดยไม่สามารถถอนตัวไปสู่มาตรการเชิงบวกสำหรับการสร้างรัฐอิสระขึ้นได้เลย

ซึ่งนั่นคือไปไม่ถึงไหน

พูดด้วยสำนวนทหารก็คือ ไม่มีใครสร้างรัฐประชาชาติขึ้นได้ด้วยยุทธวิธีล้วนๆ แต่ต้องมียุทธศาสตร์ที่เป็นเชิงบวก เพื่อสร้างพลเมืองของชาติขึ้นไว้ล่วงหน้า

และด้วยเหตุดังนั้น ผมจึงคิดหรือหวังว่า รัฐประชาชาติไทยจะสามารถเป็นฝ่ายปรับตัวได้ก่อน อย่างน้อยก็มีข้อเสนอ ซึ่งไปไม่ถึงไหนออกมาบ้าง เช่นข้อเสนอให้จัดดินแดนสาม-สี่จังหวัดภาคใต้เป็น "เขตปกครองพิเศษ" เป็นต้น

แต่เพราะความไปไม่ถึงไหน เนื่องจากถูกคัดค้านต่อต้านอย่างไม่ฟังเสียงมาแต่แรก จึงทำให้ไม่มีใครรู้สักคนว่า "เขตปกครองพิเศษ" จะจัดให้เกิดความ "พิเศษ" ในเรื่องอะไรบ้าง และแตกต่างจากการกระจายอำนาจ ซึ่งที่จริงแล้วเป็นข้อกำหนดที่รัฐธรรมนูญบังคับให้ทำตรงไหน

น่าเสียดาย เพราะความ "พิเศษ" ของเขตปกครองเป็นเรื่องที่ต้องแลกเปลี่ยนโต้เถียงกัน แต่เนื่องจากข้อเสนอนี้ไม่ถูกพิจารณามาแต่ต้น โอกาสที่จะเกิดการแลกเปลี่ยนถกเถียงเกี่ยวกับเรื่องนี้จึงไม่เกิดขึ้น

อันที่จริงการทำให้รัฐเป็นพื้นที่เปิดสำหรับคนทุกกลุ่มในการต่อสู้ขัดแย้งกันโดยสันติ เพื่อจัดการทรัพยากรนานาชนิดรอบตัวนั้น คือการสร้างประชาชาติที่แท้จริงขึ้นมา พื้นที่หรือเวทีดังกล่าวมีหลายระดับ นับตั้งแต่ระดับท้องถิ่นขึ้นมาถึงระดับจังหวัด ภาค และระดับชาติ แต่ละระดับมีเวทีหรือพื้นที่ไม่เหมือนกัน เราไม่สามารถเอากติการะดับชาติไปใช้ในระดับท้องถิ่นได้ โดยไม่สร้างเงื่อนไขของการเป็นเจ้าของท้องถิ่นที่ในหลายกรณีมีอำนาจตัดสินใจเหนือกว่าส่วนกลางไปพร้อมกัน

ไม่อย่างนั้นจะเรียกว่าเป็นเจ้าของได้อย่างไร

และนี่แหละครับคือหนทางของการพัฒนารัฐประชาชาติไทยให้มีความสมบูรณ์ "เขตปกครองพิเศษ" จะไม่มีความหมายอะไรมากนัก หากไม่วางเป้าหมายนี้ไว้เป็นปลายทาง

และทำให้คิดว่าท้องถิ่นทั่วประเทศไทยน่าจะมีโอกาสพัฒนาไปสู่สภาพที่เรียกว่า "เขตปกครองพิเศษ" ทั้งนั้น

หน้า 33