|
||||||||||||||
|
เก็บภาษีบุหรี่เพิ่ม
พิสูจน์ "รัฐ"
จริงใจแก้ปัญหา
สุชาดา ตั้งทางธรรม กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2550 บุหรี่เป็นสาเหตุสำคัญอันดับสองที่ทำให้ผู้คนเสียชีวิตทั่วโลก มีการคาดการณ์ว่าจากจำนวนผู้สูบบุหรี่ประจำในปัจจุบัน ครึ่งหนึ่งหรือราว 650 ล้านคนจะเสียชีวิตจากบุหรี่ ที่น่าเศร้าก็คือจะมีเด็กและผู้ใหญ่จำนวนมากที่ไม่สูบบุหรี่ แต่ต้องมารับเคราะห์เสียชีวิตจากการได้รับควันบุหรี่ด้วย ประเทศไทยกับภัยบุหรี่ ไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับการยกย่องจากประชาคมโลก ในการดำเนินนโยบายและมาตรการเพื่อควบคุมยาสูบ เรามีการพิมพ์ภาพและคำเตือนถึงอันตรายบนซองบุหรี่ มีการกำหนดเขตหรือสถานที่ปลอดบุหรี่ และห้ามโฆษณาในสื่อต่างๆ รวมทั้งโฆษณา ณ จุดจำหน่าย การรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่อย่างเข้มแข็ง ส่งผลให้อัตราการสูบบุหรี่ของคนไทยลดลงโดยรวม อย่างไรก็ตาม ข่าวที่น่าเป็นห่วงจากศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) มหาวิทยาลัยมหิดลเมื่อไม่นานมานี้ ก็คือมีเด็กและสตรีสูบบุหรี่เป็นครั้งคราวเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องน่าคิด หรือการรณรงค์ไม่ประสบผลสำเร็จในกลุ่มนี้ ? ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2540-2549) ยอดจำหน่ายบุหรี่โดยรวมลดลงร้อยละ 27 เป็นบุหรี่ที่ผลิตในประเทศลดลงร้อยละ 41 (คือลดจาก 2,316 ล้านซอง เหลือ 1,357 ล้านซอง) ขณะที่บุหรี่นำเข้าเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 305 (เพิ่มจาก 99 ล้านซอง เป็น 401 ล้านซอง) สัดส่วนตลาดบุหรี่นำเข้า จึงพุ่งจากร้อยละ 4 เป็นร้อยละ 23 อย่างรวดเร็ว อะไรคือ "เหตุ"? บุหรี่นำเข้าสามารถตีตลาดได้ง่าย เพราะมี "ตัวช่วย" สำคัญ 2 ตัว คือ บริษัทค้าปลีกรายใหญ่ และหน่วยงานของรัฐ นับแต่เปิดให้มีนำเข้าปลายปี 2534 จนถึงปี 2539 บุหรี่นำเข้ามีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 3 ในปี 2539 บริษัทเซเว่นอีเลฟเว่นจับมือกับฟิลิป มอร์ริส วางแผนจำหน่ายบุหรี่ทุกสาขา ผลคือยอดขายเริ่มขยับขึ้นในปี 2540 และเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในปีต่อๆ มา ข้อมูลจากเอกสารลับของบรรษัทบุหรี่ข้ามชาติ ที่เปิดเผยในเวบไซต์มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานฟรานซิสโก (http://bat.library.ucsf.edu และ http://legacy.library.ucsf.edu) แสดงให้เห็นว่า ผู้บริหารของบริษัทได้เข้าพบผู้นำหรือผู้กำหนดนโยบายของประเทศต่างๆ และแน่นอน รวมถึงอดีตรัฐมนตรีของไทยด้วย เพื่อชักจูงให้ดำเนินนโยบายที่เอื้อประโยชน์แก่ตน การดำเนินการดังกล่าวจะบรรลุผลหรือไม่ ไม่มีหลักฐานปรากฏกรณีของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม นโยบายของรัฐที่ผ่านมา ก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้มีการนำเข้าบุหรี่เพิ่มขึ้น โดยกระทรวงสำคัญที่เกี่ยวข้องมี 2 กระทรวง คือ กระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์ ในส่วนของกระทรวงการคลัง ภาษีสำคัญที่จัดเก็บจากบุหรี่ ก็คือภาษีสรรพสามิต แต่เดิมมาบุหรี่นำเข้า มีการจัดเก็บในอัตราตามสภาพ (specific rate) โดยฐานภาษีคือบาทต่อกรัม ส่วนบุหรี่ที่ผลิตในประเทศจัดเก็บอัตราตามมูลค่า (ad valorem rate) โดยฐานภาษีคือราคาขายปลีก ต่อมาในปี 2533 ช่วงเกิดกรณีพิพาทเรื่องการเปิดตลาดบุหรี่ สหรัฐอเมริกากล่าวหาว่าไทยเก็บภาษีไม่เป็นธรรม จึงมีการปรับปรุงการจัดเก็บใหม่ โดยให้เก็บอัตราตามมูลค่า กำหนดที่ร้อยละ 55 ของราคาขายปลีก ทั้งบุหรี่ที่ผลิตในประเทศและบุหรี่นำเข้า ปี 2535 มีการปรับปรุงแก้ไขใหม่ โดยปรับเปลี่ยนฐานภาษีจากเดิมที่ใช้ "ราคาขายปลีก" มาเป็น "ราคา ณ โรงงานอุตสาหกรรม" สำหรับบุหรี่ที่ผลิตในประเทศ และ "ราคานำเข้า (c.i.f.) บวกภาษีนำเข้า" สำหรับบุหรี่ต่างประเทศ นับแต่นั้นเป็นต้นมา ก็มีการขึ้นภาษีบุหรี่อีกหลายครั้ง อัตราภาษีเพิ่มจากร้อยละ 55 เป็นร้อยละ 79 ในปัจจุบัน ทำให้หลายคนเข้าใจว่า มีการเก็บภาษีบุหรี่ในอัตราสูง ในความเป็นจริง มีการศึกษาพบว่าภาษีสรรพสามิตบุหรี่ที่จัดเก็บในปัจจุบันโดยเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 46 ของราคาขายปลีกเท่านั้น ต่ำกว่าอัตราที่จัดเก็บในปี 2533 ด้วยซ้ำ ยิ่งกว่านั้นบุหรี่นำเข้ายังมีสัดส่วนภาระภาษีต่ำกว่าบุหรี่ที่ผลิตในประเทศด้วย หากรวมภาษีอื่นๆ ที่จัดเก็บจากบุหรี่ด้วยแล้ว อัตราภาษีก็จะเพิ่มเป็นร้อยละ 57 ซึ่งก็ยังต่ำเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาหลายประเทศ ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ การทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ที่ยอมลดภาษีนำเข้าบุหรี่เหลือเพียงร้อยละ 5 ในปัจจุบัน มีส่วนทำให้บุหรี่นำเข้าเพิ่มขึ้นมาก บรรษัทบุหรี่ข้ามชาติฉวยโอกาสตั้งโรงงานผลิตในอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ แล้วส่งเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย เมื่อเสียภาษีน้อยลง ก็ขายได้ถูกลง จึงสามารถขยายตลาดได้มาก สวนกระแสการบริโภคที่ลดลงโดยรวม การลดภาษีนำเข้าดังกล่าว นอกจากจะทำให้บุหรี่ต่างชาติรุกตลาดได้มากแล้ว ที่สำคัญคือ ยังทำให้ประเทศสูญเสียรายได้ภาษีสรรพสามิต และภาษีอื่น ที่ควรจะได้จากบุหรี่นำเข้าอีกเกือบ 20,000 ล้านบาทด้วยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา หากจะเรียกว่าเป็น "ค่าโง่" คราวนี้ก็เป็นเงินนับหมื่นล้านบาททีเดียว จะแก้ปัญหาหรือไม่? อย่างไร ? เป็นที่ทราบกันดีว่า บรรษัทบุหรี่ข้ามชาติใช้เล่ห์เหลี่ยมและกลยุทธ์ทุกรูปแบบ เพื่อให้สินค้าเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่าย และแน่นอนเด็กและสตรีคือกลุ่มเป้าหมายสำคัญ จากข้อมูลที่ปรากฏคงพอมองเห็นภาพอนาคตได้ไม่ยากหากไม่เร่งแก้ไข และประเทศก็จะสูญเสียรายได้ภาษีที่ควรจัดเก็บได้จากบุหรี่นำเข้า (ค่าโง่) ต่อไปอีกมหาศาล บุหรี่เป็นปัญหาระดับโลก เป็นปัญหาใหญ่เกินกว่าที่กระทรวงใดกระทรวงหนึ่งจะสามารถแก้ไขได้โดยลำพัง รัฐบาลต้องกำหนดนโยบายให้ชัดเจนในเรื่องนี้ เพราะมิฉะนั้น ก็จะตกเป็นเบี้ยล่างของบรรษัทบุหรี่ข้ามชาติไปตลอด เนื่องในโอกาสที่ประเทศเราได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเพื่อควบคุมบุหรี่ระดับโลกระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน-7 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ เพื่อปกป้องเด็กๆ ลูกหลานไทยจากมหันตภัยข้ามชาติ จึงขอถือโอกาสนี้เรียนมายังท่านที่มีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อโปรดพิจารณา
|