|
||||||||||||||
|
ผู้บริโภคเปลี่ยนไปแล้ว!!!
ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3907 (3107) ปลายปี 2549 ที่ผ่านมา ทีเอ็นเอส เวิลด์พาแนล บริษัทวิจัยการตลาดค้าปลีกชั้นนำ สำรวจพฤติกรรม ผู้บริโภคคนไทยจากกลุ่มตัวอย่างถาวร จำนวน 2,000 ครัวเรือน ซึ่งจัดทำขึ้นเป็นประจำทุกปีพบว่า พฤติกรรมของคนไทย ได้ปรับเปลี่ยนโดยสิ้นเชิง โดยมีราคาน้ำมันเป็นกลไกสำคัญ ผลสำรวจพบว่า 77% ของผู้บริโภคไทย ตั้งงบประมาณในการจับจ่ายซื้อของแต่ละครั้ง ราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้ผู้บริโภค ลดความถี่ในการเดินทางออกไปจับจ่ายใช้สอยลง และเริ่มหันมาซื้อยกโหล และซื้อเฉพาะสิ่งของที่จำเป็น ผู้บริโภคยังให้ความสำคัญด้านราคาเพิ่มมากขึ้น โดย 67% ของผู้บริโภคมีการเปรียบเทียบราคาสินค้ากับปริมาณที่จะได้รับ และ 81% ของผู้บริโภคมีความเห็นว่าราคาคือปัจจัยสำคัญที่สุดในการตัดสินใจ ทีเอ็นเอสระบุด้วยว่า จากค่าเฉลี่ยแต่ละครัวเรือนในตัวเมืองปัจจุบัน ประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 3 คน หรือน้อยกว่านั้น ประกอบกับ ผู้บริโภคต่างมีข้อจำกัดเรื่องเวลามากขึ้น ความสะดวกสบายได้กลายเป็นสิ่งสำคัญในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า สำหรับหลายๆ คน ด้านศูนย์วิจัยพัฒนาธุรกิจค้าปลีกและแฟรนไชส์สากลและศูนย์วิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคคณะบริหารธุรกิจมหาวิทยาลับศรีปทุม ระบุว่า ผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าทั้งจากร้านค้าแบบโมเดิร์นเทรดและร้านค้า แบบดั้งเดิม ส่วนใหญ่ผู้บริโภคจะเลือกร้านค้าที่อยู่ใกล้บ้านมากที่สุด คิดเป็นอัตรา 44.0% และ 60.5% ตามลำดับ ในกรณีของการจับจ่ายสินค้าในโมเดิร์นเทรด ผู้บริโภคจะเลือก ร้านค้าที่อยู่ใกล้ที่ทำงาน คิดเป็น 23.0% ส่วนผู้บริโภคร้านค้าแบบดั้งเดิมผู้บริโภคจะเลือกร้านค้าที่อยู่ใกล้โรงเรียนคิดเป็น 13.8% จากการวิจัยพบว่า ผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าจากร้านค้าโมเดิร์นเทรด ส่วนใหญ่จะใช้รถยนต์ส่วนตัวในการเดินทางไปซื้อสินค้า คิดเป็น 35.5% ส่วนผู้บริโภคส่วนใหญ่ที่ซื้อสินค้าจากร้านค้าแบบดั้งเดิมส่วนใหญ่ จะเดินทางไปซื้อสินค้าโดยการเดินไปซื้อสินค้า คิดเป็น 36.8% ผลวิจัยสามารถสรุปได้ว่าผู้บริโภคให้เหตุผลในการตัดสินใจเลือก ร้านค้าว่า ในกรณีของโมเดิร์นเทรด จะให้ความสำคัญกับสถานที่เป็นอันดับ 1 ราคา เป็นอันดับ 2 และให้ความสำคัญกับราคาสินค้า เป็นอันดับสุดท้าย ส่วนกรณีของร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม ผู้บริโภค ให้ความสำคัญกับการจัดวางสินค้า เป็นอันดับ 1 สถานที่เป็นอันดับ 2 ส่วนการโฆษณาและสินค้า ผู้บริโภคให้ความสำคัญเป็นอันดับสุดท้าย ด้านสมาคมวิจัยการตลาดแห่งประเทศไทย เปิดเผยผลวิจัย Thai View ครั้งที่ 6 ถึงพฤติกรรมคนกรุงเทพฯ ในไตรมาสแรกของปี 2550 พบว่า 82% ของคนกรุงเทพฯ หลังเลิกงานหรือเสร็จสิ้นกิจกรรมอื่นๆ จะเดินทางกลับบ้านทันที ขณะที่ 40% จะออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬา โดยที่ 1 ใน 3 จะออกไปช็อปปิ้ง แสดงให้เห็นว่า คนกรุงเทพฯนิยม ใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวมากขึ้น ส่วนสถานที่ซึ่งใช้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจมากที่สุดคือห้างสรรพสินค้า หน้า 2 คอมมิวนิตี้ มอลล์ ผงาด ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ วิเคราะห์ ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3907 (3107) วันนี้ "คอมมิวนิตี้ มอลล์" กลายเป็นโมเดลค้าปลีกรูปแบบใหม่ ที่คาดว่าจะได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในประเทศไทย ด้วยพื้นที่ไม่ใหญ่ไม่โตมากนักแต่ครบครันด้วยสถานบริการ ร้านอาหาร และร้านค้าที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต ที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ ทำให้ "คอมมิวนิตี้ มอลล์" สามารถตอบโจทย์ความต้องการนี้ได้อย่างลงตัว จากเดิมที่มีเพียงบริษัท สยามฟิวเจอร์ ดีเวลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) บุกขยายกิจการเพียงรายเดียว แต่ปัจจุบันโมเดลค้าปลีกดังกล่าว กำลังขยายตัวอย่างก้าวกระโดด และมีผู้เล่นหน้าใหม่ๆ อาทิ เพียวเพลส ของบริษัท เพียวสัมมากร ดีเวลลอปเม้นท์ หรือแม้แต่ยักษ์ใหญ่ในเครือแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ อย่างคิวเฮ้าส์ที่หวังเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด เฉพาะอย่างยิ่งล่าสุด "เทสโก้ โลตัส" เป็นยักษ์ใหญ่อีกรายหนึ่ง ที่อยู่ระหว่างทดลองค้าปลีกโมเดลนี้อยู่ โดยมีเป้าหมายจะเปิดตัว 3-5 แห่ง ภายในปี 2550 นี้ แต่ละโครงการของเทสโก้ โลตัส คอมมิวนิตี้ มอลล์ จะประกอบไปด้วย โลตัส เอ็กซ์เพรส ขนาด 300 ตารางเมตร ลานจอดรถ ส่วนพื้นที่ที่เหลือ จะเปิดให้ร้านค้าที่สนใจเข้ามาเช่าพื้นที่ ซึ่งแต่ละร้านที่เข้ามาส่วนใหญ่ จะเป็นร้านอาหารที่มีแบรนด์ อาทิ สเวนเซ่นส์ ร้านสุกี้เอ็มเค ฯลฯ นอกจากนี้ ในเทสโก้ โลตัส คอมมิวนิตี้ มอลล์ ยังจะมีจุดให้บริการ ของธนาคารพาณิชย์ ผู้ให้บริการโทรศัพท์ รวมไปถึงสถาบันการเรียน การสอนต่างๆ อาทิ โรงเรียนกวดวิชา ในส่วนที่เป็นพื้นที่เช่านี้ยังเปิดกว้าง ให้มีร้านค้าท้องถิ่นในย่านดังกล่าวเข้ามาเปิดให้บริการได้อีกด้วย ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ผู้คร่ำหวอดในแวดวงค้าปลีกของไทย กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า การเกิดขึ้นของค้าปลีกในรูปแบบต่างๆ เพื่อตอบสนองพฤติกรรมของ ผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม อาทิ ซูเปอร์เซ็นเตอร์ หรือไฮเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งเน้นจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด จะมีลูกค้าเป็นแม่บ้านเป็นหลัก แต่ถ้าเป็นผู้บริโภคที่ชอบความหรูหรา มีระดับ พฤติกรรมผู้บริโภคกลุ่มนี้ จะนิยมไปจับจ่ายตามศูนย์การค้า หรือห้างสรรพสินค้า อย่างไรก็ตาม ในกรณีของคอมมิวนิตี้ มอลล์ จะตอบสนองผู้บริโภคในย่านนั้นๆ เป็นสำคัญ ต้องมีสถานบริการ และร้านอาหารเพื่อรองรับคนกลุ่มนี้ ขณะที่ผู้บริหารในธุรกิจค้าปลีกยักษ์ใหญ่อีกรายหนึ่งกล่าวว่า การเกิดขึ้นของศูนย์การค้าในรูปแบบคอมมิวนิตี้ มอลล์ ซึ่งได้รับการยอมรับจาก ผู้บริโภคเป็นจำนวนไม่น้อยนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพฤติกรรมผู้บริโภค เปลี่ยนไป ไม่ต้องการเดินทางเข้าเมืองหากไม่มีการซื้อของชิ้นใหญ่ หรือต้องเข้าไปธุระในเมืองในช่วงวันหยุด ในขณะเดียวกันก็สามารถหา ร้านค้า ร้านอาหารที่มีแบรนด์รับประทานหรือใช้บริการใกล้ๆ บ้านได้ อีกประเด็นหนึ่งน่าจะมาจากเศรษฐกิจไม่ค่อยดี ผู้บริโภคไม่นิยมเดินทาง เพราะต้องการเซฟต้นทุน ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้ตรงกันกับข้อมูลจากห้าง สรรพสินค้าใจกลางเมืองที่พบว่า มีจำนวนลูกค้าเดินห้างน้อยลง ในขณะเดียวกันยอดขายก็ลดลงตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าในส่วนพลาซ่า ดีพาร์ตเมนต์ สโตร์ หรือในซูเปอร์มาร์เก็ตก็ตาม "รูปแบบของคอมมิวนิตี้ มอลล์ส่วนใหญ่ จะเกิดขึ้นเพื่อตอบสนอง ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่มากกว่า ซึ่งบังเอิญไปสอดรับกับพฤติกรรมของลูกค้าที่เริ่มเปลี่ยนไปแบบพอดิบพอดี การที่เราสามารถใช้ชีวิตในช่วงวันหยุด ให้มีสีสันในบริเวณใกล้ๆ บ้านโดยไม่ต้องออกไปเสี่ยงกับการจราจรที่คับคั่ง หรือความวุ่นวายในเมืองได้ น่าจะมองเป็นเรื่องที่ดี" แหล่งข่าวให้ความเห็น โครงสร้างเมืองเปลี่ยน ผู้บริโภคเปลี่ยน นักสังเกตการณ์ทางการตลาดระบุว่า การขยายตัวของชุมชนไปยัง พื้นที่รอบๆ กรุงเทพฯ โดยเฉพาะนนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ มีหมู่บ้านจัดสรรเกิดใหม่จำนวนมาก พฤติกรรมของคนเหล่านี้จะเดินทาง ออกจากบ้านแต่เช้ามืด เพื่อหนีปัญหาการจราจรติดขัด จากนั้นจะใช้ชีวิตในเมืองทั้งวัน ตกเย็นจะเดินทางออกนอกเมือง เพื่อกลับบ้าน เมื่อถึงวันหยุด สุดสัปดาห์คนกลุ่มนี้จะใช้ชีวิตในศูนย์การค้าไฮเปอร์มาร์เก็ต รวมทั้ง คอมมิวนิตี้ มอลล์ ในละแวกที่ตัวเองอยู่อาศัย และจะเข้ามาช็อบปิ้งกลางเมืองในบางโอกาสเท่านั้น จะเห็นได้ว่าการโยกย้ายถิ่นที่อยู่ดังกล่าวทำให้ วิถีชีวิตคนเหล่านี้ เปลี่ยนไป แต่ไม่ได้หมายความว่าพฤติกรรมการจับจ่าย จะเปลี่ยนไปด้วย ทุกคนยังต้องการแหล่งจับจ่ายดีๆ ซูเปอร์มาร์เก็ตดีๆ ร้านอาหารดีๆ ยังต้องใช้บริการด้านการเงิน และบริการด้านอื่นๆ แน่นอนว่าคอมมิวนิตี้ มอลล์ สามารถสนองความต้องการนี้ได้ อย่างไรก็ตาม การเกิดขึ้นของคอมมิวนิตี้ มอลล์ ผู้ประกอบการ จะรอจนกว่าชุมชนเหล่านั้นมีผู้อยู่อาศัยหนาแน่นแล้วจริงๆ มีการสำรวจ ทางสถิติแล้วว่า เป็นย่านที่มีกำลังซื้อเพียงพอต่อการเปิดกิจการค้าปลีก ในรูปแบบดังกล่าวได้ ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับความเห็นของนายเอียน ไพย์ กรรมการ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ที่ออกมายอมรับว่า ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงไป ส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปจากเดิม สังเกตได้จากจำนวนครั้งต่อการเข้ามาซื้อสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ตต่อเดือนลดลง จากเดิมที่มีสถิติการเข้าซื้ออยู่ที่ 2.8 ครั้งต่อเดือน ลดลงเหลือประมาณ 2.5 ครั้งต่อเดือน แต่จำนวนการซื้อต่อครั้งเพิ่มขึ้นราว 20% หรือประมาณ 450 บาท สาเหตุหลักๆ มาจากลูกค้าต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และการซื้อสินค้าต่อครั้งที่เพิ่มขึ้นน่าจะบ่งชี้ได้ว่า ลูกค้าจะไม่เข้ามาจับจ่ายด้วยความถี่เหมือนในอดีตที่ผ่านมา ชี้ถึงยุคร้านค้าใกล้บ้าน นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทย กล่าวว่า จากสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันทำให้คนตระหนักคิดมากขึ้น ระวังการจับจ่ายใช้สอย บวกกับราคาน้ำมันที่ขยับตัวสูงขึ้นที่ผ่านมา ชัดเจนว่าส่งผล ต่อพฤติกรรมผู้บริโภค ที่หันมาซื้อของใกล้บ้านมากขึ้น ซึ่งอานิสงส์ จะไปตกกับบรรดาร้านสะดวกซื้อทั้งหลาย ร้านโชห่วย ร้านในชุมชน ขณะที่ยอดขาย ของบรรดาไฮเปอร์มาร์เก็ตน่าจะได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตามการที่บรรดายักษ์ใหญ่ค้าปลีกเร่งเพิ่มจำนวนสาขา ในรูปแบบต่างๆ นั้นนายสมชายยอมรับว่าได้ทำให้การแข่งขันถือว่า รุนแรงมากขึ้น เพราะเป็นการต่อสู้กันระหว่างกลุ่มทุนขนาดใหญ่ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นกรณีของเซเว่นอีเลฟเว่น, โลตัส เอ็กซ์เพรส และล่าสุดกับ ไนน์ ไนน์ ไนน์ ของเครือ ซี.พี. ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อโชห่วยอย่างแน่นอน เชื่อว่าในอนาคตจะเหลือเพียงร้านค้าที่เป็นเชนเท่านั้นที่จะอยู่รอดได้ นายสมบุญ ประสิทธิ์จูตระกูล ประธานบริษัท ดีทแฮล์ม จำกัด ในฐานะนายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย วิเคราะห์ถึงพฤติกรรม ผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปขณะนี้ว่า มีการหันมาซื้อสินค้าใกล้บ้านมากกว่า การเดินทางไปโมเดิร์นเทรดจริง เห็นชัดเจนว่าบรรดาห้างสรรพสินค้า โมเดิร์นเทรดบางแห่งมียอดขายติดลบ หรือมีการเติบโตเพียง 2-3% คอมมิวนิตี้ มอลล์ อนาคตใส บริษัท สยามฟิวเจอร์ ดีเวลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ผู้จุดกระแสศูนย์การค้าชุมชน หรือคอมมิวนิตี้ มอลล์ เดินหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปี 2550 นี้ สยามฟิวเจอร์เตรียมเม็ดเงินลงทุนอีกถึง 1,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาพื้นที่อีก 5 โครงการ แผนการลงทุนดังกล่าว มีทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด นายนพพร วิฑูรชาติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามฟิวเจอร์ ดีเวลอปเม้นท์ กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า ธุรกิจในรูปแบบนี้ยังไม่โอเวอร์ซัพพลายอย่างแน่นอน "เราเองมองว่าในกรุงเทพฯเองยังมีพื้นที่อีกมากที่จะสามารถขยาย เข้าไปได้ และหลักๆ ก็จะเป็นการตอบโจทย์ความต้องการของพฤติกรรม ของผู้บริโภคในปัจจุบัน เราต้องการที่จะขยายเข้าไปในถนนหลักๆ ทุกเส้น ซึ่งที่มองไว้ก็มีทั้งลาดพร้าว รัชดาภิเษก ราชพฤกษ์ ศรีนครินทร์ บางนา" แผนการของสยามฟิวเจอร์ฯ รวมไปถึงการขยายเข้าไปในโครงการหมู่บ้านจัดสรร ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจา กับบริษัทอสังหาริมทรัพย์หลายๆ ราย คาดว่าจะได้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมในปีหน้า ซึ่งโครงการ บ้านจัดสรรที่จะเข้าไปนั้น จะพิจารณาจากทำเลโดยรอบประกอบด้วย คือ ต้องมีจำนวนบ้านอย่างน้อย 20,000 หลังคาเรือน ทั้งยังต้องมีจำนวนประชากรอย่างน้อย 50,000 คนขึ้นไป หน้า 2
|