|
||||||||||||||
|
มติครม.12 มิ.ย.
ปิดเขื่อนปากมูลถาวรเพื่ออะไร?
ประภาส ปิ่นตบแต่ง กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2550 การเคลื่อนไหวคัดค้านเขื่อนปากมูลของชาวบ้าน แม้จะไม่สามารถหยุดการสร้างเขื่อน แต่ก็ได้ทำให้รัฐยอมจ่ายค่าชดเชย ผลกระทบที่ไม่สามารถทำประมงได้ ในช่วงการก่อสร้างเขื่อนเป็นระยะเวลา 3 ปี โดยมีข้อตกลงว่า หลังการเปิดใช้เขื่อนจะมีการประเมินผลกระทบต่ออาชีพ และข้อพิสูจน์ว่าบันไดปลาโจนจะทำให้ปลาอพยพขึ้นได้ดังปกติหรือไม่ หลังการเปิดเขื่อนปากมูล ชาวบ้านซึ่งพบว่าตนได้รับผลกระทบจากการใช้เขื่อนต่อการทำอาชีพประมง จึงได้เคลื่อนไหวให้รัฐบาลเปิดเขื่อนปากมูล อย่างไรก็ดี ข้อถกเถียงระหว่างชาวบ้านกับราชการว่า มีผลกระทบจริงหรือไม่ ก็เป็นเรื่องราวที่ต่อสู้กันมายาวนาน ตั้งแต่รัฐบาลชวน หลีกภัย จนถึงรัฐบาลทักษิณ ได้มีการศึกษาผลกระทบและแนวทางแก้ไขโดยมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และ ผลการศึกษาดังกล่าวนี้ได้นำมาสู่ข้อเสนอให้เปิดเขื่อนแบบถาวร และรัฐบาลทักษิณมีมติครม.14 มกราคม 2546 ให้เปิดเขื่อนโดยยกประตูระบายน้ำทั้ง 8 บานเป็นเวลา 4 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม (ต่อมามีมติครม. วันที่ 8 มิ.ย.2547 ขยับมาให้เปิดวันที่ 1 พ.ค.ของทุกปี) เพื่อให้ปลาได้อพยพขึ้นมาวางไข่ "รัฐทหาร" กับการแก้ปัญหาเขื่อนปากมูล หลังการรัฐประหาร มติครม.ให้เปิดเขื่อนปากมูล 4 เดือน และคณะกรรมการพัฒนาทรัพยากร และวิถีชีวิตชุมชนลุ่มน้ำมูล ยังเป็นกลไกการแก้ไขปัญหาสำคัญ แต่เกิดกลไกด้านความมั่นคงขึ้นซ้อนทับขึ้นมา กล่าวคือ รัฐบาลระบอบรัฐประหารได้มีการยุบเลิกศูนย์ต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจน (ศตจ.) และเปลี่ยนเป็น "ศูนย์อำนวยการขจัดความยากจน ภายใต้แนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง(ศจพ.)" ที่สำคัญก็คือ ได้นำ ศจพ. มาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยกองอำนวยการร่วมรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ซึ่งมี ผบ.ทบ. เป็นผู้อำนวยการ การเปิดเขื่อนในรัฐบาลชุดปัจจุบันตามมติครม.ที่มีอยู่เดิม ชาวบ้านจึงได้เสียงร่ำลือ และเค้าลางว่า มีนายทหารเข้ามาเคลื่อนไหวไม่ให้เปิดเขื่อนปากมูล วันที่ 23 เมษายน 2550 ชาวบ้านจึงได้พยายามพบนายกรัฐมนตรี ที่จังหวัดอุบลราชธานี และนายกฯ ได้รับปากกับชาวบ้านว่า จะเปิดเขื่อนปากมูลตามมติครม.ที่มีอยู่เดิม ซึ่งก็คือ มติครม.14 มกราคม 2546 ให้เปิดเขื่อนโดยยกประตูระบายน้ำทั้ง 8 บาน เป็นเวลา 4 เดือน ซึ่งการดำเนินการเปิดประตูระบายก็ล่าช้า เพราะกลไกด้านความมั่นคงที่เข้ามาทับซ้อนอย่างไร ต่อมาเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรียังมีมติยืนยันว่า ปีนี้เขื่อนปากมูลจะเริ่มระบายน้ำในวันที่ 7 มิถุนายน เพื่อเปิดประตูทั้ง 8 บาน โดยได้เห็นชอบแนวทางดำเนินงานของกระทรวงพลังงาน ในการกำหนดวันเปิดบานประตูเขื่อนปากมูล รัฐซ้อนรัฐ และสภาวะ "สองรัฐ หนึ่งสังคม" แต่การตัดสินใจของรัฐบาลตามมติคณะรัฐมนตรี 29 พฤษภาคม ซึ่งดำเนินผ่านช่องทางความรับผิดชอบของกลไกปกติคือ คณะกรรมการพัฒนาทรัพยากร และกระทรวงพลังงาน ก็เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งกับกลไก กอ.รมน. ซึ่งอ้างว่างานด้านการแก้ไขความยากจนเป็นความรับผิดชอบของ ศจพ.ที่มีท่านประธาน คมช.เป็นผู้อำนวยการ เค้าลางที่ชาวบ้านเริ่มรับรู้ว่า ทหารจะปิดเขื่อนปากมูลเริ่มชัดเจน เมื่อ พลเอกสุรินทร์ พิกุลทอง ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดิน (ภายใต้ ศจพ.) ได้เข้ามามีบทบาทในการออกหนังสือ ให้คณะกรรมการพัฒนาทรัพยากร งดการประชุมเพื่อพิจารณาการเปิดประตูระบายน้ำ (ตามการนัดหมายการประชุมในวันที่ 18 พฤษภาคม) ชาวบ้านร่ำลือกันว่า นายทหารที่เข้ามามีบทบาทได้อ้างว่า ได้รับอำนาจมาจากคมช. ซึ่งในโครงสร้างการบังคับบัญชาก็เป็นจริงเช่นนั้น เพราะหนังสือฉบับต่างๆ ได้ระบุว่า ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน) ในฐานะศูนย์อำนวยการ ศจพ.ได้มอบหมายอำนาจให้อนุกรรมการชุดนี้เป็นผู้ดำเนินการ ปัญหาปากมูลภายใต้กลไก กอ.รมน. ได้มีการประชุมที่เป็นทางการ 2 ครั้ง คือ ในวันที่ 18 พฤษภาคม และวันที่ 4 มิถุนายน และข้อเสนอได้นำไปสู่การพิจารณาในการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน เพื่อเปลี่ยนมติคณะรัฐมนตรี 29 พฤษภาคม อย่างไรก็ดี แม้เรื่องราวจะผ่านมาจนถึงวันที่ 17 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันที่ กฟผ.จะต้องยกประตูระบายน้ำสุดบานทั้ง 8 บาน ก็ยังไม่มีใครได้เห็นมติครม.ดังกล่าวนี้ ชาวบ้านในพื้นที่ทราบข่าวว่า ฝ่ายต่อต้านการเปิดเขื่อน ได้เฉลิมฉลองชัยชนะ ที่ทำให้รัฐบาลปิดประตูระบายน้ำได้ ซึ่งน่าสนใจว่า มติครม.ดังกล่าวนี้ไม่มีในข่าวทำเนียบ และโฆษกฯ ก็ไม่ได้แถลง ชาวบ้านพยายามสอบถามรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องก็ไม่มีใครบอกได้ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ตัวแทนชาวบ้านสมัชชาคนจนได้พบนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล จึงได้รับทราบจากปากท่านนายกฯ ว่า คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา เห็นชอบให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต รักษาระดับน้ำเขื่อนปากมูลไว้ที่ระดับ 106-108 ม.รทก. ซึ่งต้องเข้าใจว่า ระดับน้ำที่ 108 ม.รทก. คือระดับเก็บกักน้ำปกติของเขื่อนปากมูล และเมื่อเขื่อนปล่อยน้ำเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ระดับน้ำก็จะเหลืออยู่ที่ประมาณ 106 ม.รทก. เขื่อนปากมูลจึงไม่มีการเปิด นั่นก็หมายความว่า เขื่อนปากมูลยังใช้งานตามปกติ การรักษาระดับน้ำไว้ที่ระดับ 106-108 ม.รทก. เป็นเพียงการเลี่ยงบาลี ความหมายก็คือ นับแต่นี้ต่อไปหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงมติคณะรัฐมนตรีเป็นอย่างอื่น ก็จะไม่มีการเปิดประตูน้ำ เพื่อให้ปลาอพยพจากแม่น้ำโขงเข้าสู่แม่น้ำมูลอีกต่อไป มติครม. 12 มิถุนายน จึงเป็นการปิดเขื่อนปากมูลถาวร น่าสนใจว่า เหตุผลที่ใช้สนับสนุนการปิดเขื่อนถาวรนี้มีอย่างน้อย 2 ประการที่สำคัญคือ ประการแรก ข้ออ้างเรื่องการใช้น้ำเพื่อการเกษตรกรรม ดังที่นายกรัฐมนตรีกล่าวแก่ชาวบ้านสมัชชาคนจนว่า "สิ่งที่ทางเจ้าหน้าที่ได้รายงานมานั้นก็เป็นเรื่องที่เราพูดกันอยู่ว่า ในเรื่องที่จะใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำของแม่น้ำมูล ว่าจะสามารถให้ประโยชน์ได้มากแค่ไหน ในระดับน้ำแค่ไหน ซึ่งได้ข้อยุติตรงที่กรมชลประทานบอกว่าที่ระดับ 106 ม.รทก. จะเป็นประโยชน์ในการใช้น้ำได้ในลักษณะที่ทั้งเป็นประโยชน์ในด้านการเกษตร ต่อผู้ที่มีพื้นที่อยู่เหนือน้ำแล้ว ก็จะสามารถที่จะระบายน้ำในช่วงเวลาที่เรากำหนดไว้ได้ตามนั้นด้วย" เหตุผลอีกประการหนึ่ง ก็คือ การอ้างว่ามีผู้ลงชื่อสนับสนุนให้ปิดเขื่อนถาวร ร้อยละ 98 และนายทหารท่านหนึ่งอ้างว่า นี่แหละประชาธิปไตยที่แท้จริง เพราะเป็นการตัดสินโดยประชามติของเสียงส่วนใหญ่ ชาวบ้านสมัชชาคนจนพยายามสะท้อนว่า กระบวนการได้มาซึ่งรายชื่อแฝงไปด้วยเล่ห์กลต่างๆ แต่ฐานคิด และความเข้าใจเรื่อง ธรรมาภิบาล และหลักการพื้นฐานประชาธิปไตย กระบวนการของประชามติเช่นนี้ ก็น่าจะเป็นเรื่องเศร้าใจสำหรับสังคมไทยมากพอแล้ว ข้อสังเกตเบื้องต้น การปิดเขื่อนปากมูลจะนำมาสู่ความเดือดร้อนของชาวบ้าน ซึ่งได้เตรียมเครื่องมือหาปลากันเอาไว้ และส่วนใหญ่ต้องกู้หนี้ยืมสินเขามาก่อน หลายครอบครัวหยิบยืมเงินมาให้ลูกๆ ใช้จ่ายในช่วงโรงเรียนเปิด โดยหวังว่าเมื่อเปิดเขื่อนจะได้หาปลาเอามาใช้หนี้เขา สำหรับการตัดสินใจกลับไปกลับมาของครม. ชาวบ้านก็ตั้งคำถามว่า นายทหารบางคนเกี่ยวข้องกับกฟผ. แต่เหตุใดจึงมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของการบริหารประเทศขนาดนี้ นี่ไม่ใช่ผลประโยชน์ทับซ้อนดอกหรือ วิธีคิด กลไกการแก้ปัญหาปากมูลเช่นนี้ ยังช่วยทำให้เราตั้งคำถามว่า สังคมจะสร้างวัฒนธรรมการแก้ปัญหา โดยใช้เกณฑ์การตัดสินกันด้วยการเมืองของจำนวน การระดมมวลชน การควบคุมกำกับผู้คนในสังคม ฯลฯ มากกว่าการตัดสินกันด้วยข้อมูล เหตุผล และกระบวนการมีส่วนร่วม กระนั้นหรือ ความเดือดร้อนของชาวบ้านคงจะช่วยเตือนสติสังคมไทยให้ตั้งคำถามว่า ในบริบทรัฐทหารเช่นนี้ เราจะสร้างและจรรโลงประชาธิปไตย และหลักธรรมาธิบาลให้ลงหลักปักฐานในสังคมไทยได้หรือไม่
|