หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ลัดดา แทมมี ดั๊คเวิร์ธ ในมุมมองของผู้หญิงกับการเมือง

มองมุมใหม่ : ชำนาญ จันทร์เรือง  กรุงเทพธุรกิจ  วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2550

ผมมีโอกาสได้พบปะและสนทนากับ พันตรีหญิงลัดดา แทมมี ดั๊คเวิร์ธ (Ladda Tammy Duckworth) ลูกครึ่งไทย-อเมริกัน อดีตนักบินอเมริกันที่ถูกยิงในอิรักจนสูญเสียขาทั้งสองข้าง แล้วต่อมาลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของพรรคเดโมแครต ที่ชิคาโก เวสเทอร์น ซับเบิร์บ แต่พ่ายแพ้อย่างหวุดหวิดเพียงสองพันกว่าคะแนน และจากการสนทนา ทำให้ผมได้รับรู้มุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับผู้หญิงกับการเมืองอย่างมาก ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการเมืองไทยไม่มากก็น้อย

แทมมีเกิดที่ประเทศไทยและในวัยเด็กเคยใช้ชีวิตในหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แฟรงคลิน ดั๊คเวิร์ธ คุณพ่อของเธอเป็นทหารนาวิกโยธินและเคยออกรบในสมรภูมิสงครามโลกครั้งที่สองและสงครามเวียดนามมาแล้ว ส่วนคุณแม่ของเธอเป็นคนไทยชื่อละไม

แทมมีมีประสบการณ์อย่างกว้างขวางด้านการบริหาร เธอเคยเป็นผู้จัดการแผนกบริหารของโรตารีสากล ประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ระหว่างปี พ.ศ. 2545-2547 โดยมีหน้าที่ควบคุมดูแลพนักงานโรตารีหลายหมื่นคน ประจำสาขาต่างๆ ในหลายประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น นิวเดลี ซิดนีย์ โซล และชิคาโก แทมมีเคยเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายส่งกำลังบำรุง ของกองกำลังป้องกันชาติที่เมืองพีโอเรีย โดยเป็นผู้ดูแลการส่งกำลังบำรุง และซ่อมบำรุงยุทโธปกรณ์ มูลค่ากว่า 1,700 ล้านดอลลาร์

นอกจากนั้น แทมมียังเคยเป็นผู้บังคับการกองร้อยปฏิบัติการแบล็กฮอว์ค UH-60A โดยทำหน้าที่ฝึกอบรมทหารอากาศ 60 นาย และดูแลการซ่อมบำรุงยุทโธปกรณ์มูลค่ากว่า 50 ล้านดอลลาร์ ในฐานะผู้อำนวยการยุทธและผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ซึ่งรับผิดชอบในเรื่องการวางแผน การมอบหมายหน้าที่และการติดตามภารกิจของกองกำลังพิเศษขนาดกำลังพล 500 นายในอิรัก และเคยขับเฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอว์คเข้าสู่สมรภูมิมาแล้วกว่า 200 เที่ยว ในช่วงปฏิบัติภารกิจในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2547 เฮลิคอปเตอร์ที่แทมมีกำลังขับอยู่ถูกโจมตีด้วยระเบิดอาร์พีจี จนห้องนักบินระเบิด แทมมีได้รับบาดเจ็บสาหัสและสูญเสียขาทั้งสองข้าง จนเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลก

หลังจากเดินทางกลับจากอิรัก แทมมียังคงมีบทบาทอย่างเข้มแข็งในเวทีสาธารณะต่างๆ เธอเดินทางไปบรรยาย แก่กลุ่มทหารผ่านศึกอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งการแถลงต่อสภาคองเกรส ในเรื่องการให้การดูแลด้านสุขภาพแก่ทหารผ่านศึก ที่เดินทางกลับจากสมรภูมิ และปัจจุบันเธอดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการองค์การทหารผ่านศึกประจำรัฐอิลลินนอยส์ แทมมีได้รับเหรียญกล้าหาญมากมาย อาทิเช่น Purple Heart, Air Medal, Army Commendation Medal, Meritorious Service Medal, National Defense Service Medal ฯลฯ

แทมมีสามารถพูดได้ถึงสี่ภาษา เธอจบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขารัฐศาสตร์ จาก University of Hawaii และปริญญาโทจาก George Washington University’s Elliott School of International Affairs ปัจจุบันเธอกำลังศึกษาระดับปริญญาเอก สาขารัฐศาสตร์ ที่ Northern Illinois University แทมมีแต่งงานแล้วกับร้อยเอกไบรอัน โบวลส์บีย์ ซึ่งเพิ่งถูกส่งเข้าประจำการที่อิรักเมื่อไม่นานมานี้

จากการสนทนาและเอกสารที่เธอนำมาด้วย ทำให้ทราบว่าโลกเราปัจจุบันนี้มีถึง 11 ประเทศ ที่มีผู้นำเป็นผู้หญิง และที่สำคัญในองค์กรเอ็นจีโอต่างๆ ก็ล้วนแล้วแต่มีผู้นำหรือผู้บริหารระดับสูงๆ เป็นผู้หญิงเกือบทั้งสิ้น

จากรายงานของ World Economic Forum ที่ครอบคลุม 115 ประเทศ พบว่าผู้หญิงสามารถยึดครองที่นั่งในรัฐสภาถึงร้อยละ 17 และมีตำแหน่งในคณะรัฐบาลถึงร้อยละ 14 แต่ส่วนใหญ่จะรับผิดชอบเกี่ยวกับกิจการครอบครัว เยาวชน คนพิการ และผู้สูงอายุ

ในสหรัฐอเมริกาปัจจุบันมีวุฒิสมาชิกที่เป็นผู้หญิงถึง 16 คน จากทั้งหมด 100 คน และเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 71 คน จาก 435 คน ซึ่งก็ถือว่ามีจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากที่ผู้หญิงถูกปฏิเสธให้ใช้สิทธิเลือกตั้งมากว่า 133 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้งประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังอยู่ในลำดับที่ 68 จากจำนวน 189 ประเทศที่มีผู้หญิงอยู่ในสภานิติบัญญัติ และยังตามหลังเอลซัลวาดอร์ เนปาล ทาจิกิสถาน และประเทศแถบละตินอเมริกาเสียด้วยซ้ำ

จากผลการวิจัยของธนาคารโลกแสดงให้เห็นว่า ประเทศที่มีจำนวนผู้หญิงในสภามีจำนวนสูงมีระดับของการคอร์รัปชันที่ต่ำ และยังแสดงให้เห็นว่าถ้าผู้หญิงอยู่ในระดับสูงของราชการจำนวนมากขึ้น อัตราการที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการติดสินบน และการคอร์รัปชันยิ่งน้อยลง

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะมีผลดีมากมายที่ผู้หญิงจะเข้าสู่การเมือง แต่จากบทความ Let Women Rule ของ Swanee Hunt จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ชี้ว่าเหตุที่ผู้หญิงไม่อยากเข้ามาเล่นการเมืองเพราะเห็นว่าการเมืองเป็นเกมที่สกปรก (Women view politics as a dirty game) และยังอาจถูกมองว่า "อ่อนแอเกินไป" สำหรับภาวะผู้นำ หรืออาจถูกมองว่า "ไม่มีความเป็นหญิง" หากเข้าสู่วงการ(A woman may be consider "too soft" for political leadership or "unfeminine" if she runs)

ปัญหาที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่กีดกั้นไม่ให้ผู้หญิงเข้าสู่วงการเมืองก็คือ "เงิน" หรือ "ทุน" ที่ใช้ในการหาเสียง สำหรับสหรัฐอเมริกาแล้วมีองค์กรสำหรับระดมทุนเพื่อผู้หญิงหลายองค์กร แต่ที่มีชื่อเสียงและมีบทบาทมาก ก็คือองค์กรที่เรียกว่า "EMILY’s List" (EMILY=Early Money is Like Yeast) ซึ่งระดมทุนให้แก่ผู้สมัครพรรคเดโมแครตที่เป็นผู้หญิงโดยเฉพาะ และมีส่วนสำคัญที่ทำให้แทมมีเกือบได้รับชัยชนะในการสมัครผู้แทนครั้งนี้

แทมมีเล่าให้ผมฟังว่า เธอได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากแนนซี เปโรซี ส.ส. หญิงเดโมแครตอาวุโสจากแคลิฟอร์เนีย ที่ขณะนี้ ได้รับเลือกให้เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร จนถึงขั้นที่เปโรซีชวนให้แทมมี ไปจัดกิจกรรมระดมทุนเลือกตั้งข้ามเขต ถึงในแคลิฟอร์เนีย แสดงว่าเธอเข้าตาเปโรซีมาก น่าติดตามอนาคตทางการเมืองของเธอจริงๆ

เชื่อว่าอีกไม่นานเมื่อมีการเลือกตั้งครั้งต่อๆ ไป (ส.ส.ทุก 2 ปี ส.ว.ทุก 6 ปี) แทมมีก็คงมีโอกาสได้รับเลือกตั้งอย่างแน่นอน เพราะนอกเหนือจากความเป็นผู้หญิงของเธอแล้ว เธอยังเป็นตัวแทนของชนกลุ่มน้อยในอเมริกา ซึ่งได้แก่ บรรดาคนผิวสีทั้งหลาย แต่ที่ผ่านมา ชนกลุ่มนี้มักจะนอนหลับทับสิทธิเสียเป็นส่วนใหญ่ หากสามารถชักชวนเขาเหล่านั้นออกมาใช้สิทธิได้ ก็ไม่แน่ว่า สภาคองเกรสของอเมริกันอาจมีสมาชิกที่เป็นคนเชื้อสายไทยก็ได้ ใครจะรู้