|
||||||||||||||
|
ทำไมจึงควรสนับสนุน
มาตรการบังคับใช้สิทธิกระทรวงสาธารณสุข?
คอลัมน์ ดุลยภาพ ดุลยพินิจ โดย สมบูรณ์ ศิริประชัย มติชนรายวัน วันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10693 การประกาศให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ต้องถูกจับตาเป็นพิเศษ (Priority Watch List) โดยสำนักงานผู้แทนทางการค้าของสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2550 นั้นนับเป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้ไม่ยากนัก แต่เหตุผลหลักที่นำไปสู่การจัดอันดับใหม่นี้สะท้อนถึงลักษณะของประเทศมหาอำนาจที่มุ่งใช้อำนาจแต่ฝ่ายเดียว อย่างไม่เป็นธรรมที่รังแกประเทศกำลังพัฒนา เช่นประเทศไทย ข้ออ้างอันหนึ่งที่สำนักงานผู้แทนทางการกล่าวอ้างคือกระทรวงสาธารณสุขดำเนินการมาตราบังคับใช้สิทธิอย่างไม่โปร่งใส และไม่ได้ปรึกษาหารือบริษัทข้ามชาติก่อนที่จะดำเนินการ ข้อกล่าวหาที่สำคัญคือกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศมาตรการบังคับใช้สิทธิยาแอฟฟาไวเรนซ์ (Efavirenz) เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2549 และประกาศบังคับใช้ยาโลพนาเรียร์และโรโทนาเวีย (Lopnavir/Ritronavir) เมื่อวันที่ 24 และ 25 มกราคม 2550 ตามลำดับ การประกาศใช้มาตรการนี้เป็นสิทธิอันชอบธรรมของประเทศไทย ตามมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 อันเป็นการใช้สิทธิโดยรัฐบาล เพื่อสาธารณประโยชน์ที่มิได้มีวัตถุประสงค์เชิงพาณิชย์ ยิ่งกว่านั้นก็ยังเป็นการใช้ที่สอดคล้องกับความตกลงทริปส์ขององค์การการค้าโลกในข้อ 31 (b) ซึ่งความตกลงทริปส์นี้เป็นสิทธิอันชอบธรรมของสมาชิกองค์การการค้าโลก ที่สามารถใช้มาตราการการบังคับใช้สิทธิเพื่อตอบสนองตวามต้องการของสาธารณชนในประเทศไทย ในฐานะประชาชนไทยคนหนึ่ง ขอประกาศจุดยืนสนับสนุนการกระทำของกระทรวงสาธารณสุขที่ทำเพื่อผู้ป่วยในประเทศไทย ไม่ต้องซื้อยาสิทธิบัตรในราคาที่แพงเกินจริง การกระทำดังกล่าวนี้สมควรได้รับการการสนันสนุนอย่างเต็มที่จากประชาชนชาวไทยและประเทศอื่นๆ การกระทำดังกล่าว นับเป็นความกล้าหาญของกระทรวงสาธารสุขไทย ที่คำนึงถึงสิทธิในการเข้าถึงยา ของประชาชนชาวไทยจำนวนนับล้านที่ยากจน นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขยังมีแผนที่จะประกาศการบังคับใช้สิทธิในยาอีกหลายประเทศที่จำเป็น อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่น่าจะนำมาถกเถียงได้อีกอย่างน้อย 4 ประเด็น กล่าวคือ ประเด็นที่หนึ่ง บริษัทยาข้ามชาติโจมตีกระทรวงสาธารณสุขไทยว่า ไม่พยายามขอเจรจาก่อนที่จะบังคับมาตรการบังคับสิทธิ ข้อกล่าวหาเป็นเรื่องที่เลื่อนลอย และไม่มีนัยสำคัญแต่ประการใด ความจริงก็คือ การใช้มาตราบังคับสิทธิที่ปรากฏใน TRIPs ขององค์การการค้าโลก และจากการประชมุในรอบโดฮาที่ผ่านมานั้น ได้มีการระบุอย่างชัดเจนว่า ประเทศสมาชิกสามารถเลือกมาตรการบังคับสิทธิได้แต่ฝ่ายเดียว ถ้ามีเหตุฉุกเฉินหรือความจำเป็นอย่างเร่งด่วนของประเทศนั้น ทั้งนี้โดยไม่จำเป็นต้องมีการเจาจากับบริษัทยาข้ามชาติก่อนแต่ประการใด ตามหลักสากลนี้ จึงเป็นเรื่องการกล่าวหาอย่างเลื่อนลอยและปราศจากข้อเท็จจริง เพราะกระทรวงสาธารณสุขสามารถดำเนินการได้โดยตรง หลังจากประกาศแล้ว บริษัทยาข้ามชาติจึงมักขอเจราจากับประเทศที่ประกาศมาตรการการบังคับใช้สิทธิ และผลที่เกิดขึ้นก็คือราคายาที่มีการประกาศมาตรการบังคับใช้สิทธินี้มักมีราคาถูกลงเป็นอันมาก การที่องค์การการค้าโลก ภายใต้ TRIPs นั้นอนุญาตให้ประเทศสมาชิกทำเช่นนี้ได้ก็เพราะมีความเชื่อ และเคารพในหลักการหนึ่งที่สำคัญ นั่นคือ สิทธิมนุษยชน (Human Rights) นั้นมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า สิทธิในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property Rights) แท้ที่จริง สิทธิมนุษยชนในการเข้าถึงยา ภายใต้หลักสิทธิมนุษยชนต้องมาก่อนสิทธิในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปํญญา เพราะเหตุว่ายารักษาโรคนั้นเป็นปัจจัยสี่ที่สำคัญอย่างยิ่งยวดต่อความเป็นความตายของมนษย์ เราจึงไม่อาจนำเอาคุ้มครองทรัพย์สินทางปํญญาในแง่วัตถุสิ่งของเปรียบเทียบกับยารักษาโรค ความสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การประการมาตรการบังคับใช้สิทธินี้ รัฐบาลประกาศเพื่อประโยชน์ ของประชาชนโดยส่วนรวม มิใช่ประกาศเพื่อประโยชน์ในเชิงพาณิชย์แต่ประกาศใด ประเด็นที่สอง ซึ่งเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงมาที่สุดก็คือ ข้ออ้างที่บริษัทข้ามชาติของสหรัฐอเมริกา นำมากล่าวอ้างเสมอมาก็คือ หากประเทศต่างๆ พากันใช้มาตรการบังคับการใช้สิทธิแล้วจะทำให้บริษัทยาข้ามชาติ ไม่มีแรงจูงใจในในลงทุนในการค้นค้ายาใหม่สู่ตลาด ข้อกล่าวอ้างนี้ก็ปราศจากความจริงอย่างสิ้นเชิง เพราะมีการศึกษาทางวิชาการจำนวนมากพบว่า การบังคับการใช้สิทธินั้น มิได้ทำให้นวัตกรรมการผลิตยาลดลง ตัวอย่างที่ดีที่ก็คือสหรัฐอเมริกาเอง ซึ่งเป็นประเทศที่มีการบังคับการใช้สิทธิมากที่สุดในโลก ก็ยังคงเป็นผู้นำในการผลิตยาจนถึงปัจจุบัน การศึกษาของนักวิชาการในประเทศสหรัฐอเมริกาเองก็ค้นพบความจริงข้อนี้ โดยยืนยันอย่างมั่นคงทางวิชาการว่า บริษัทข้ามชาติมักไม่ได้ลงทุนคิดค้นตัวยาใหม่จริงๆ โดยตนเอง ซึ่งต้องใช่เงินจำนวนมหาศาล แต่ความจริงที่คนทั่วไปไม่ทราบก็คือ บริษัทยาข้ามชาติในสหรัฐอเมริกาใช้ประโยชน์อย่างมาก จากการวิจัยในมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน ทั้งนี้ เพื่อต้องการประหยัดรายจ่ายจำนวนมหาศาล และความจริงอีกข้อหนึ่งคือความรู้ต่างๆ การสร้างนวัตกรรมใหม่ของตัวยานั้น ความรู้ส่วนมากกระจุกอยู่ในมหาวิทยาลัย มากกว่าอยู่ที่บริษัทยาข้ามชาติ ความจริงข้อนี้สะท้อนให้เห็นว่า กำไรจำนวนมหาศาลที่บริษัทข้ามชาติได้รับนี้ มีมากเกินความเป็นจริง ประเด็นที่สาม นอกเหนือจากประเด็นข้างต้น ประเด็นที่ควรถกเถียงในหมู่นักเศรษฐศาสตร์และนักวิชาการสาขาอื่นๆ ก็คือ ระบบคุ้มครองสิทธิบัตรยาใหม่ที่ใช้อยู่เวลานี้ ภายใต้ระบบ TRIPs ซึ่งให้มีอายุคุ้มครองนานถึง 20 ปีนั้นสมควรเป็นระบบที่เหมาะสมต่อประเทศกำลังพัฒนาที่ยากจนหรือไม่ ในหลายๆ ประเทศก็ยังไม่มีการคุ้มครองยาให้อยู่ระบบสิทธิบัตร แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือ ประเทศไทย ซึ่งไม่มีศักยภาพในการผลิตตัวยาใหม่เลย แต่ได้ให้การคุ้มครองยาในสิทธิบัตรตั้งแต่ปั 2524 ทั้งนี้ ก็เพราะสหรัฐอเมริกา ได้บีบให้ประเทศไทยต้องแก้ไขสิทธิบัตรในขณะนั้น โดยนำเอาเรื่องการสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) มาเป็นเครื่องมือในการต่อรอง ในแง่นี้ นักเศรษฐศาสตร์ระดับโลก อย่าง Joseph Stiglitz ได้เสนอไว้เมื่อไม่นานมานี้ว่า ประชาชนชาวโลก ควรเลิกใช้ระบบสิทธิบัตรของยาให้ค้มครองถึง 20 ปีของ TRIPs โดยเสนอให้มีการเปลี่ยนรูปแบบการจัดตั้งกองทุนระดับโลกขึ้นมาเพื่อผลิตตัวยาใหม่ โดยจำหน่ายยาใหม่นนั้นในราคาถูก เพื่อช่วยเหลือประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลายที่ต้องเสียเงินตราต่างประเทศจำนวนมากในแต่ละปีให้กับริษัทยาข้ามชาติ ประเด็นที่สี่ ความสำเร็จในการประกาศมาตรการบังคับใช้สิทธิครั้งนี้ เราควรขอบคุณกระทรวงพาณิชย์ ที่ไม่ออกมาคัดค้านดังเช่นที่เคยเกิดขี้นในอดีตเมื่อ 20 ปีกว่ามานี้ ในครั้งนี้ แม้จะมีการกล่าวถึงการที่ประเทศไทยอาจถูกตัดสิทธิ GSP แต่กระทรวงพาณิชย์ของไทยกลับวางตัวอย่างเหมาะสมและน่าชมเชย เพราะรู้อยู่ว่า GSP เป็นของได้เปล่าของสหรัฐอเมริกา ที่ให้แก่ประเทศต่างๆ ทั่วโลก นโยบายของสหรัฐอเมริกาในเรื่อง GSP เป็นไปตาม Trade Act of 1974 และเริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อ 1 มกราคม 1976 โดยสหรัฐอเมริกาจะให้สิทธิพิเศษแก่สินค้ามากกว่า 5.000 รายการจากประเทศต่างๆ ส่งเข้าไปขายในสหรัฐอเมริกาด้วยเสียภาษีศุลกากรนำเขาในอัตราที่ต่ำมาก นโยบายในเรื่อง GSP นี้เป็นการให้ฝ่ายเดียวแก่ประเทศด้อยพัฒนาและอาจถูกเลิกเมื่อไรก็ได้ เพราะ USTR จะเป็นผู้พิจารณาในแต่ละปี ดังนั้น ผลประโยชน์จาก GSP เป็นเรื่องไม่ยั่งยืนและไม่ควรนำมาเปรีบบเทียบกับชิวิตคนไทย ที่ป่วยเป็นโรคเอดส์จำนวนหลายแสนคน อย่างไรก็ตาม ในครั้งนี้ รัฐบาลชั่วคราวกลับประกาศมาตรการบังคับใช้สิทธิได้เป็นผลสำเร็จ แท้ที่จริงกลุ่มองค์การพัฒนาภาคเอกชนได้เรียกร้องเรื่องมานานหลายปีแล้ว แต่ไม่เคยประสบความสำแร็จ ส่วนสำคัญมาจากความจริงที่ว่า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมักไม่มีความกล้าหาญอย่างเพียงพอในการกระทำดังกล่าว และยิ่งกว่านั้น นโยบายการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งเป็นนโยบายใหม่ของรัฐบาลทักษิณก็เป็นปัจจัยที่สำคัญ ที่ทำให้กระทรวงสาธารณสุข จำเป็นต้องประกาศมาตรการบังคับใช้สิทธิดังกล่าว ไม่เช่นนั้น คนไทยที่ป่วยเป็นโรคเอดส์ และคนยากจนจำนวนมากคงต้องเสียชีวิตลงอย่างแน่นอน เพราะไม่มีเงินมากพอที่หาซื้อยามารักษาตนเองได้ แม้ว่ารัฐบาลชุดนี้จะเป็นรัฐบาลรักษาการ แต่การดำเนินนโยบายที่ดีก็สามารถเกิดขึ้นได้ นี่อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้คนจำนวนมากอดฉงนและประหลาดใจว่า แล้วเราจะพึ่งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้หรือไม่ ในเมื่อนโยบายที่ทำเพื่อคนจนและคนด้อยโอกาสนั้น มักเกิดขึ้นยากเต็มทีภายใต้รัฐบาลจากการเลือกตั้ง คำตอบของคำถามนี้คงตอบแบบง่ายๆ ไม่ได้เป็นแน่ หน้า 6
|