|
||||||||||||||
|
เปิดปฏิบัติการอายัดทรัพย์
"ทักษิณ" ลุ้นระทึก 24 มิ.ย.คดีซื้อที่ดินรัชดาฯ
ผลงาน คตส. จะหมู่หรือจ่า
มติชนรายวัน วันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10691 หลังใช้เวลานานกว่า 8-9 เดือน เดินหน้าตรวจสอบปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบที่เกิดขึ้น ในช่วงการบริหารงานที่รัฐบาลพรรคไทยรักไทย มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าคณะ ในที่สุดการทำงานของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. ก็มาถึงจุดการหยิบยกอำนาจในประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คปค.ฉบับที่ 30 เรื่องการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ข้อ 5 วรรคสอง และข้อ 8 ซึ่งมีสถานะเป็นกฎหมายฉบับหนึ่ง สั่งอายัดบัญชีเงินฝากที่ได้จากการขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือชินคอร์ป ให้แก่กลุ่มเทมาเส็ก จำนวน 21 บัญชี ของคนในครอบครัวชินวัตร และดามาพงศ์ รวมถึงบัญชีเงินฝากส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา ทุกบัญชี ทุกธนาคาร และทุกสถาบันการเงิน และย้อนหลังไปตั้งแต่ช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองถึงปี 2544 ด้วย คตส.อ้างเหตุผลในการประกาศอายัดทรัพย์ครั้งนี้ว่า ภายหลังการใช้เวลาในการตรวจสอบข้อมูลอยู่นานกว่า 8-9 เดือน และลุล่วงถึงขั้นมีพยานหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ กับพวก มีการดำเนินงานที่ส่อไปในลักษณะการทุจริต ประพฤติมิชอบ และร่ำรวยผิดปกติได้ทรัพย์สินโดยมิสมควร จากการใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ต่อกิจการของบริษัทชินคอร์ป เป็นเหตุให้ได้รับประโยชน์ หรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ นอกจากนี้ ในขั้นตอนการตรวจสอบข้อมูลบัญชีการเงิน ทั้ง 21 บัญชี ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป ยังพบว่าเงินจำนวน 7.3 หมื่นล้านบาท เริ่มมีการโยกย้ายถ่ายเทออกไปบ้างแล้ว โดยจากการตรวจสอบข้อมูลเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน พบว่ามีเงินเหลืออยู่เพียง 5.2 หมื่นล้านบาทเท่านั้น (ต่อมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีการแจ้งข้อมูลให้ คตส.รับทราบเพิ่มเติม ว่าในช่วงระหว่างวันที่ 4-11 มิถุนายน 2550 ที่เงินถูกถอนออกไปเพิ่มเติมอีก 8 พันล้านบาท ทำให้ยอดเงินในบัญชีเงินฝาก ทั้ง 21 บัญชี ณ วันที่ 11 มิถุนายน 2550 มีเงินเหลืออยู่ประมาณ 4.3 หมื่นล้านบาทเท่านั้น) คตส.ยังอ้างอีกว่า ต้องใช้อำนาจเพื่อไม่ให้ทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบขณะนี้เคลื่อนย้ายไปไหน เพราะในอนาคตหากศาลตัดสินคดีให้มีความผิด และสั่งการให้มีการชดใช้จะได้มีตัวทรัพย์มาชดใช้ ไม่ให้เหมือนในอดีตที่มีบางคดีที่ศาลตัดสินความผิดแล้ว แต่ก็ไม่มีทรัพย์สินเหลืออยู่แล้ว หากพิจารณาถึงเหตุผลที่ คตส.หยิบยกขึ้นมาใช้ประกอบในการสั่งอายัดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัวในครั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่ต้องให้ความสำคัญมากที่สุดคงหนีไม่พ้นความหนักแน่นของข้อมูลและหลักฐานในการตรวจสอบคดีต่างๆ ที่ คตส.นำมาใช้เป็นเหตุผลสำคัญในการกล่าวหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีพฤติการณ์ส่อไปทางทุจริตประพฤติมิชอบ ร่ำรวย และมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ เพราะถึงแม้ คตส. จะมีอำนาจในการอายัดทรัพย์ ซึ่งเป็นอำนาจอันชอบธรรมตามกฎหมายแต่หากในขั้นตอนการตรวจสอบพบว่า หลักฐานที่มีอยู่ในมือไม่มีความหนักแน่นและสมบูรณ์เพียงพอ ผลตอบรับที่ คตส.จะได้กลับมา อาจจะไม่ได้มีเพียงแค่การถูกฟ้องร้องดำเนินคดี ทั้งทางแพ่ง และอาญา แต่กระแสความศรัทธาของประชาชนในตัวกรรมการ คตส. ที่จะมีความเชื่อมโยงไปถึง คมช. คงจะหมดสิ้นลงไปในทันที ในแง่ของประเด็นข้อกล่าวหาการดำเนินงานที่มีลักษณะส่อไปในทางทุจริตประพฤติมิชอบ ที่ คตส. นำมาใช้เป็นฐานในการสั่งอายัดทรัพย์ครั้งนี้ จำนวน 5 คดี ที่มีความเกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยตรง ประกอบไปด้วย 1.คดีการจัดซื้อกล้ายาง 90 ล้านต้น 2.คดีการจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก ของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร 3.คดีการจัดซื้อเครื่องมือตรวจจับวัตถุระเบิด ซีทีเอ็กซ์ 9000 และระบบสายพานลำเลียงกระเป๋า 4.คดีการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว 2 ตัว และ 5.คดีผู้บริหารธนาคารกรุงไทย ปล่อยกู้ให้กับกลุ่มบริษัทในเครือกฤษฎามหานคร ในจำนวนคดีเหล่านี้ มีเพียงคดีการจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาฯ เพียงคดีเดียว ที่ผ่านขั้นตอนการตรวจสอบและไต่สวนของ คตส.เรียบร้อยแล้ว และปัจจุบันอยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาสั่งฟ้องของอัยการสูงสุด หลังจากที่ คตส.ส่งสำนวนการสอบสวนคดีนี้ไปให้ ซึ่งก่อนวันที่ 24 มิถุนายนนี้ ก็จะรู้ผลชัดเจนว่า อัยการจะยืนความเห็นตามรายงานผลการตรวจสอบของ คตส. ส่งเรื่องฟ้องศาลหรือไม่ และจะสะท้อนให้เห็นการทำงานของ คตส.ได้เป็นอย่างดี ส่วนคดีที่เหลือทั้งหมดอีก 4 คดี แม้ว่าจะยังอยู่ในขั้นตอนการไต่สวนของ คตส. แต่ในชั้นการตรวจสอบ พ.ต.ท.ทักษิณ รวมถึงผู้เกี่ยวข้องก็ถูกตั้งข้อกล่าวหาอย่างชัดเจนไว้แล้ว แต่ดูเหมือนว่าคดีการปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทย ดูจะเป็นจุดสำคัญมากที่สุด เนื่องจากในขั้นตอนการตรวจสอบพบว่า การปล่อยกู้ที่สร้างความเสียหาย ให้กับธนาคารกรุงไทยเป็นจำนวนหลายพันล้านบาท มาจากการสั่งการของ "นักการเมือง" ระดับบิ๊กรายหนึ่ง และเงินบางส่วนจากการปล่อยกู้ครั้งนี้ ก็เข้าไปอยู่ในบัญชีที่ระบุชื่อของลูกชายนักการเมืองรายนี้โดยตรง ขณะที่คดีที่ดินย่านรัชดาภิเษก ก็คงต้องขึ้นกับประเด็นข้อกฎหมายและหลักฐาน ที่ คตส.หยิบยกขึ้นมาใช้ต่อสู้คดีจะมีความแหลมคมมากน้อยขนาดไหน!! ส่วนข้อหาเรื่องการร่ำรวย และมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ การตรวจสอบคงจะพุ่งเป้าไปที่การใช้อำนาจหน้าที่นายกฯ ที่มีลักษณะส่อว่าจะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจของครอบครัว และพวกพ้อง ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขสัญญาสัมปทานมือถือ ภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคม ดาวเทียม การเจรจาการค้าระหว่างประเทศ การปล่อยกู้ของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า แห่งประเทศไทย (ธสน.) ฯลฯ ที่ คตส. เชื่อว่ามีผลทำให้มูลค่าหุ้นชินคอร์ป เพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 7.3 หมื่นล้านบาท จากก่อนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเข้าสู่เวทีการเมือง ที่มูลค่าหุ้นมีเพียงแค่ 2 หมื่นกว่าล้านบาท แต่เรื่องที่ดูเหมือนจะเป็นหัวใจสำคัญมากที่สุด คงหนีไม่พ้นการตรวจสอบเรื่องการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป ที่ขณะนี้ คตส.พบหลักฐานชัดเจนที่เพียงพอจะระบุได้ว่า มีการซุกหุ้นภาค 2 เกิดขึ้นแล้ว โดยหลักฐานดังกล่าว สามารถบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าหุ้นชินคอร์ป ที่อยู่ในความครอบครองของบริษัท แอมเพิลริชฯ ที่มีการตรวจพบว่า ไปวิ่งโลดแลน เปลี่ยนมือกันไปมาอยู่ในต่างประเทศ ก่อนที่บริษัท แอมเพิลริชฯ จะนำมาขายต่อให้กับนายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา บุตรชายและบุตรสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก่อนที่จะนำไปขายต่อให้กับกลุ่มเทมาเส็ก เป็นของใครกันแน่ ขณะนี้ได้แต่หวังว่า การต่อสู้ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ น่าจะเน้นหนักไปที่เรื่องของข้อมูล และหลักฐาน ที่จะมาหักล้างข้อมูลของ คตส. ส่วน คตส.ก็ต้องทุ่มเทแรงกายและแรงใจอย่างเต็มที่ ห้ามมีธง มีอคติ และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพราะเมื่อวันนั้นมาถึง วันที่ผลการตัดสินคดีต่างๆ ทยอยออกมา ประชาชนก็จะได้รับทราบความจริงว่า ฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ หรือ คตส. ใครกันแน่ ที่คู่ควรกับคำว่า "ทรยศต่อความไว้วางใจของประชาชน" หน้า 20
|