หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
เบื้องลึกความลับของ Crazy Boss !!!

คอลัมน์ แยบยลกลยุทธ์  โดย ผศ.ดร.ธีรยุส วัฒนาศุภโชค  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3906 (3106)

ได้อ่านบทความหลายๆ บทความ ที่เขียนกล่าวถึงปัญหาที่เกิดกับหัวหน้างาน เจ้านายที่มีพฤติกรรมแย่ๆ แบบรับไม่ได้ อาทิ เจ้านายอารมณ์ร้าย ไม่มีความยุติธรรม ชอบลำเอียง รักชอบลูกน้องบางคนมากกว่าอีกคนหนึ่งอย่างไร้เหตุผลอันสมควร มีความลำเอียงในการประเมินผลการทำงานของลูกน้อง เห็นแก่ตัว หลงตัวเอง ไม่ฟังความคิดเห็นของลูกน้องเลย แถมยังเผด็จการ ฯลฯ และเทคนิคในการรับมือกับเจ้านายที่เลวร้ายกับผู้ใต้บังคับบัญชาดังกล่าว

แต่ขณะเดียวกัน กลับมีบทความหรืองานวิจัยน้อยชิ้นมากๆ ที่กล่าวถึงรากแห่งปัญหาของเจ้านายดังกล่าว ว่ามีต้นเหตุมาจากอะไร ซึ่งการทำความเข้าใจถึงต้นเหตุอย่างแท้จริงนี้ น่าจะทำให้เราสามารถจัดการกับ boss from the hell ที่ทุกคนเกลียดกลัวกันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงขึ้นครับ

ก็มีการศึกษาชิ้นหนึ่งน่าสนใจ โดยออกมาตีแผ่ว่าปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เจ้านายในองค์กรต่างๆ เจ้าอารมณ์ หงุดหงิด หรือมีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ดังกล่าวข้างต้น สิ่งที่สำคัญมาจากบุคลากรในองค์กร หรือก็คือ "ลูกน้อง" ของเจ้านายเหล่านั้นนั่นเอง

เนื่องจากเมื่อหากมองกันด้วยใจเป็นกลาง จะเห็นว่าในแต่ละวันของเจ้านายผู้บริหารเข้ามาทำงานในกิจการ เวลาส่วนใหญ่ก็จะใช้กับการปฏิสัมพันธ์ ติดต่อสื่อสารพูดคุย สั่งงาน คุยงาน ประชุม ติดตามงานกับลูกน้องในกิจการนั่นเอง ดังนั้นหนึ่งในสิ่งที่จะเขย่าขวัญสั่นเส้นประสาทเจ้านายได้ดีก็หนีไม่พ้นพฤติกรรมของลูกน้องด้วย โดยการศึกษาในเรื่องนี้ ก็ได้รวบรวมพฤติกรรมทางด้านลบของลูกน้องในกิจการ ซึ่งมักจะนำไปสู่ "Crazy Boss" ที่เราเกลียดกลัวกันครับ

ประการแรก คือ ลูกน้องไม่ได้ตั้งใจฟังเจ้านายอย่างจริงจัง ทำให้ไม่เข้าใจสิ่งที่เขาต้องการสื่อสารอย่างแท้จริง โดยอาจจะเป็นเพราะเบื่อที่จะฟัง ไม่สนใจ หรือไม่เอาใจใส่ในงานที่รับผิดชอบอยู่เท่าที่ควร ทำให้ฟังคำสั่งงานของเจ้านายแบบผ่านๆ ไป พยักหน้าแบบขอไปที แล้วหลบไปให้พ้นๆ ซึ่งเมื่อเจ้านายมาตามงาน ผลงานที่ได้ออกมาก็เป็นคนละเรื่องกับที่คาดหวังกันไว้ การ "วีนแตก" หรือของขึ้นในรูปแบบต่างๆ จึงเกิดขึ้นตามมา

ดังเช่น อินทิรา ได้รับคำสั่งให้ไปสรุปและวิเคราะห์ผลประกอบการทางการเงินในไตรมาสนี้ของกิจการทั้งหมดมาให้ดู เวลาผ่านไปอีกสองสามวัน เจ้านายมาตามงาน อินทิรายื่นแฟ้มงานที่รวบรวมใบเสร็จการเบิกจ่ายเงินที่เกิดขึ้นทั้งหมด ในเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่ต้นปี พร้อมทั้งระบุว่าหน่วยงานใดใช้จ่ายเงินมากที่สุด ซึ่งเจ้านายหัวเสียมาก เพราะจะต้องสรุปข้อมูลทั้งบริษัทเพื่อนำเสนอบอร์ดผู้ถือหุ้นอีกภายในหนึ่งชั่วโมง

ท่านลองคาดเดาว่า เจ้านายของอินทิราจะทำอย่างไรในกรณีนี้ ระหว่างนั่งยิ้มใจเย็น และบอกว่าไม่เป็นไร คนมันพลาดกันได้ เดี๋ยวผมไปรับผิดกับบอร์ดเอง หรือเรียกอินทิรามาตำหนิแบบคล้ายๆ กับระเบิดลง ถึงการบกพร่องในงาน ที่ทำให้กิจการเสียหายไปด้วย ซึ่งก็แน่นอนว่าเจ้านายส่วนมากก็ทำประการหลังครับ ดังนั้น เจ้านายก็กลายร่างเป็นปิศาจได้ในทันทีครับ

ประการที่สอง ที่ลูกน้องพึงต้องระวังไว้คือ ไม่รักษาเวลา อันนี้นับว่ายอดฮิตไม่แพ้ประการแรกเช่นกันครับ โดยเฉพาะบรรยากาศทำงานกับแบบสบายๆ แบบบ้านเราด้วยแล้ว โอกาสการเกิดปัญหานี้น่าจะมีสูงทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการมาทำงานสาย การเข้าประชุมสาย นัดไปพบลูกค้าหรือดีลเลอร์แล้วสาย ฯลฯ

สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ล้วนแล้วแต่ทำให้เจ้านายปรอทแตกได้ทั้งสิ้นครับ ลองพิจารณากรณีของกิจการโปรดักชั่นเฮาส์แห่งหนึ่ง ซึ่งมีนัดพรีเซนต์งานกับลูกค้ารายใหญ่ในเวลาเก้าโมงเช้า โดยนายสายโด่งเป็นผู้รับผิดชอบเคสนี้ ซึ่งตามหลักต้องมีการนัดประชุมเพื่อมาตระเตรียมสไลด์ ห้องประชุม และซักซ้อมเนื้อหาการนำเสนอกันเวลาประมาณเจ็ดโมงเช้า

แต่ขณะนี้เวลาเกือบแปดโมงแล้ว ทุกคนเฝ้ารอคอยการมาของนายสายโด่ง โดยเฉพาะเจ้านายที่กำลังอยู่ในสภาพควันออกหู พร้อมที่จะระเบิดทุกเมื่อ จนถึงเวลาแปดโมงสามสิบเอ็ดนาที นายสายโด่งกระหืดกระหอบเข้ามาพร้อมกับละล่ำละลักว่า เมื่อเช้าสุนัขของตนป่วย ถนนหน้าบ้านตนน้ำท่วม ฯลฯ คุณคิดว่าเจ้านายจะทำอย่างไรร ะหว่างลุกขึ้นระเบิดอารมณ์ตำหนิติเตียนถึงการขาดความรับผิดชอบอย่างแรงของนายสายโด่ง หรือนั่งยิ้มรับอย่างใจเย็น แล้วรอให้นายสายโด่งตระเตรียมทุกอย่างให้เรียบร้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

แน่นอนที่สุดว่า เจ้านายคงจะเลือกประการหลัง แต่หลังจากการนำเสนอผ่านไป เจ้านายคงจะกลับมาทำแบบแรกเป็นแน่ และลูกน้องทุกคนก็คงขนพองสยองเกล้า พร้อมทั้งนินทาเจ้านายกันหึ่งไปทั้งสำนักงานครับ

ประการที่สาม คือ ลูกน้องกลับบ้านเร็ว โดยไม่คำนึงถึงว่างานที่มอบหมายหรือรับผิดชอบจะเรียบร้อยหรือไม่อย่างไร ลองพิจารณากรณีที่มีโทรศัพท์ขอข้อมูลสำคัญมาจากผู้บริหารสำนักงานใหญ่ที่อยู่ในอีกทวีปหนึ่ง โทรศัพท์ดังกล่าวดังขึ้นที่ออฟฟิศของเราในเวลา 16.50 น. เจ้านายรีบเรียกหานางสาวกลับแต่วัน ที่อยู่ฝ่ายบัญชี เพื่อให้รวบรวมข้อมูลให้โดยด่วน แต่นางสาวกลับแต่วันกำลังเมกอัพและจะก้าวขาออกจากออฟฟิศ พร้อมบอกว่าตนเองไม่สามารถอยู่ล่วงเวลาได้ จะต้องรีบกลับบ้านทันทีที่เลิกงาน แน่นอนว่าเจ้านายต้องเสียความรู้สึกอย่างมาก จนยากที่จะดึงความรู้สึกดีๆ ต่อนางสาวกลับแต่วันกลับมาได้ในเวลาอันสั้น พฤติกรรมของเจ้านายต่อลูกน้องผู้นั้น ก็ย่อมเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งก็อาจเป็นต้นเหตุให้ลูกน้อง วิพากษ์วิจารณ์ว่าเจ้านายเป็นคนลำเอียงและมีอคติอยู่เต็มหัวใจ

ประการสุดท้ายที่จะทำให้เจ้านายกลายร่างเป็นอสูรน้อยๆ ได้นั่นคือ ลูกน้องที่ฝึกฝนกันมาอย่างดี ลาออกแบบไม่มีสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า เนื่องจากเจ้านายก็ทุ่มเททะนุถนอมฟูมฟักลูกน้องมาเป็นอย่างดี ให้โอกาสพัฒนาความรู้ความสามารถมากมาย แต่ในที่สุด ลูกน้องก็ออกไปหาโอกาสที่ดีกว่า และที่เจ็บช้ำกว่านั้น นั่นคือ ออกไปพร้อมกับลูกค้าและความลับหลายๆ อย่าง ซึ่งนำไปหาประโยชน์ส่วนตนต่อไปในอนาคต ดังนี้แล้ว จะให้เจ้านายยิ้มรับสถานการณ์ดังกล่าวอย่างหน้าชื่นตาบานอยู่ได้อย่างไร

ดังนั้นหลากหลายสิ่งที่กล่าวมา ล้วนแล้วแต่เป็นการพยายามให้ลูกน้องเข้าใจพฤติกรรมของเจ้านายได้ดีขึ้น เพื่อจะได้สามารถรับมือ และจัดการกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ โดยที่ไม่ตำหนิเจ้านายแต่เพียงถ่ายเดียวครับ ซึ่งก็น่าจะทำให้สภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี และเราก็มีโอกาสในความสำเร็จในองค์กรนั้นๆ มากขึ้นครับ

หน้า 50