|
||||||||||||||
|
ศัพท์มาร์กซิสม์วันละคำ
: "ลุมเปนโปรลิตาเรียต"
ร้อยแปดวิถีทัศน์ : ไชยันต์ ไชยพร กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2550 เมื่อพูดถึงเรื่องชนชั้น หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า "class" คนที่ศึกษาสังคมศาสตร์มาบ้าง ย่อมต้องนึกถึง คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) เพราะงานของมาร์กซ์กล่าวถึงและวิเคราะห์เรื่องชนชั้นในสังคมไว้อย่างทะลุปรุโปร่ง โดยเขายืนยันว่า สังคมประกอบไปด้วย ชนชั้นสองชนชั้นใหญ่ๆ เสมอ ตั้งแต่ยุคทาส ยุคศักดินา ยุคทุนนิยมจนถึงสังคมนิยมยุคต้น ในยุคทาส สังคมประกอบไปด้วย ชนชั้นที่เป็นนายทาส และชนชั้นที่เป็นทาส ในสังคมยุคศักดินา ก็มีชนชั้นศักดินาที่เป็นเจ้าที่ดิน และชนชั้นไพร่ที่ทำหน้าที่เป็นแรงงานให้กับเจ้าที่ดินที่พวกชนชั้นไพร่สังกัด ต่อมาเมื่อเข้าสู่ยุคทุนนิยมซึ่งเป็นยุคปัจจุบันที่เรามีชีวิตอยู่ในขณะนี้ สังคมก็ประกอบไปด้วย ชนชั้นนายทุน และชนชั้นผู้ใช้แรงงานหรือชนชั้นกรรมาชีพ หรือที่เรียกในภาษาเยอรมันว่า "proletariat" หลายคนอาจจะทักท้วงว่า ตัวเองมิได้เป็นทั้งนายทุนและกรรมกร ดังนั้น การวิเคราะห์ของมาร์กซ์คงผิดกระมัง ? จริงๆ แล้ว มาร์กซ์แบ่งชนชั้นออกเป็นสองขั้วตรงข้ามที่ขัดแย้งกัน (polarization) ก็เพื่อง่ายแก่การทำความเข้าใจถึงความขัดแย้งทางชนชั้น เป็นการแบ่งทางทฤษฎี ขณะเดียวกัน มาร์กซ์ก็ยังทำการแบ่งชนชั้นในรายละเอียดตามสภาพความเป็นจริง ของสังคมออกเป็นชนชั้นต่างๆ มากกว่าสองชนชั้น อย่างเช่น เมื่อเขาวิเคราะห์สังคมฝรั่งเศสในช่วงสมัยของหลุยส์ โบนาปาร์ต ในช่วงระหว่างปี ค.ศ.1848-1851 เขาก็แบ่งชนชั้นตามความเป็นจริง หรือตามหลักฐานเชิงประจักษ์ได้มากกว่าสองชนชั้น เพียงแต่เขาเชื่อว่า ในที่สุดแล้ว ชนชั้นต่างๆ ที่ปรากฏให้เห็นในเชิงประจักษ์นั้นจะถูกเงื่อนไขทางเศรษฐกิจการเมืองผลักกดลดทอนให้เหลือเพียงสองชนชั้น ที่เป็นขั้วตรงข้ามกัน และเมื่อนั้น ความขัดแย้งทางชนชั้นในฐานะความขัดแย้งหลักของสังคมการเมืองเศรษฐกิจ ก็จะปรากฏตัวชัดเจนและรุนแรง หลายคนอาจจะนึกถึงวิกฤติเศรษฐกิจของไทยในปี พ.ศ. 2540 ที่มหาเศรษฐีและเศรษฐีหลายคน ได้ประสบกับความล้มละลายทางเศรษฐกิจ และกลายเป็น "พวกคนเคยรวย" ไป คงเหลือรอดแต่พวกที่รวยจริงๆ และเป็นพวกนายทุนใหญ่แบบที่มีกิจการข้ามชาติข้ามทวีป คนเคยรวยจำนวนไม่น้อย ต้องตกกระป๋องไปทำงานกึ่งใช้แรงงานที่ต้องอาศัยทักษะฝีมือและเป็นกึ่งใช้สมองบ้าง แต่กระนั้น การพังทลายทางเศรษฐกิจหรือภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจในครั้งนั้น ก็เป็นเพียงแค่เบาะๆ วงจรแห่งความฉิบหายทางเศรษฐกิจในระบบทุนนิยม ก็จะยังคงดำเนินต่อไปและจะหนักขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งความชัดเจนในความขัดแย้งทางชนชั้นสองชนชั้นก็จะปรากฏตัวให้เห็น อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์มนุษยชาติภายใต้ระบบทุนนิยม จะเป็นตามที่มาร์กซ์คาดการณ์ไว้หรือไม่ ก็คงจะต้องติดตามดูกันต่อไป ถ้าจะมองสถานการณ์ทางการเมืองของไทยขณะนี้ โดยเชื่อมโยงกับการแบ่งประเภทชนชั้นเชิงประจักษ์ในงานของมาร์กซ์ เราจะพบว่า มีคนกลุ่มหนึ่งที่มาร์กซ์ขนานนามว่า "lumpen- proletariat" (lumpen หมายถึง ฝูงคนชั้นต่ำ ในที่นี้ หมายถึง ฝูงชนที่ต่ำกว่ากรรมกรผู้ใช้แรงงาน) มาร์กซ์ได้เขียนไว้ในหนังสือของเขา ได้แก่ The German Ideology (1845) และ The Eighteenth Brumaire of Louis Napoleon (1852) โดยเขาให้ความหมาย "lumpenproletariat" ว่าหมายถึง "เศษเดนของชนชั้นทั้งหลาย" อันได้แก่ พวกขี้โกงขี้ฉ้อ พวกต้มตุ๋นลวงโลก พวกเจ้าของซ่องโสเภณี พวกเก็บของเก่าหรือเศษของขายตามตรอกซอยถนนหนทาง พวกกุ๊ยถ่อยอันธพาลที่ชอบขู่กรรโชก พวกขอทาน และพวกสวะสังคมอื่นๆ ใน The Eighteenth Brumaire มาร์กซ์และสหายเองเกลส์ได้อธิบาย "lumpenproletariat" ในฐานะที่เป็น "เศษของชนชั้น" (class fraction) นั่นคือ จะมีสถานะเป็นชนชั้นก็ยังเป็นไม่ได้ พวก "เศษชนชั้น" นี้เองที่มาร์กซ์และเองเกลส์ชี้ว่า เป็นฐานอำนาจทางการเมืองที่สำคัญให้กับหลุยส์ โบนาปาร์ต ในฝรั่งเศสช่วงปี 1848 ตามนัยที่กล่าวมา มาร์กซ์ กล่าวว่า ในช่วงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ดังกล่าวที่นำไปสู่การรัฐประหารยึดอำนาจของหลุยส์ โบนาปาร์ต ในปลายปี ค.ศ.1851 ชนชั้นกรรมาชีพ (proletariat) และชนชั้นนายทุนกฎุมพี (bourgeoise) เป็นชนชั้นที่ทำการผลิต และมีความก้าวหน้าอย่างยิ่ง ทำให้กระบวนการทางประวัติศาสตร์ขับเคลื่อนจากการพัฒนาพลังแรงงาน และสมรรถภาพทางการผลิตของสังคมให้ก้าวไปข้างหน้า ในขณะที่ พวก "lumpenproletariat" นั้น ไม่มีส่วนในการผลิตใดๆ และแถมยังทำให้สังคมถดถอยล้าหลังอีกด้วย นอกจากนี้ มาร์กซ์ยังวิเคราะห์ไว้อีกว่า พวก "lumpenproletariat" นี้ ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายจริงจัง ในการมีส่วนร่วมในการปฏิวัติแต่อย่างใด และจริงๆ แล้ว อาจจะมีผลประโยชน์จากการรักษาโครงสร้างทางชนชั้นที่ดำรงอยู่ เพราะบรรดาผู้คนในกลุ่ม "lumpenproletariat" นี้ มักจะต้องพึ่งพานายทุนและชนชั้นสูงในการที่พวกเขาจะมีชีวิตอยู่แบบวันต่อวัน ดังนั้น ตามนัยดังกล่าวนี้ มาร์กซ์จึงมองว่า พวก "lumpenproletariat" เป็นพลังที่ต้านการปฏิวัติสังคม เป็นพวกที่เป็นอุปสรรคพัฒนาการความก้าวหน้าของสังคม เมื่อพิจารณา "lumpenproletariat" หรือพวก "เศษเดนของชนชั้นทั้งหลาย" อันได้แก่ พวกขี้โกงขี้ฉ้อ พวกต้มตุ๋นลวงโลก พวกเจ้าของซ่องโสเภณี พวกเก็บของเก่าหรือเศษของขายตามตรอกซอยถนนหนทาง พวกกุ๊ยถ่อยอันธพาลที่ชอบขู่กรรโชก พวกขอทาน และพวกสวะสังคมอื่นๆ ตามที่กล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่า คนพวกนี้ไม่ได้ทำมาหากินจริงจังเหมือนกรรมกรผู้ใช้แรงงาน พวกนี้เป็นพวกที่ต้องการจะเอาแต่ได้ด้วยวิธีลัด ไม่ว่าจะเป็นการโกง ฉ้อฉล หลอกลวง ขู่กรรโชก หรือขอเอาดื้อๆ ฯลฯ ซึ่งจะว่าไปแล้ว เราพบคนแบบนี้ได้ในทุกชนชั้น ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้เราเข้าใจว่า ทำไมมาร์กซ์จึงจัดคนพวกนี้ว่าเป็นพวก "เศษเดนของชนชั้นทั้งหลาย" คนพวกนี้หาได้มีอุดมการณ์หรือจิตสำนึกทางการเมืองที่มุ่งเปลี่ยนแปลงสังคมให้เป็นธรรมแต่อย่างใด เพราะพวกเขาพอใจที่ได้เงินมาอย่างง่ายๆ จากพวกนายทุนหรือชนชั้นที่ร่ำรวย ไม่ว่าจะเป็นการขู่กรรโชกพวกนายทุน หรือรับใช้นายทุนในการข่มขู่ทำร้ายผู้อื่นในสังคม ที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ ในแทบทุกสังคม มีคนประเภทนี้อยู่ไม่น้อย และที่ไม่น่าแปลกใจอีกประการหนึ่งก็คือ เมื่อมาร์กซ์และเองเกลส์ชี้ให้เห็นว่า ในการยึดอำนาจรัฐของหลุยส์ โบนาปาร์ต คนพวกนี้เป็นฐานพลังทางการเมืองสำคัญที่ทำให้การยึดอำนาจสำเร็จ และคนพวกนี้ก็พอใจกับการรับจ้างไปวันๆ ไม่ว่าจะเป็นการถูกจ้างให้กวนเมือง หรือถูกจ้างให้อยู่เฉยๆ เพื่อไม่ให้โวยวาย ถ้าผู้อ่านท่านใดอ่านข้อเขียนสั้นๆ นี้แล้ว พาลให้นึกถึงคนบางคน และกลุ่มคนบางกลุ่ม ที่กำลังผนึกกำลังกันก่อความวุ่นวายทางการเมือง ก็ขอให้คิดกันไปตามสบายเถิดครับ ถือเป็นเสรีภาพทางความคิดของท่านจะตีความว่า มีอดีตผู้นำทางการเมืองบางคนเป็นส่วนหนึ่งของพวก "lumpenproletariat" ที่ขณะนี้ ได้ผันตัวกลายเป็น "ผู้นำ" กลุ่มคนประเภทเดียวกันกับเขาแล้ว รวมทั้งพวกอดีตซ้ายเก่าเจ้าลัทธิมาร์กซ์บางคนที่อาจไม่รู้ว่า ตัวเองก็ได้ผันจาก "นักปฏิวัติ" ไปเป็นพวกเดียวกันกับ "lumpenproletariat" แล้ว นั่นคือกลาย "เป็นพวกถดถอยและถ่อย ที่ไม่ทำงานอะไร เป็นได้เพียงเศษเดนชนชั้นที่ทำตัวเป็นอุปสรรคและต่อต้านพัฒนาการความก้าวหน้าของประวัติศาสตร์" ดังนั้น ก่อนที่จะแค่นแอบอ้างตนว่า เป็นผู้นำพลังอันก้าวหน้าของสังคมโค่นล้มศักดินาเก่า-เข้ากับทุนก้าวหน้า (ซึ่งน่าจะสามานย์เสียมากกว่า !) น่าจะหาเวลาศึกษาทำความเข้าใจ "ศัพท์มาร์กซิสม์" บ้าง สัปดาห์ละคำก็ยังดี แต่ก็ต้องระวังไว้ด้วย ถ้าคิดจะพึ่งพาอาจารย์มหาวิทยาลัย !เพราะอย่างที่มาร์กซ์ว่าไว้ "lumpenproletariat" มาได้จากทุกชนชั้น รวมทั้งพวกครูบาอาจารย์มหาวิทยาลัย ก็ไม่เว้นด้วย แต่อย่างที่เพลโตเคยว่าไว้ว่า "ในที่สุดแล้ว คนที่มีอะไรเหมือนๆ กัน ก็มักจะไปสุมหัวรวมตัวอยู่ด้วยกัน"
|