|
||||||||||||||
|
ศึกษาคดีพิทักษ์ทรัพย์กลุ่ม
"ราศรี บัวเลิศ"
เพราะความหละหลวม...
นำสู่เหตุที่ไม่ควรเกิด
ผลลัพธ์สุดท้าย
ลูกหนี้ล้มบนฟูก
โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ มติชนรายวัน วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10688 ข่าวคราวเรื่องศาลฎีกามีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดบริษัทในกลุ่มของนางราศรี บัวเลิศ แม้จะไม่เป็นที่สนใจในวงกว้าง เหมือนเหตุการณ์วุ่นวายทางการเมืองในขณะนี้ ที่ส่งผลกระทบกระเทือนถึงเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม แต่ข่าวชิ้นนี้ก็มีความน่าสนใจ และควรแก่การพิเคราะห์ว่าเหตุใดจึงเกิดเหตุขึ้น เพราะเมื่อศึกษารายละเอียดของเรื่อง ย่อมคิดได้ว่าไม่ควรเกิดขึ้นเลย น่าจะมีวิธีจัดการตัดปัญหาได้ตั้งแต่ต้นเพื่อหยุดความเสียหายไม่ให้ลุกลามบานปลาย หลังจากมีประกาศเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในราชกิจจานุเบกษาลงวันที่ 29 พฤษภาคม 2550 เรื่อง ศาลฎีกามีคำสั่ง ให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด บริษัท ดีไฟ จำกัด บริษัท เจริญเลิศเอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด นางราศรี บัวเลิศ นายกุลชัย บัวเลิศ พลเรือโท อนันต์ จันทรกุล นางสาวสงวนศรี เดชพรเทวัญ นาวสาวปาริชาติ ปุจฉาธรรม พลเอก สวัสดิ์ พัดชื่นใจ พลเรือเอก ประเทือง วงศ์จันทร์ ซึ่งทั้งหมดถือเป็นลูกหนี้ของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่ถูกยื่นฟ้องร้องคดีแพ่งไปตั้งแต่ปี 2542 และฟ้องล้มละลายในปี 2544 เนื่องจากเป็นผู้ค้ำประกันให้กับบริษัท ดีไฟ จำกัด และไม่สามารถชำระคืนหนี้เงินกู้ให้กับธนาคารได้ โดยศาลฎีกาไม่ได้มีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์บริษัท แชลเลนจ์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เป็นเจ้าของตึกสเตท ทาวเวอร์ ถนนสีลม หนึ่งในผู้ค้ำประกันบริษัท ดีไฟ จำกัด เพราะยังมีความสามารถดำเนินธุรกิจได้ ทำให้ธนาคารกรุงเทพ เข้ายึดห้องชุดในตึกสเตท ทาวเวอร์ จำนวน 448 ยูนิต นอกจากนี้ธนาคารกรุงเทพยังยืนยันว่าการปล่อยเงินกู้ให้กับบริษัท ดีไฟ จำกัด จำนวน 9,700 ล้านบาท มีการเรียกหลักประกัน ซึ่งคาดว่าจะเป็นบัญชีเงินฝากของนางราศรี บัวเลิศ แต่เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลงค่าเงินบาท ส่งผลให้หลักประกันไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้และต้องเข้าไปยึดทรัพย์จากผู้ค้ำประกันดังกล่าว ซึ่งไม่ทราบว่าผู้ค้ำประกันเป็นลูกหนี้ของใครมาก่อน แต่การปล่อยกู้ในขณะนั้นเกิดจากความเชื่อมั่นในเครดิต และฐานะการเงินของผู้ค้ำประกัน อีกทั้งยังเห็นว่าผู้ค้ำประกันดำเนินธุรกิจที่มีเจ้าของกลุ่มเดียวกันกับลูกหนี้ด้วย ซึ่งต่อมาพบว่าบริษัท แชลเลนจ์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด มีสถานะเป็นลูกหนี้ติดจำนองอยู่กับบริษัท บริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (บสก.) ที่ได้รับโอนหนี้ดังกล่าวมาจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ที่ขายให้กับบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน (บบส.) ก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม ธนาคารกรุงเทพก็มีสิทธิเข้ายึดห้องชุดดังกล่าว แม้ว่าจะติดจำนอง อยู่กับธนาคารกรุงไทยในสมัยนั้น เพราะกฎหมายไม่ได้ระบุว่าเจ้าหนี้รายอื่นจะเข้ายึดทรัพย์ลูกหนี้ที่ติดจำนองอยู่ไม่ได้ โดยสามารถเข้ายึดทรัพย์ที่ระบุไว้ตามกฎหมายได้ทั้งหมดเพียงแต่จะได้รับชำระหนี้ หลังจากเจ้าหนี้รับจำนอง เมื่อมีการขายทรัพย์ทอดตลาดแล้ว ซึ่งถ้าหากสามารถขายได้เกินราคาของมูลหนี้จำนอง ส่วนที่เกินจากมูลหนี้จำนองจะต้องชำระให้กับเจ้าหนี้รายอื่น ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่ามูลหนี้จำนองของตึกสเตท ทาวเวอร์ที่ติดอยู่กับธนาคารกรุงไทยอยู่ในระดับสูงถึงกว่า 10,000 ล้านบาท จากราคาประเมินในขณะนั้น 7,100 ล้านบาท ส่งผลให้โอกาสที่ธนาคารกรุงเทพ ในฐานะเจ้าหนี้ค้ำประกันมีโอกาสได้รับชำระคืนหนี้ค่อนข้างน้อยหรืออาจจะไม่ได้รับชำระหนี้เลย เนื่องจากปัจจุบันราคาประเมินต่ำกว่ามูลหนี้จำนอง หากเจ้าหนี้โหวตรับแผนฟื้นฟูของบริษัท แชลเลนจ์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด หลังจากมีการยื่นขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ทุกราย ภายในวันที่ 14 กรกฎาคมนี้ จะทำให้สินทรัพย์ที่จำนองอยู่ทั้งหมด ได้แก่ ห้องชุดจำนวน 1,071 ยูนิต พลาซ่า ร้านอาหารและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ จะถูกตีโอนมาชำระหนี้ให้กับ บสก.ก่อน ซึ่งรวมแล้วมีมูลค่าต่ำกว่ากว่า 10,000 ล้านบาท ดังนั้น เจ้าหนี้รายอื่นอาจจะไม่ได้รับชำระหนี้ บริษัท แชลเลนจ์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (เดิมชื่อบริษัท สีลม พรีเชียส ทาวเวอร์ และเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท โรยัลเจริญกรุง จำกัด) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ค้ำประกันบริษัท ดีไฟ จำกัด ที่ประกอบธุรกิจยุทธภัณฑ์ ได้รับอนุมัติวงเงินกู้จากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่ปี 2533 จำนวน 1,900 ล้านบาท จากทุนจดทะเบียนบริษัททั้งสิ้น 200 ล้านบาท ซึ่งในขณะนั้นมีนายรังสรรค์ ต่อสุวรรณ เป็นผู้บริหาร ต่อมาในปี 2536-2537 นายรังสรรค์ถูกดำเนินคดี ทำให้บริษัทเกิดปัญหาจึงได้ขายกิจการให้กับนางราศรี บัวเลิศ โดยยังมีภาระหนี้อยู่จำนวน 1,625 ล้านบาท โดยในปี 2537 ธนาคารกรุงไทยยังได้อนุมัติวงเงินกู้เพื่อก่อสร้างตึกเพิ่มเติมอีก จำนวน 2,000 ล้านบาท และหลังจากก่อสร้างไปได้ระยะหนึ่ง บริษัท แชลเลนจ์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด ก็ได้ดำเนินการเพิ่มทุนจดทะเบียนชำระแล้วจาก 200 ล้านบาท เป็น 1,200 ล้านบาท หลังจากนั้นธนาคารกรุงไทย ได้อนุมัติวงเงินกู้เพิ่มอีก 2,000 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างเพิ่มเติมในส่วนที่เหลือ ต่อมาในปี 2541 โครงการดังกล่าวประสบปัญหาจากภาวะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัว โดยคงเหลือภาระหนี้ประมาณ 5,470 ล้านบาท ธนาคารกรุงไทยจึงประนอมหนี้กับลูกหนี้ ขยายเวลาชำระหนี้ออกไป 16 ปี และอนุมัติวงเงินกู้เพิ่ม 617 ล้านบาท ลดดอกเบี้ยคงค้างทั้งหมดเหลือ 600 ล้านบาท และเปลี่ยนเป็นเงินกู้ประจำ ซึ่งทางลูกหนี้ได้เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 1,200 ล้านบาท เป็น 2,400 ล้านบาท โดยในปี 2544 ธนาคารกรุงเทพได้ยื่นฟ้องล้มละลายบริษัท ดีไฟ จำกัด กับพวกรวม 10 ราย รวมทั้งนางราศรี และนายกุลชัย บัวเลิศ ผู้ค้ำประกัน โดยทุนฟ้องแบ่งออกเป็น บริษัท แชลเลนจ์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด จำนวน 2,007.88 ล้านบาท นางราศรี บัวเลิศ จำนวน 9,729 ล้านบาท และนายกุลชัย บัวเลิศ จำนวน 8,717 ล้านบาท โดยศาลแพ่งพิพากษาให้ บริษัท แชลเลนจ์ พรอพเพอร์ตี้ ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องชำระเงินต้น 1,308 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 12-17% ต่อปี ขณะที่ธนาคารกรุงไทยยังได้อนุมัติวงเงินกู้เพิ่มเติมอีก 256.20 ล้านบาท ในปีเดียวกัน และอนุมัติวงเงินกู้เพิ่มอีก 1,965 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างพลาซ่าและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ รวมธนาคารกรุงไทยได้อนุมัติเงินกู้ (ไม่รวมดอกเบี้ย) ให้กับลูกหนี้ทั้งหมดจำนวน 8,738.2 ล้านบาท ก่อนที่จะขายหนี้ดังกล่าวให้กับ บบส.พร้อมกับหลักประกัน ได้แก่ ห้องชุด 1,071 ยูนิต ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารอเนกประสงค์ 4 ชั้น และถนนด้านหลังโครงการสเตททาวเวอร์ หุ้นบริษัท แชลเลนจ์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด 182.40 ล้านหุ้น (ธนาคารกรุงเทพเข้ายึดอีก 117 ล้านหุ้น) และบุคคลค้ำประกันได้แก่ นางราศรี บัวเลิศ นายกุลชัย บัวเลิศ บริษัท แชลเลนจ์ พรอพเพอร์ตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ จำกัด บริษัท เรซอแนนซ์ จำกัด และบริษัท เรซอแนนซ์ กรุ๊ป จำกัด และในปี 2549 ลูกหนี้ได้ยื่นขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง โดยธนาคารกรุงเทพและนายรังสรรค์ ต่อสุวรรณยื่นคัดค้าน แต่ในเดือนเมษายน 2550 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้บริษัท แชลเลนจ์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด ฟื้นฟูกิจการ โดยให้ลูกหนี้ทำแผนฟื้นฟูฯยื่นเสนอต่อเจ้าหนี้ ซึ่งลูกหนี้สามารถขยายเวลาการยื่นแผนฟื้นฟูฯได้ไม่เกินวันที่ 29 ตุลาคม 2550 ขณะที่เจ้าหนี้ทั้งหมดต้องมายื่นขอรับชำระหนี้ในวันที่ 14 กรกฎาคม 2550 จนถึงวันนี้ บรรดาเจ้าหนี้คงพากันกุมขมับ ลุ้นระทึกกับแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้รายนี้ โดยเฉพาะธนาคารกรุงเทพ ที่ฟ้องร้องกันมายืดเยื้อหลายปี แต่ท้ายที่สุด ดูเหมือนต้องทำใจว่าอาจไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือ ส่วนลูกหนี้ก็เข้าสูตรล้มบนฟูกอีกตามเคย หน้า 20
|