หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ร่าง พ.ร.บ. สภาองค์กรชุมชน ต้องสู้จึงจะชนะ

โดย สมพันธ์ เตชะอธิก  มติชนรายวัน  วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10688

การต่อสู้ทางอำนาจให้ประชาชนโดยมีกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีรัฐมนตรีนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม เป็นแกนนำ กับการรักษาอำนาจให้ระบบราชการ โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย มีนายอารีย์ วงศ์อารยะ เป็นแกนนำ

เรื่องนี้เป็นปัญหาทางแนวคิดในระบอบประชาธิปไตย ระหว่างประชาธิปไตยทางตรง และมีส่วนร่วมกับประชาธิปไตยแบบตัวแทน ที่มีลักษณะจัดตั้ง และจับตั้งได้ กล่าวคือ การมีพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน เป็นการเมืองภาคพลเรือน ขณะที่การล้มกฎหมายฉบับนี้ได้เป็นการคงอยู่ของการควบคุม และอำนาจที่มีอยู่ องค์กรปกครองท้องถิ่นที่ผ่าน อบต.เทศบาล อบจ.และการปกครองท้องที่ที่ผ่านกำนันผู้ใหญ่บ้านและประชาคมหมู่บ้านได้

ไม่เพียงเรื่องในระดับชุมชนจะมีปัญหาในระดับใหญ่เช่นนี้ ปัญหาการเมืองระดับชาติก็มีปัญหาเฉกเช่นเดียวกัน สังคมไทยจึงถูกครอบงำด้วยความคิดว่าประชาธิปไตย ต้องไปเลือกตั้งให้ได้ตัวแทนมาใช้อำนาจจัดสรรผลประโยชน์ และพัฒนาประเทศแทนให้ โดยที่สิทธิ อำนาจ บทบาทหน้าที่ของประชาชนที่จะเข้าถึงการใช้อำนาจโดยตรง และมีส่วนร่วมเต็มไปด้วยปัญหาอุปสรรคนานาประการ รัฐธรรมนูญที่กำลังยกร่างให้ประชาชนลงประชามติก็มีปัญหาเช่นนี้

การต่อสู้ให้ได้กฎหมายดีๆ เพื่อประชาชนจึงต้องออกแรงทั้งทางความคิดและการรวมพลังมากๆ

จึงไม่น่าแปลกใจที่อาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ออกมาทิ้งไพ่เกือบใบสุดท้ายแลกกับตำแหน่งรองนายกฯ และรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้ ในฐานะแกนนำที่ปรารถนาอย่างแรงกล้า จะมีกฎหมายเปิดโอกาสให้ประชาชน ได้มีสิทธิและอำนาจมากขึ้น

ส่วนไพ่ใบสุดท้ายยังไม่รู้ว่าอาจารย์ไพบูลย์จะนำขบวนสมัชชาองค์กรชุมชน ออกมาประท้วงเรียกร้อง ให้พระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชนต้องผ่าน และประกาศใช้ให้ทันรัฐบาลชุดนี้หรือไม่?

ทำไมองค์กรชุมชนจึงมีความสำคัญ? อะไรคือองค์กรชุมชน? มีความแตกต่างกับองค์กรปกครองท้องถิ่น กับคณะกรรมการหมู่บ้านและประชาคมหมู่บ้านและตำบลอย่างไร?

องค์กรชุมชนมีแนวคิดการรวมกลุ่มกันของชาวบ้าน เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาการพึ่งตนเองภายในชุมชน หมู่บ้าน ตำบล มีการแบ่งปัน แลกเปลี่ยน รวบรวมความคิด ประสบการณ์ ทรัพยากรร่วมกันของคนในท้องถิ่น มีการทำกิจกรรมต่างๆ ในชุมชน หมู่บ้าน ตำบลและภายนอก เพื่อให้เกิดการต่อรองในการจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรม

องค์กรชุมชนจึงหมายถึงการรวมตัวกันของคนในชุมชน เพื่อเป็นกลไกการทำงาน เป็นเวทีการเรียนรู้ แลกเปลี่ยน และตัดสินใจระดับรากหญ้า/รากแก้ว ที่มีระบบโครงสร้างและมีกิจกรรมร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหา และพัฒนาชุมชน โดยแบ่งได้เป็น 4 ประเภท คือ

1.องค์กรที่ภาครัฐจัดตั้งและดำเนินกิจกรรมตามการสนับสนุนของรัฐ อาจมีการดำเนินงานด้วยตนเองบ้าง แต่ก็ถูกควบคุมตรวจสอบและใช้กฎหมาย กฎระเบียบของรัฐ เช่น กม. อบต.ประชาคมหมู่บ้าน/ตำบล เป็นต้น

2.องค์กรที่ภาคเอกชนเป็นผู้สนับสนุนหรือจัดตั้ง เช่น กลุ่ม/เครือข่ายที่มีองค์กรพัฒนาเอกชนลงไปทำงานในพื้นที่ เป็นต้น

3.องค์กรที่ภาคประชาชนเป็นผู้จัดตั้งและดำเนินการด้วยตนเอง เช่น สมัชชาคนจน สมัชชาองค์กรชุมชน กลุ่มป่าชุมชน กลุ่มหมอยาพื้นบ้าน/กลุ่มสมุนไพร เป็นต้น

4.องค์กรชุมชนแบบบูรณาการ/ผสมผสาน มีทั้งที่เป็นองค์กรประเภทที่ 1 ผสมผสานกับประเภทที่ 2 และ 3 เป็นองค์กรประเภท 2 บวก 3 เป็นองค์กรประเภท 1 บวก 3 เป็นองค์กรประเภท 1 บวก 2 เป็นต้น

องค์กรชุมชนต่างๆ เหล่านี้ จึงมีทั้งที่สามัคคีกันทำงานเพื่อชุมชน และมีทั้งที่ขัดแย้งกัน โดยองค์กรชุมชนที่รัฐจัดตั้ง มักมีทัศนคติไม่ดีกับองค์กรที่ภาคเอกชนจัดตั้งและองค์กรชุมชนที่จัดตั้งกันเอง เพราะทั้ง 2 ประเภทนี้ไม่ยอมรับอำนาจ มักวิพากษ์วิจารณ์การทำงานและตรวจสอบองค์กรประเภทที่ 1 อยู่เสมอๆ

ส่วนองค์กรประเภทที่ 2 และ 3 ก็ไม่ไว้วางใจองค์กรประเภทที่ 1 โดยเฉพาะการคอร์รัปชั่น การเป็นทาสระบบราชการ และอยู่ใต้การอุปถัมภ์ของนักการเมือง

ขณะที่การบริหารท้องที่ ท้องถิ่น ภูมิภาคและประเทศ ใช้แผนและโครงการเป็นเครื่องมือในการของบประมาณ ด้วยเหตุนี้องค์กรชุมชนทุกประเภทจึงต้องจัดทำแผนและโครงการเพื่อเสนอขออนุมัติจากแหล่งสนับสนุนแหล่งใดแหล่งหนึ่ง

ที่นี้ระบบสนับสนุนในระดับชุมชน หมู่บ้าน ตำบล ต้องผ่านเวทีประชาคมหมู่บ้าน หรือผ่านคณะทำงานจัดทำแผนที่ มีการจัดตั้งไว้แล้ว องค์กรชุมชนที่จัดตั้งกันเอง และไม่ชอบอยู่ในอาณัติของใครก็กลายเป็นแกะดำในชุมชน/หมู่บ้าน/ตำบล และไม่อาจเข้าถึงหรือได้รับการจัดสรรทรัพยากรใดๆ เลย มีองค์กรชุมชนประเภทนี้นับ 10 แห่งต่อชุมชน/หมู่บ้าน รวมทั้งประเทศก็ไม่น่าจะต่ำกว่า 800,000 องค์กรชุมชน

ดังนั้น ร่างพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน จึงเป็นการเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนได้เข้าไปมีส่วนร่วมต่อระบบการจัดแผน และการตรวจสอบเพื่อประชาชน ตั้งแต่ระดับตำบลให้มีส่วนร่วมเสนอแผน เวทีสมัชชาฯ เสนอความคิดเห็นและตรวจสอบ ประเมินผล ตามมาตรา 19 (2) (4) (7) ระดับจังหวัด มีอำนาจหน้าที่ร่วมเสนอแผน เวทีสมัชชาฯ และตรวจสอบ ประเมินผล ตามมาตรา 25 (2) (4) (6) ระดับชาติ มีอำนาจหน้าที่เพียงเสนอความคิดเห็น

เวทีสมัชชาฯชาติจึงให้ความเห็นต่อโครงการที่มีผลกระทบ ตรวจสอบและประเมินผลงาน อปท.ตามมาตรา 28 (2) (4) และ (6)

จึงเป็นธรรมดาที่ต้องถูกคัดค้านและต่อต้านจากกระทรวงมหาดไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและการปกครองท้องที่ เพราะสร้างความรู้สึกบั่นทอนอำนาจและสร้างการถ่วงดุลอำนาจมากไป ถ้าอยู่ในโครงสร้างและระบบของรัฐ การควบคุมและกำหนดทิศทางให้ทำตามนโยบายและระบบราชการง่ายกว่ามาก

การสร้างกฎหมายฉบับหนึ่งให้เกิดการยอมรับทั่วทุกองค์กรจึงไม่ใช่เรื่องง่าย

สมัยที่พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ จะประกาศใช้ในเดือนมกราคม 2550 ที่ผ่านมา ต้องใช้เวลาถึง 6 ปี ในการสร้างเวทีเรียนรู้เนื้อหาและความสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ มีการสร้างแนวร่วมทั่วทั้งแผ่นดิน มีการประสานงานทางการเมืองกับพรรคใหญ่ๆ ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน มีการทำงานกับรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีและกฤษฎีกา มีการประสานงานกับสมาชิกสภานิติบัญญัติคนสำคัญๆ และกรรมาธิการวิสามัญทุกชุด

แม้กระนั้นก็ไม่สามารถออกกฎหมายได้ภายใต้ระบบการเมืองปกติ จนมาออกได้สมัยรัฐบาลชุดปัจจุบัน

ร่างพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน จึงยังไม่ควรท้อ

แท้และหมดแรงกับความคิดเห็นที่แตกต่าง แต่กลับต้องเสริมพลังอำนาจตัวเองให้มากขึ้น ด้วยการให้ความรู้ความเข้าใจ และสร้างการยอมรับต่อกฎหมายฉบับนี้ด้วยเวทีย่อยๆ และใหญ่ๆ แก่องค์กรชุมชนให้เพิ่มจำนวนขึ้นเป็นหมื่นเป็นแสนแห่ง มีการทำงานประสานงานกับผู้มีส่วนเกี่ยว ด้วยการล็อบบี้สาระสำคัญของกฎหมาย

อย่าไปรำคาญใจว่ารัฐมนตรีพวกนี้ไม่อ่านเนื้อหารายละเอียดกฎหมาย เพราะเมืองไทยเป็นแบบนี้มานานแล้ว จนเคยชินสบายใจคือไทยแท้ ต้องหาแนวทางแก้ไขในระยะยาวต่อไป

กลยุทธ์จึงต้องเป็นแบบไทยๆ คือ เข้าไปหา นอบน้อมถ่อมตน ให้เกียรติและยอมรับฟังความคิดเห็นมากๆ รวมทั้งสร้างแนวร่วมพันธมิตรในคณะรัฐมนตรี กฤษฎีกา สนช.และองค์กรชุมชนทั่วประเทศ

โอกาสของกฎหมายฉบับนี้ยังมีอยู่มาก แม้กฎหมายจะผ่านหรือไม่ผ่าน แต่สามารถสร้างการเรียนรู้ในกระบวนการทางกฎหมาย การใช้อำนาจ การทำงานประสานงาน การเมืองภาคพลเมืองให้กับองค์กรชุมชนได้ การเรียนรู้นี้จะนำไปสู่ความเข้มแข็งและต่อสู้กับอำนาจไม่เป็นธรรมได้

หน้า 6