|
||||||||||||||
|
อันตรายในธาตุลม
บ้านเขาเมืองเรา : ไสว บุญมา กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2550 เมื่อวันศุกร์ที่แล้วอันเป็นวันเดียวกันกับที่คอลัมน์นี้ตีพิมพ์บทความเรื่อง "น้ำ ธาตุ ชาติ ชีวิต" สื่อบางฉบับรายงานว่า กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้สั่งให้โรงงานในย่านมาบตาพุด 76 แห่ง เสนอแผนลดมลพิษ จึงขอขยายเนื้อความเกี่ยวกับธาตุลม ซึ่งบทความที่กล่าวถึงเขียนไว้เพียงสั้นๆ ย้อนไปเมื่อราว 40-50 ปี โรงงานอุตสาหกรรมและรถยนต์ปล่อยควันออกไปในอากาศโดยปราศจากการควบคุม เพราะในยุคนั้นเราคิดกันว่าอากาศสามารถดูดซับควันไว้ได้อย่างไม่จำกัด หลังจากอากาศในบางแห่งเริ่มเป็นพิษ และบางพื้นที่มีฝนตกเป็นกรด การค้นคว้าหาสาเหตุจึงเกิดขึ้นและได้ข้อสรุปว่า อากาศมีความสามารถในการดูดซับสิ่งที่มีพิษเพียงจำกัด การปล่อยควันหรือสารเคมีออกไปในอากาศเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จะนำไปสู่ "จุดพลิกผัน" (Tipping Point) ณ จุดนั้นควันหรือสารเคมีที่ปล่อยออกไปจะทำให้อากาศเป็นพิษทันที การค้นพบนั้นนำไปสู่การต่อสู้กันอย่างเข้มข้นระหว่างเจ้าของโรงงาน และประชาชนที่เคลื่อนไหวให้มีการควบคุมมลพิษในแนวที่คอลัมน์นี้เขียนถึงเมื่อสัปดาห์ก่อนเรื่อง "วันนี้ยังมีเสียงนก" ข้อสรุปนั้นนำไปสู่การออกกฎหมายควบคุมการปล่อยควันและสารเคมีของโรงงานและรถยนต์ และการใช้สารเคมีในสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในประเทศที่มีความก้าวหน้าทางการอุตสาหกรรมสูง การควบคุมควันพิษและสารเคมีทำได้หลายวิธี เช่น การติดตั้งกระบวนการ "ฟอก" ควันพิษ ก่อนปล่อยออกไปในอากาศและการห้ามใช้สารเคมีที่มีหลักฐานยืนยันว่า เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เนื่องจากการปฏิบัติตามมาตรการควบคุมนั้น ต้องใช้เงินยังผลให้ต้นทุนของสินค้าเพิ่มขึ้น เจ้าของโรงงานที่ปล่อยควันพิษและผลิตสารเคมี จึงหาทางหลีกเลี่ยงด้วยการย้ายโรงงานไปตั้งในประเทศด้อยพัฒนา ซึ่งมีมาตรฐานในการควบคุมควันพิษและสารเคมีต่ำ หรือมีพนักงานของรัฐฉ้อฉลจนการบังคับใช้กฎหมายไร้ผล โรงงานในย่านมาบตาพุดมีที่มาที่ไปในแนวนี้ ผู้เดินทางไปในย่านนั้นจึงมักได้กลิ่นควันและสารเคมี หรือรู้สึกแสบตาขึ้นมาทันทีโดยไม่รู้สาเหตุ สภาพเช่นนี้มีค่าเท่ากับรัฐบาลไทยขายธาตุลมของชาติ อันเป็นอากาศบริสุทธิ์ที่ชาวบ้านในย่านนั้นใช้หายใจให้แก่นายทุน ซึ่งเป็นทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ผลกระทบของการหายใจอากาศพิษนั้นเข้าไปจะเป็นอย่างไร อาจยังไม่มีข้อมูลแน่นอนในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม ขอยกตัวอย่างในต่างประเทศมาเล่าไว้เป็นอุทาหรณ์ เมื่อปี 2512 บริษัทยูเนี่ยนคาร์ไบด์ของสหรัฐไปลงทุนสร้างโรงงานผลิตสารเคมีที่เมืองโบพาลในอินเดีย โรงงานนั้นทำกำไรได้อย่างงดงาม อีก 10 ปีต่อมาบริษัทจึงขยายโรงงาน ทั้งที่มีการต่อต้าน แต่รัฐบาลก็ไม่สามารถยับยั้งหรือสั่งให้บริษัทย้ายโรงงานออกจากย่านชุมชนได้ เนื่องจากบริษัทอ้างว่ามันจะทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น จนสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน นอกจากจะไม่ย้ายโรงงานออกไปจากย่านชุมชนแล้ว บริษัทยังพยายามลดต้นทุนด้วยการใช้วัตถุดิบที่มีราคาต่ำ ทั้งที่มันมีโอกาสระเบิดได้ง่าย และซ้ำร้ายยังจงใจใช้เครื่องมือที่มีคุณภาพต่ำ และพยายามหลีกเลี่ยงกฎข้อบังคับ สำหรับควบคุมสารอันตรายอีกด้วย ต่อมาอีกราว 5 ปีคือเมื่อเช้ามืดของวันที่ 3 ธันวาคม 2527 ถังเก็บสารอันตรายของโรงงานก็ระเบิด ชาวโบพาลราว 3,000 คนเสียชีวิตทันทีจากการสูดเอาสารเคมีเข้าไปในปริมาณมาก ต่อมาการศึกษาพบว่าชาวโบพาลอีกอย่างน้อย 15,000 คนเสียชีวิตจากโรคร้ายอันเกิดจากการหายใจ เอาสารเคมีที่ระเบิดออกมาในคืนนั้นเข้าไป การตายของชาวโบพาลเป็นข่าวพาดหัวและสร้างความสนใจให้แก่ชาวโลก แต่การตายนั้นเป็นเพียงส่วนน้อย ของภูเขาน้ำแข็งที่โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ ยังมีอีกส่วนหนึ่งซึ่งซ่อนอยู่และส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับการตายแบบผ่อนส่ง หลังจากคนงานและชาวบ้านในท้องถิ่นต้องหายใจเอาควันพิษและสารอันตรายเข้าไปอย่างต่อเนื่อง เรื่องนี้ไม่จำกัดอยู่ที่ควันและสารเคมีจากโรงงานอุตสาหกรรมเท่านั้น หากเกิดจากภาคเกษตรกรรมด้วย ตัวอย่างที่ถูกอ้างถึงบ่อยๆ ได้แก่ การไปลงทุนในละตินอเมริกาของบริษัทอเมริกัน เพื่อผลิตผลไม้ ผักและดอกกุหลาบสำหรับสนองความต้องการในสหรัฐ บริษัทจ้างคนงานท้องถิ่นเพื่อฉีดยาฆ่าแมลงและวัชพืช คนงานเหล่านั้นไม่ได้รับการปกป้องจากสารเคมีอย่างเพียงพอ หลังจากฉีดยาไปชั่วระยะหนึ่ง พวกเขามักป่วยด้วยโรคต่างๆ เรื่องทำนองนี้ไม่ค่อยเป็นข่าวพาดหัว แต่อาจหาอ่านได้ในหนังสือเรื่อง Cultivating Crisis : Human Cost of Pesticides in Latin America ของ Douglas Murray การตายผ่อนส่งจากการสูดควันและสารเคมีเกิดขึ้นทั่วโลก สำหรับรอบๆ เมืองไทย สำนักข่าวอังกฤษ รายงานเรื่องราวของชาวเขมรว่า การใช้สารเคมีเป็นเวลานาน ทำให้คนงานเกษตรป่วยกันอย่างกว้างขวาง (Cambodias Pesticide Gamblers, by Eric Unmacht, 9 July 2003) รัฐบาลเขมรอ้างว่า ได้สั่งห้ามใช้สารเคมีที่มีพิษร้ายหลายอย่างแล้ว รวมทั้ง Methyl Parathion ซึ่งเมืองไทยไม่ห้าม อย่างไรก็ตาม นักข่าวยังสงสัยเรื่องการบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลเขมร ในปัจจุบันนี้ แม้จะมีการยอมรับกันอย่างกว้างขวางแล้วว่า อากาศมีความสามารถในการดูดซับสารพิษเพียงจำกัด แต่สารพิษยังถูกปล่อยออกไปในปริมาณสูง ยังผลให้มีคนตายจากอากาศเป็นพิษปีละหลายล้านคน องค์การอนามัยโลกประเมินว่า แต่ละปีมีคนตายจากอากาศเป็นพิษ 4.6 ล้านคน ราว 3 ล้านคนตายจากอากาศภายนอกเป็นพิษ ส่วนอีก 1.6 ล้านคนตายเพราะอากาศภายในบ้านและสำนักงานเป็นพิษ และส่วนใหญ่เกิดขึ้นในประเทศด้อยพัฒนา ผู้ที่มีโอกาสออกไปเดินตามถนนในกรุงเทพฯ และผ่านไปในย่านมาบตาพุดคงพอเข้าใจถึงปัญหาอากาศภายนอกเป็นพิษ แต่เรื่องอากาศภายในบ้านและสำนักงานเป็นพิษยากที่จะเข้าใจ จึงใคร่เสนอให้ไปอ่านหนังสือเรื่อง Fresh Air for Life: How to Win Your Unseen War Against Indoor Air Pollution ของ นายแพทย์ Allan Somersall หรือนิตยสาร National Geographic ฉบับประจำเดือนตุลาคมของปีที่แล้ว มลพิษใช่ไหมที่ทำให้ไอคิวของเด็กไทยลดลง ? ความจริงและข้อมูลต่างๆ ที่อ้างถึงน่าจะยืนยันว่า ถึงเวลาแล้วที่เราจะประกาศรวมเอาธาตุลมไว้ในวาระแห่งชาติ เช่นเดียวกับธาตุน้ำ ธาตุดินและธาตุไฟดังที่ได้เสนอไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เมื่อธาตุดินลงโทษ บ้านเขาเมืองเรา : ไสว บุญมา กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2550 เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเกิดฝนตกใหญ่ในทางตอนใต้ของบังกลาเทศ ยังผลให้แผ่นดินถล่มทลาย และไหลลงทับที่อยู่อาศัยในย่านชานเมืองจิตตะกอง ชาวบ้านที่หนีไม่ทันถูกโคลนทับตายไปอย่างน้อย 135 คน ทุกปีจะมีโศกนาฏกรรมทำนองนี้เกิดขึ้นกับชาวบังกลาเทศจนดูเสมือนว่าฟ้าจ้องจะลงโทษพวกเขามากกว่าชาวโลกทั่วๆ ไป จะโทษฟ้าก็คงได้ แต่มันคงไม่ช่วยแก้ปัญหา เนื่องจากเป็นเวลาสองสัปดาห์ติดต่อกันที่คอลัมน์นี้นำธาตุสี่ มาเป็นฐานของการวิเคราะห์ วันนี้จึงจะใช้ธาตุสี่อีกครั้ง ได้แก่ธาตุดินซึ่งพังทับชาวบังกลาเทศตาย สถานที่ตั้งของบังกลาเทศอยู่ในเขตมรสุมซึ่งแต่ละปีจะมีฝนตกหนัก แต่การถล่มทลายของดิน จนทำให้คนเสียชีวิตอาจไม่เกิดขึ้น หากบังกลาเทศมีประชากรเพียง 15 ล้านคนแทนที่จะเป็นเกือบ 150 ล้านคนเช่นในขณะนี้ส่งผลให้บังกลาเทศมีประชากรมากกว่า 1,000 คนต่อพื้นที่หนึ่งตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นอัตราที่หนาแน่นที่สุดในโลกยกเว้นในประเทศที่เป็นเกาะเล็กๆ การมีประชากรมากถึงขนาดนั้นสร้างความจำเป็นให้ชาวบังกลาเทศต้องตัดต้นไม้ตามชายเขา และที่ลาดชันเพื่อนำที่ดินมาปลูกพืชเป็นอาหาร และสร้างบ้านเรือนรวมทั้งในย่านที่มีน้ำไหลบ่าเมื่อฝนตกลงมาอย่างหนักด้วย แต่สิ่งที่เกิดกับชาวบังกลาเทศมิใช่ของใหม่ หากชาวโลกไม่หันไปดูประวัติศาสตร์จากมุมมองของธาตุดิน และนำบทเรียนมาใช้เป็นแนวปฏิบัติอย่างจริงจังจะถูกดินลงโทษเช่นเดียวกับชาวบังกลาเทศแน่นอน ย้อนไปเมื่อราวหมื่นปีก่อนที่บรรพบุรุษของมนุษย์จะรู้จักปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์อันเป็นฐานของการผลิตอาหาร ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับดินไม่แนบแน่นนักเนื่องจากมนุษย์เร่ร่อนไปตามฤดูกาลเพื่อเก็บของป่าและล่าสัตว์ หลังการค้นพบการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ซึ่งเกิดขึ้นครั้งแรกในย่านตะวันออกกลาง ทางตอนเหนือของจีนและอเมริกากลาง มนุษย์เริ่มตั้งหลักแหล่งถาวรและมีความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับดินซึ่งให้ทั้งแหล่งผลิตอาหารและปลูกบ้านเรือน ความสามารถในการผลิตอาหารได้มากจากเกษตรกรรมนำไปสู่การเพิ่มของประชากรอย่างรวดเร็ว จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นสร้างความจำเป็นให้พวกเขาต้องขยายแหล่งผลิตอาหารออกไปเรื่อยๆ จนในที่สุดต้องตัดต้นไม้ตามไหล่เขาและที่ลาดชัน การกระทำเช่นนั้นนำไปสู่การพังทลายของดิน เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในบังกลาเทศ นอกจากนั้นผืนดินที่นำมาใช้ในการเกษตรยังจืดลงบ้าง เค็มบ้าง ถูกกัดเซาะหายไปกับสายน้ำและสายลมบ้าง และถูกนำไปใช้เป็นสถานที่ก่อสร้างอย่างอื่นบ้าง ในประวัติศาสตร์การขาดแคลนที่ดินเพื่อผลิตอาหารจึงเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งที่ทำให้สังคมอ่อนแอจนล่มสลายไปในที่สุด ตัวอย่างมีทั่วโลก อาณาจักรสุมาเรียนในย่านตะวันออกกลางซึ่งสร้างขึ้นในย่านอิรักในปัจจุบัน หลังการค้นพบการปลูกข้าวสาลีเป็นอารยธรรมแรกที่เกิดขึ้นและล่มสลายไปเมื่อไม่มีที่ดินเพียงพอสำหรับผลิตอาหาร อาณาจักรกรีซและโรมันซึ่งเรียนรู้วิธีทำการเกษตรจากย่านตะวันออกกลางก็ประสบชะตากรรมเช่นเดียวกัน แม่น้ำฮวงโหเป็นแม่น้ำสายสำคัญของอาณาจักรจีนซึ่งเกิดขึ้นหลังการค้นพบการปลูกข้าว แม่น้ำสายนี้มีสมญานามว่าแม่น้ำเหลืองและแม่น้ำวิปโยคเพราะเวลาฝนตกหนักทางต้นน้ำ สีน้ำมักขุ่นข้นจนดูคล้ายสีเหลืองและมักล้นฝั่งออกไปท่วมทุ่งนาและคร่าชีวิตชาวจีนครั้งละเป็นแสนเป็นล้านคน สีเหลืองของน้ำเกิดจากดินที่พังทลายในช่วงต้นน้ำ เนื่องจากประชากรจีนมีมากจนต้องรุกเข้าไปตัดต้นไม้ตามที่ลาดชัน และไหล่เขาเพื่อเอาที่ดินมาผลิตอาหาร ส่วนชาวจีนในย่านที่ราบๆ รอบสายน้ำก็อยู่กันอย่างหนาแน่นเพราะต้องใช้ที่ดินทุกตารางนิ้วเพื่อการเกษตร ในปัจจุบันนี้เทคโนโลยีใหม่เอื้อให้มีเขื่อนที่แข็งแกร่งเพื่อลดความรุนแรงของภาวะน้ำท่วม แต่แม่น้ำฮวงโหยังล้นฝั่งและสร้างความเสียหายใหญ่หลวงเป็นครั้งคราว ในย่านอเมริกากลาง อาณาจักรมายาเกิดขึ้นหลังการค้นพบการเพาะปลูกข้าวโพด และเดินตามวงจรของความรุ่งเรืองสู่ความล่มสลาย เช่นเดียวกับอาณาจักรสุมาเรียน กรีซและโรมัน นอกจากอาณาจักรใหญ่ๆ เหล่านั้นแล้ว ยังมีสังคมเล็กๆ อีกมากที่เสื่อมโทรมลงไปเมื่อไม่มีที่ดินเพียงพอสำหรับผลิตอาหารได้ทันประชากรที่เพิ่มขึ้น แม้เทคโนโลยีใหม่จะเอื้อให้มนุษย์ผลิตอาหารได้มากกว่าแต่ก่อน แต่การเพิ่มของประชากรอย่างไม่หยุดยั้ง ยังสร้างความจำเป็นที่จะต้องหาที่ดินมาเพิ่ม การตัดไม้ทำลายป่า และการกดดันรัฐบาลให้แสวงหาที่ดินมาแจกจ่าย จึงเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในประเทศด้อยพัฒนา ทั้งที่โลกใบนี้ไม่มีที่ดินในเขตปลอดภัยให้นำมาใช้เพื่อการเกษตรอีกแล้ว ในขณะเดียวกันการใช้ที่ดินแบบไม่เหมาะสมยังทำให้แหล่งผลิตอาหารมานานหดหายไปเรื่อยๆ เพราะดินจืดไปบ้าง เค็มบ้าง ถูกน้ำและลมเซาะไปบ้าง และถูกใช้สร้างอย่างอื่นบ้าง ในสภาพเช่นนี้ปราชญ์ส่วนใหญ่จึงเสนอให้ชาวโลกดูแล และรักษาที่ดินอย่างดีดังกับว่ามันเป็นทองคำพร้อมกับพยายามลดจำนวนประชากรลงให้เหลือน้อยกว่าในระดับปัจจุบัน บางคน เช่น Paul Ehrlich เสนอให้ลดลงเหลือ 2 พันล้านคน James Lovelock บอกว่าน่าจะลดลงเหลือ 1 พันล้านคน ส่วน Ted Turner บอกว่าโลกใบนี้มีคน 400 ล้านคนก็มากพอแล้ว ข้อเสนอของปราชญ์เหล่านั้นถูกคัดค้านจากผู้ที่เชื่อว่าเทคโนโลยีจะสามารถแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง และจากผู้ที่ตีความคำสอนของศาสนาแบบไม่ลืมตาดูสภาพความเป็นจริงของโลก เช่น คณะบาทหลวงคาทอลิกแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาเสนอว่าโลกนี้อาจมีประชากรได้ถึง 4 หมื่นล้านคน หรือ กว่า 6 เท่าของจำนวนประชากรในปัจจุบัน หากคนไทยเพิ่มขึ้นในอัตราส่วนนั้น เมืองไทยจะมีคนราว 400 ล้านคน หรือ เกือบ 800 คนต่อหนึ่งตารางกิโลเมตรซึ่งใกล้ความหนาแน่นในบังกลาเทศในปัจจุบัน ระหว่างปราชญ์ เช่น Paul Ehrlich กับบาทหลวงคาทอลิก เราจะฟังใครคงต้องใช้ทั้งสามัญสำนึก บทเรียนจากประวัติศาสตร์และความเป็นไปในปัจจุบันเป็นเครื่องตัดสิน แต่เหนือสิ่งอื่นใดในขณะนี้ เราจะต้องดูแลรักษาที่ดินที่มีอยู่ ดังกับว่ามันมีค่าปานทองคำ อย่านำมันมาใช้สร้างสิ่งต่างๆ เกินความจำเป็น อย่าให้มันจืด เค็ม เจือปนด้วยสารเคมีและปฏิกูล หรือสูญหายไปกับสายน้ำสายลม มิฉะนั้นธาตุดินจะพิโรธ และลงโทษเราเช่นเดียวกับชาวบังกลาเทศ
|