|
||||||||||||||
|
ประเทศไทยถึงเวลา
"Backward Linkage"
ศุภชัย พานิชภักดิ์ ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3905 (3105) การกลับมาเมืองไทยรอบนี้ของ นายศุภชัย พานิชภักดิ์ เลขาธิการองค์การสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา แม้จะมาเพื่อเป็นองค์ปาฐกเรื่องโลกาภิวัตน์กับเศรษฐกิจพอเพียงก็ตาม แต่มาในห้วงการเมืองหลังการยุบพรรคไทยรักไทย จึงถูกจับตาเป็นพิเศษเพราะชื่อ "ศุภชัย" เป็นบุคคลที่ถูกคาดเดาจากสังคมว่าจะต้องถูกพรรคการเมืองทาบทามแน่ ทุกคำถามมุ่งสู่ประเด็นการเมืองเป็นส่วนใหญ่ ด้วยเวลาเพียงเล็กน้อย "ศุภชัย" ให้สัมภาษณ์สะท้อนมุมมองจากข้างนอก เข้ามาข้างในว่า - ประเทศยังมีเรื่องเร่งด่วนอะไรที่จะต้องชี้แจงกับต่างชาติอีก เมื่อเช้านี้ (11 มิถุนายน 2550 เข้าพบ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี) เรียนท่านนายกรัฐมนตรีเรื่องยารักษาโรค และการบังคับใช้ใบอนุญาต ทางสหประชาชาติกับผม (อังค์ถัด) จะจัดประชุมระหว่างผู้ชำนาญการ เรื่องของกฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่ใช้กับยารักษาโรค กับเรื่องข้อยกเว้นขององค์การการค้าโลก (WTO) ที่ได้เจรจาแก้ไข ในสมัยที่ผมยังอยู่ WTO ให้ประเทศกำลังพัฒนาที่มีความคับขันหรือฉุกเฉิน ในการแก้ปัญหาให้สามารถใช้ได้ โดยไม่ต้องเป็นตามกฎทั่วๆ ไป และพยายามเจรจาว่าไม่จำกัดว่าจะเป็นโรคอะไร การเจรจาครั้งนั้น มีประเทศที่เจริญแล้วเป็นเจ้าของบริษัทยา อยากให้จำกัดโรค ที่เราเจรจาออกมาคือไม่จำกัดโรค แต่เรารู้ว่าถ้าจำกัดโรค เขาจะให้แค่เอชไอวี จริงๆ แล้วประเทศกำลังพัฒนาไม่รู้ว่าโรคไหนจะมาจากไหน และการใช้ Compulsory License : CL ในอดีตที่ผ่านมา ประเทศกำลังพัฒนาไม่มีโอกาสใช้เลย ทำขึ้นมาเพื่อ ให้ประเทศพัฒนาแล้วใช้ และที่ใช้มากที่สุดคือสหรัฐอเมริกากับแคนาดา ทางเราจะจัดประชุมเพื่อให้มีความเข้าใจกันดีขึ้น และผมคิดว่าหากอังค์ถัดจัดจะมี multi stakeholders หลายฝ่ายที่มีส่วนได้ส่วนเสียเรื่องนี้เข้ามาคุย โดยเฉพาะบริษัทยาเข้ามาด้วย จะได้มีความเข้าใจอันดี และจะเป็นทางหนึ่งที่จะป้องกันปัญหาเรื่องพวกนี้ และผมคิดว่าโอกาสอย่างนี้ที่จะมีขึ้น ท่านนายกรัฐมนตรีทราบและจะส่งคนไปร่วมประชุม ผมคิดว่าการชี้แจงกับต่างประเทศเรื่องยานี่เป็นแค่ตัวอย่าง แต่มีอีก หลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับที่ประเทศไทยทำอยู่ เช่น นโยบายการเงิน อัตราแลกเปลี่ยน หรือเรื่องอื่นใด เวลานี้มีการประชุมแลกเปลี่ยนเรื่องพวกนี้มากมาย ผมไปประชุมเอดีบีมีการพูดถึงเรื่องนี้มาก พูดแม้กระทั่งการทำอาเซียนเคอเรนซี่ จะแก้ปัญหาเรื่องการผกผันของการเงินได้ เป็นการคุยกันแต่ยังไม่มีแนวคิดเพราะหลายประเทศห่วงว่าหลายคนอาจจะยังไม่พร้อม นี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ผมคิดว่าการมีส่วนร่วมของไทยผมว่าสำคัญมาก โดยเฉพาะอาเซียน กำลังจะเป็นกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญมากในอนาคตต่อไป ก็เรียนหารือท่านนายกฯว่า ไทยควรมีท่าทีอย่างไรด้วย - ภาพลักษณ์ประเทศไทยตอนนี้เป็นอย่างไร ผมว่าเราถูกกดดันเรืองภาพลักษณ์มากไปหน่อย ภาพลักษณ์โดยพื้นฐานที่แท้จริงผมว่าคนที่รู้จักประเทศไทยทั้งหลาย ที่เป็นนักลงทุน นักท่องเที่ยว ส่วนใหญ่เข้าใจเมืองไทย แต่นักท่องเที่ยวที่ผมทำเรื่อง E-tourism นักท่องเที่ยวพวกนี้ มาเมืองไทยเพิ่มขึ้นมาก ยังมีความต้องการมาเมืองไทย โดยที่ไม่มีการตั้งคำถามอย่างที่ไปพูดกันมากมายว่า จะมีประชาธิปไตย หรือไม่มีประชาธิปไตย ไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลย เรื่องการลงทุนมีการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่เรื่องการพูดถึงภาพลักษณ์ เวลานี้มีประเทศขึ้นมาแข่งขันกับเรามากขึ้น อย่างเวียดนาม อินเดีย บังกลาเทศ ตอนนี้ไม่เฉพาะไทยเท่านั้น มาเลเซีย อินโดนีเซียก็โดนกดดัน ที่จะต้องปรับในการเข้าไปสู่เจเนอเรชั่นใหม ่ในเรื่องการลงทุน ซึ่งพวกผมที่สหประชาชาติก็พยายามแนะนำว่า แนวการลงทุนใหม่มันไม่ใช่การลงทุนที่คุณรับแต่เงิน เวลาคนไปพูดเรื่องภาพลักษณ์ไทยมักจะไปพูดว่าเงินไม่เข้าแล้ว ไม่มีอะไรเข้ามาแล้ว แต่เราต้องดูให้ดีว่าสิ่งที่เราต้องการแล้วจริงๆ คือคุณภาพการลงทุน อย่างประเทศจีน เดี๋ยวนี้เลิกดูแล้วนะครับว่า จะมีเงินเข้ามา 6 หมื่นล้านเหรียญ...ไม่มีความหมายแล้ว แต่จีนเขาดูว่าคุณจะมาลงทุน จะโยงอะไร กับเศรษฐกิจภายในของเขา ที่จะช่วยให้มูลค่าเพิ่ม ทำให้คนที่เขาให้การศึกษาในระดับต่างๆ มีงานทำ อะไรบ้างที่ใช้ความรู้พื้นฐานในประเทศบ้าง จีนพูดเรื่อง backward linkage มากเลย เรื่องที่จะโยงกลับไปข้างใน เพราะที่ผ่านมาเขาทำ forward linkage มานานที่ไปโยงกับเศรษฐกิจข้างนอก เวลานี้เราควรจะหันมาดูในเรื่องคุณภาพการเจริญเติบโต คุณภาพการลงทุน จะทำให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ภาพที่ดูจากตัวเลข แน่นอนไม่ได้แนะนำว่าไม่ให้ดูเรื่องพวกนี้ ต้องสนใจ แต่อย่าไปถูกกดดันโดยสิ่งเหล่านี้มากมาย เพราะวิธีที่เขาไปเขียนเรื่องบ้านเรา บางครั้งก็มีคนอยากทำให้ เราดูไม่ดี ผมว่าเราต้องอดทนในการชี้แจง เขียนบทความไปลงและพยายามชี้แจงทั้งในและต่างประเทศ - คิดว่าแนวนโยบายการทำงานของรัฐบาลไปในแนวทางที่แนะนำบ้าง หรือยัง คิดว่าเราไม่ควรไปคาดหวังมากจนเกินความมีเหตุมีผลของการมีรัฐบาลที่มาดูแลในช่วงที่มีปัญหา รัฐบาลชี้แจงชัดเจนว่า เขามาดูแลจนกว่าจะมีรัฐธรรมนูญใหม่ มีการเลือกตั้งใหม่ อย่าไปคิดว่าเขาจะมาแก้ปัญหาที่สะสมมาทั้งหมด...เป็นไปไม่ได้ ผมว่าสิ่งที่รัฐบาลทำคือการรักษาระบบเศรษฐกิจ ที่มีรัฐบาล เอกชน การพัฒนาชนบทให้เดินร่วมกันได้โดยปกติเท่าที่จะทำได้ โดยพยายามรักษาสัมพันธภาพของกลุ่มต่างๆ ภายในประเทศและต่างประเทศไว้ให้ได้ ในช่วงนี้หากลุกขึ้นมาทำนโยบายอะไรใหม่ๆ ก็คงจะมีคำถามอีกว่า รัฐบาลมีความชอบธรรมอะไรที่จะมาทำอะไรใหม่ๆ สิ่งที่ทำได้คือทำสิ่งที่อ่อนแอให้แข็งแกร่งขึ้นมา - แล้วนายกรัฐมนตรีคนใหม่สเป็กควรเป็นอย่างไร เรื่องนี้ผมพูดยาก รัฐบาลพยายามสร้างสถาบัน/ระบบทางการเมืองที่ดีขึ้นมา มันเหมือนกับที่เราพูดระบบเศรษฐกิจเสรี ซึ่งระบบเศรษฐกิจเสรีไม่ใช่เพราะตลาดเสรี แต่ว่าระเบียบ กฎหมาย ข้อบังคับ ที่ดูแลตลาดมันแข็งแกร่งขนาดไหน เช่นกันกับระบอบประชาธิปไตย จะดีหรือสร้างคนดีขนาดไหน ขึ้นกับองค์กรทั้งหลาย ขึ้นกับคนปฏิบัติ คนที่เข้ามาเป็นผู้แสดง แต่ผมเชื่อว่าบ้านเราไม่ขาดคนที่คิดอ่าน ตั้งใจดี เรื่องโอกาสเป็นเรื่องสำคัญ เราควร เปิดโอกาสให้มีคนเข้ามาในการเมืองที่เปิดกว้างขึ้น การเมืองต้องเปิดกว้าง บางประเทศไม่เรียกระบอบประชาธิปไตยว่าประชาธิปไตยเฉยๆ แต่ต้องบอกว่าเป็นระบอบประชาธิปไตยที่ทุกคนมีส่วนร่วม หากเป็นประชาธิปไตยที่ไม่มีองค์กรแข็งแกร่ง สถาบันที่แข็งแกร่ง ส่วนร่วมก็ไม่มี เลือกตั้งกี่ครั้งๆ ก็เหมือนเดิม ผมคิดว่าการเปลี่ยนเรื่องนี้ เป็นสิ่งที่รัฐบาลพยายามทำ ประคับประคองการสร้างในเรื่องรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นมา อาจจะไม่มองว่าเป็นเรื่องเศรษฐกิจ แต่เป็นการสร้างความมั่นคงทางด้านการเมืองและส่งผลสะท้อนที่ดีต่อเศรษฐกิจ - โครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นจุดอ่อนในสถานการณ์การเงินโลกที่ผันผวนหรือไม่ เราต้องเข้าใจให้ดีว่า ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยดูมีความคึกคักขึ้นมา ผมเรียนได้เลยว่า ส่วนสำคัญมาจากเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้นมาแล้ว 4 ปี ปีนี้เป็นปีที่ 5 ระดับเวิรลด์แบงก์เรียกว่า golden period หรือ golden age ของเศรษฐกิจโลกเลย นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ไม่เคยมี ยุคไหนที่เศรษฐกิจโลกดีติดต่อกัน 5 ปี ผมมองว่าปีหน้าปีที่ 6 หาก WTO จบเรื่องการเจรจาโดฮาได้ดี ก็จะส่งกระแสต่อให้ปีที่ 6 เป็นการเจริญเติบโต ที่รวดเร็ว การที่เศรษฐกิจโลกดีขนาดนี้ มันช่วยประเทศที่เปิดอย่างไทยสามารถได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจโลกที่เปิดได้ ลองดูประเทศไม่เคยเปิดอย่างอินเดีย สมัยก่อนค้าขายกับโลก 10-15% เดี๋ยวนี้อินเดียเปิดถึง 25-30% และรัฐบาลอินเดียมีแนวโน้มที่จะเปิดมากกว่านี้ เพราะฉะนั้นในขณะที่เราได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจที่เปิดจากโลกมากๆ นโยบายไม่ใช่ว่าจะเปิดแค่ไหน จะดี ไม่ดี ประเทศอื่นก็คิดเหมือนเรา ว่าเมื่อเปิดขนาดนี้แล้ว การปรับตัวจะต้องทำอย่างไร ข้างในเมื่อเปิดแล้ว จะต้องปรับตัวตลอดเวลา อุตสาหกรรมบางอย่างวันนี้ดี พรุ่งนี้อาจจะไม่ดี และไม่เฉพาะประเทศไทย ทั่วโลกต้องปรับตัวหมด เพราะฉะนั้นนโยบายป้องกันตัวเอง อย่าได้บอกว่า เป็นนโยบายไม่ถูกต้อง ยิ่งมีความจำเป็นมากขึ้นทุกที ดูสหรัฐอเมริกา ยุโรป เห็นได้เลย ออกกฎหมายใหม่ๆ ที่ส่งเสริมการค้าเสรี แต่ไม่ได้มาดูกฎหมายการค้าเสรี แต่ดูว่าทำอย่างไรที่จะเอาเงินลงไปช่วยคนที่อยู่ในอุตสาหกรรมขาลง ซึ่งอเมริกาเจอเมื่อ 3 ปีที่แล้วที่ต้องเอาคนออกจากอุตสาหกรรมสิ่งทอ 3 แสนคน ต้องเอาเงินไปช่วยเขาให้ไปทำงานอย่างอื่น เหมือนที่เคยช่วยกับอุตสาหกรรมรถยนต์ เพราะฉะนั้นไม่ใช่เราเปิดมากแล้วประเทศไม่ดี ไม่ใช่ นั่นคือส่วนที่เราได้ประโยชน์มหาศาลจากที่เรามีพื้นฐานเศรษฐกิจเปิด แต่ไม่ได้หมายความว่า เราจะอยู่นิ่งเฉยได้ เราต้องนำแนวคิดด้านความพอเพียงของเรา ขณะนี้ไม่เฉพาะไทย ทั่วเอเชียจะทำอย่างไรให้เกิดสมดุลระหว่างการพัฒนาที่มาจากภายนอกกับการพัฒนาที่มาจากภายใน การพัฒนาภายในคือในเรื่องการใช้การอุปโภคภายใน การลงทุนภายใน ที่ผ่านมาไทยเป็นประเทศที่มีการออมค่อนข้างน้อยมาก ตัวเลขสหประชาชาติชี้การออมของไทยที่เคยออม 13-14% ของรายได้ เวลานี้เหลือ 6% ของรายได้ การออมลดลง หนี้ต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้นเกือบ 40% อันนี้ต่างหากที่เราต้องคิดว่าความพอเพียงเราอยู่ตรงไหน ไม่ใช่เราเปิดประเทศไปแล้ว แล้วเราไปโดนไข้มา ขณะนี้อย่างอัตราแลกเปลี่ยน ทางอังค์ถัดพยายามเสนอให้รวมตัวกัน แทนที่จะเสนอให้เปิดการค้าเสรีอย่างเดียวในเอเชีย น่าจะเริ่มต้นที่จะรวมตัวทางการเงินให้ดี เพราะระบบการค้าของเอเชียไม่มีปัญหา แต่ระบบการเงินยังค่อนข้างมีปัญหา กล่าวคือกฎระเบียบการค้าเป็นกฎระบียบที่ชัดเจน แต่กฎระเบียบการเงินไม่ชัดเจน อย่าง 10 ปีที่แล้วที่เรามีปัญหาวิกฤตการณ์การเงิน จนถึงเดี๋ยวนี้มีการพูดกันว่า จะทำอย่างไรให้มีระบบในการดูแลการเคลื่อนไหวของเงินทุนระยะสั้นหรือเฮดจ์ฟันด์ จนถึงเดี๋ยวนี้ก็ยังพูดกัน ตรงข้ามกับระบบการค้า มีศาลไต่สวน เป็นต้น นี่เป็นปัญหาที่เราต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในภูมิภาคนี้ - อยากทราบจุดยืนทางการเมือง ผมว่าเราเดินนโยบายเศรษฐกิจโดยไม่มีการเมืองที่มั่นคงลำบาก จุดอ่อน ของเราไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจแท้ๆ แม้จะต้องมีเรื่องแก้ไขหลายเรื่อง แต่จุดอ่อนเราคือเสถียรภาพทางด้านการเมือง จะต้องใช้เวลาสร้างนาน ต้องสร้างสถาบัน จุดยืนของผม ต้องการเห็นการพัฒนาทางด้านการเมืองของเราที่มีสถาบันที่แข็งแกร่ง ไม่ใช่เฉพาะการเลือกตั้งที่โปร่งใส ที่แข็งแกร่ง แต่สถาบันที่มารองรับการพัฒนาทางด้านการเมือง ซึ่งหมายถึงกลุ่มการเมือง สถาบันที่เกี่ยวข้องกับกฎระเบียบทางด้านการเมือง พวกนี้ต้องแข็งแกร่ง ต้องเป็นตัวของตัวเองเท่าที่จะทำได้ ผมว่าการเลือกตั้งคือปลายเหตุ ถ้าต้นเหตุไม่มีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง มันเป็นเรื่องเดียวกันกับการพัฒนาที่ยั่งยืน ทุกอย่างต้องมาจากระบบข้างในที่แข็งแกร่ง คุณถึงจะปรากฏผลที่ดีในการไปแข่งขันกับคนอื่นได้ ประชาธิปไตยก็ต้องไปแข่งให้คนเลือก หากโครงสร้าง ไม่ดีก็ทำอะไรไม่ได้ - ตอนนี้ถ้ามีใครมาจีบ...ไม่ใจอ่อน ผมมีภารกิจกับงานที่อังค์ถัดมาก ไปสร้าง ไปเปลี่ยนอะไรไว้เยอะ หากผมตัดสินใจอะไรผมต้องคิดให้ดี และผมต้องดูตัวผมเอง ว่าจะมีความสามารถมาช่วยการเมืองไทยได้อย่างไร ขณะนี้ผมอยู่เจนีวา ทำงานสหประชาชาติผมก็ช่วยอย่างเต็มที่ที่ทำได้ หากมาทางนี้ก็จะอีกแบบหนึ่ง - สิ่งที่จะเรียกความเชื่อมั่นในทางการเมืองจากนี้ไปคืออะไร ผมว่าสร้างสถาบันที่อยู่รอบๆ การกำกับระบอบประชาธิปไตยของเรา ให้ดี ผมว่าไปดูระบอบประเทศอื่นๆ ที่ยั่งยืนและสามารถมีความเป็นเอกเทศได้ ที่ไม่โดนการเมืองครอบ - ที่จะนัดพบคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะมีคำแนะนำอะไรบ้าง ก็ในฐานะคนรู้จักกัน ก็คงคุยกันทั่วๆ ไป ผมไม่มีวาระทางการเมือง กลับไปก็ต้องไปจัดประชุมที่กานา มีเรื่องติดค้างอีกมาก ก็ต้องทำอยู่ หากผมไม่อยู่ทางโน้นก็จะเดือดร้อน ทางเมืองไทยก็ไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ จากที่ผมมองจากทางด้านโน้น อย่าไปห่วงเรื่องกดดันจากข้างนอกมาก มีคนที่พยายามกดดันเราอยู่ตลอดเวลา เราเพียงแต่ต้องโต้กลับไปอย่างเดียว และส่งคนไปชี้แจง เป็นเรื่องการต่อสู้ทางข่าวสารเท่านั้นเอง หน้า 2
|