|
||||||||||||||
|
เปิดขั้นตอน
อายัดทรัพย์ 5.28 หมื่นล้าน
กับการต่อสู้ของ
"ทักษิณ"
โดย เศรษฐ์ สันติ มติชนรายวัน วันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10687 คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) มีคำสั่งเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2550 (ที่ คตส.116-117/2550) ให้อายัดบัญชีเงินฝากของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คุณหญิงพจมาน นายพานทองแท้ น.ส.พิณทองทา บุตร น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่บุญธรรมของคุณหญิงพจมานซึ่งมีเงินอยู่ในบัญชีไม่ต่ำกว่า 52,884 ล้านบาท หลังจากที่ คตส.มีคำสั่งดังกล่าว เกิดคำถามตามมามากมายว่า คตส.อาศัยอำนาจกฎหมายใดในการออกคำสั่ง และจะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป จากเอกสารแถลงข่าวของ คตส.ระบุอย่างชัดเจนว่า เป็นการใช้อำนาจ ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ฉบับที่ 30 ข้อ 5 วรรคสอง และข้อ 8 ซึ่งในระบบกฎหมายไทยยอมรับว่า คำสั่งของคณะรัฐประหารที่เข้ายึดอำนาจการปกครองสำเร็จ เป็นกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติ จนกลายเป็นประเพณีการปกครองของไทย ดังนั้น ประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 จึงมีสถานะเป็นกฎหมายซึ่งในข้อ 5 วรรคสอง ให้อำนาจ คตส.ในการสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินของบุคคลที่ถูกตรวจสอบ รวมถึงคู่สมรส และบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ โดยมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า (1) มีการกระทำทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือ (2) มีพฤติการณ์ว่า มีบุคคลใดเกี่ยวข้องกับการทุจริต หรือ (3) ประพฤติมิชอบ หรือ (4) ร่ำรวยผิดปกติ หรือ (5) มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ หลังจากที่มีคำสั่งอายัดแล้วให้ คตส.มีขั้นตอนดังต่อไปนี้ หนึ่ง แจ้งรายชื่อบุคคลที่ถูกอายัดแก่สถาบันการเงิน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กรมที่ดิน กรมสรรพากร และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง และผู้ครอบครองทรัพย์สิน หรือเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้นั้น เพื่อให้หน่วยงาน หรือบุคคลนั้น แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์สิน และการเสียภาษีอากร ตลอดจนการทำธุรกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องให้ คตส.ทราบ ภายในเวลาและตามวิธีการที่ คตส.กำหนด ซึ่งตามมติ คตส.ในเรื่องการอายัดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัวนั้นกำหนดให้แจ้งให้ คตส.ทราบภายใน 3 วัน (ประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 ข้อ 6) เพื่อป้องกันธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงิน รวมทั้งหน่วยงานดังกล่าวข้างต้นยึกยักอ้างว่า เป็นข้อมูลลับ หรือข้อมูลของลูกค้าตามกฎหมายอื่น เช่น พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ประกาศ คปค.ฉบับนี้จึงเขียนยกเว้นในเรื่องนี้ไว้ว่า "มิให้นำบทบัญญัติของกฎหมายที่ห้ามมิให้มีการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้อง.... มาใช้บังคับกับการแจ้งข้อมูล.." ดังกล่าว สอง หลังจากที่ คตส.มีคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สิน ในบางครั้งบุคคลที่ถูกสั่งยึดหรืออายัดต้องแจ้งข้อมูล หรือส่งมอบทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัดตามคำสั่ง คตส. และมีการยักย้าย จำหน่ายหรือจ่ายโอนทรัพย์สินนั้น ให้ถือว่าทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่ชอบ และเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการร่ำรวยผิดปกติ หรือเพิ่มขึ้นผิดปกติ หรือเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ประกาศ คปค.ข้อ 7) สาม นอกจากนั้น ถ้าการไม่แจ้งข้อมูลหรือการไม่ส่งมอบทรัพย์สินดังกล่าวทำให้เกิดความเสียหายขึ้น ให้หน่วยงานหรือบุคคลดังกล่าว รับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้น (ประกาศ คปค.ข้อ 7 วรรคสอง) สี่ หลังจากที่มีคำสั่งอายัดแล้ว คตส.ต้องเปิดโอกาสให้เจ้าของทรัพย์สินที่ถูกอายัดพิสูจน์ว่า เป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยชอบหรือไม่ภายในเวลาที่ คตส.กำหนด ซึ่งกรณีการอายัดทรัพย์สิน พ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัว คตส.ให้เวลาในการชี้แจงภายใน 60 วัน วิธีการพิสูจน์ คือ พิสูจน์ว่า 1.เป็นเจ้าของที่แท้จริง 2.ทรัพย์สินนั้นมิใช่ทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด หรือ 3.มิได้เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการร่ำรวยผิดปกติ หรือ 4.มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ หรือ 5.มิได้เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ถ้าพิสูจน์ได้ ให้ คตส.มีอำนาจสั่งเพิกถอนการยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้น (ประกาศ คปค.ข้อ 8) แม้ คตส.จะอ้างอำนาจตามประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 ในการออกคำสั่งอายัดทรัพย์สิน แต่คำสั่งดังกล่าว เป็นคำสั่งทางปกครองซึ่งในระหว่างที่ คตส.ยังไม่มีมติว่า พ.ต.ท.ทักษิณทุจริตต่อหน้าที่ หรือร่ำรวยผิดปกติ จนถึงขั้นตอนที่จะส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณา ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 พ.ต.ท.ทักษิณ มีหนต่อสู้ในทางกฎหมายได้ 3 วิธี หนึ่ง ชี้แจงต่อ คตส.ถึงที่มาของทรัพย์สินที่ถูกอายัดว่าได้มาโดยชอบ เพื่อให้ คตส.เพิกถอนการอายัดเป็นทรัพย์สินแต่ละรายการ แต่กรณีดังกล่าวเท่ากับว่า พ.ต.ท.ทักษิณยอมรับว่า คำสั่งอายัดทรัพย์สินของ คตส.ชอบด้วยกฎหมาย สอง ฟ้องต่อศาลปกครองว่า คำสั่งของ คตส.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว แม้การสั่งอายัดทรัพย์สินดังกล่าว อาจมีเป้าหมายเพื่อดำเนินการกับ พ.ต.ท.ทักษิณในคดีอาญาฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือร่ำรวยผิดปกติ แต่ต้องพิจารณาการออกคำสั่งอายัดทรัพย์ดังกล่าวเป็นกระบวนการที่แยกออกจากการตรวจสอบในเรื่องทุจริต หรือร่ำรวยผิดปกติหรือไม่ อย่างไรก็ตาม คตส.อาจโต้แย้งว่า การอายัดทรัพย์ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งในการกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง สาม ฟ้อง คตส.ในคดีอาญาข้อหาปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยอ้างว่า การสั่งอายัดทรัพย์สินครั้งนี้เป็นการกลั่นแกล้ง พ.ต.ท.ทักษิณ และยังฟ้องละเมิดโดยอ้างว่า การอายัดทรัพย์สินทำให้เกิดความเสียหายที่ไม่สามารถนำทรัพย์สินกว่า 52,884 ล้านบาทไปใช้ประโยชน์ได้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะใช้แนวทางใดในการต่อสู้กับ คตส.เพื่อปกป้องขุมทรัพย์ของครอบครัว โปรดติดตาม!! หน้า 26 "คตษ." คอลัมน์ จอดป้ายประชาชื่น โดย สุรพล สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา jacksurapol@gmail.com มติชนรายวัน วันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10687 จากกรณีที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. มีมติเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2550 ให้ออกคำสั่งอายัดทรัพย์สินบัญชีเงินฝากของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว มูลค่า 52,884 ล้านบาท โดยให้เหตุผลว่ามีพยานหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า อดีตนายกรัฐมนตรีได้กระทำการทุจริต ประพฤติมิชอบ และร่ำรวยผิดปกติ สำหรับพฤติการณ์ทุจริตและประพฤติมิชอบ คตส.อ้างว่ามีพยานหลักฐานจนถึงขั้นกล่าวหา 5 คดี ได้แก่ โครงการจัดซื้อที่ดินรัชดาฯ การจัดซื้อกล้ายาง โครงการจัดซื้อจัดจ้างปรับเปลี่ยนสายพานลำเลียงกระเป๋าสัมภาระผู้โดยสารและเครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์ 9000 โครงการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัวและ 2 ตัว และการให้กู้เงินโดยทุจริตของผู้บริหารธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ส่วนพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ มีการใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจตนเอง ได้แก่ 1.การแก้ไขสัญญาข้อตกลงลดส่วนแบ่งรายได้ค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้บัตรจ่ายเงินล่วงหน้า (พรีเพด) เพื่อประโยชน์แก่บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส 2.แก้ไขสัญญาข้อตกลงปรับเกณฑ์การตัดส่วนแบ่งรายได้ให้บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เพื่อเอื้อประโยชน์แก่เอไอเอส 3.ตราพระราชกำหนดภาษีสรรพสามิตในกิจการโทรคมนาคม และได้มีมติคณะรัฐมนตรีแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต เพื่อประโยชน์แก่ เอไอเอส 4.ให้ทีโอทีเช่าและลงทุนระบบคลื่นความถี่ดาวเทียมของบริษัท ชิน แซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) หรือชินแซท โดยไม่จำเป็น 5.สั่งการให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) ให้รัฐบาลสหภาพพม่ากู้เงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการของชินแซท ในจำนวนเงินกู้ 1 พันล้านบาท 6.อาศัยการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ นำผลประโยชน์ของชาติแลกเปลี่ยนบุกเบิกตลาดธุรกิจดาวเทียม ให้แก่สายธุรกิจดาวเทียมในเครือแซทเทล เพิ่มมูลค่าธุรกิจดาวเทียมของแซทเทล เป็นอันมาก รวมไปถึงการใช้อำนาจหน้าที่ผลักดันให้แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประกอบกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2542 ให้บุคคลต่างด้าวถือหุ้นในบริษัทสื่อสาร จากเดิมไม่เกิน 25% เป็นไม่เกิน 50% พร้อมๆ กับการเจรจาเพื่อขายหุ้นชินคอร์ปที่ถืออยู่ 49.2% ให้แก่กองทุนเทมาเส็กของประเทศสิงคโปร์ โดยได้รับเงินจากการขายหุ้นทั้งหมด 73,271 ล้านบาท ประเด็นที่ คตส.ให้เหตุผลสำคัญ เพื่อนำไปสู่การอายัดทรัพย์อีกข้อหนึ่งก็คือ เกิดความสงสัยว่าอาจเกิดการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน เพราะ ปัจจุบันคงเหลือในบัญชีเพียงแค่ประมาณ 52,884 ล้านบาท ทำให้เป็นที่สงสัยว่าเงินอีกกว่า 2 หมื่นล้านบาท หายไปไหน คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่การรุกคืบดังกล่าวของ คตส. จะถูกมองว่ามี "ใบสั่ง" มาจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. เพราะเกิดในช่วงเวลาภายหลังคดีคำตัดสินยุบพรรคไทยรักไทย ทำให้กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (ปราบกบฏ) หรือ นปก. เคลื่อนไหวรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จึงต้องหาทาง "กำราบ" กลุ่มผู้ออกมาโจมตี คมช. นอกจากนี้ ยังเกิดข้อสงสัยอีกว่า บางข้อกล่าวหา อย่างเช่น การแก้สัญญาและการปรับส่วนแบ่งรายได้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของเอไอเอส การให้ทีโอทีเช่าคลื่นความถี่จากแซทเทล การเจรจาบุกเบิกตลาดดาวเทียมให้กับแซทเทล ประเด็นเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในขอบข่ายการสอบสวนของคตส.แต่อย่างใด นำมาใช้เป็นเหตุผลสนับสนุนการอายัดทรัพย์ได้หรือไม่ และที่สำคัญที่สุด ทำไมอายัดทรัพย์เฉพาะครอบครัวชินวัตร แล้วผู้เกี่ยวข้องอื่นที่แต่ละคดี คตส.มีแนวโน้มว่าจะกล่าวโทษหลายคนจนถูกมองว่าเป็นการ "เหวี่ยงแห" แทนที่จะ "จัดการ" เฉพาะคนที่ "บงการ" ตัวจริง กลับไม่ถูกอายัดทรัพย์ จะมาอ้างว่าหลักฐานยังไปไม่ถึงก็ไม่น่าใช่ เพราะดูจากข้อกล่าวหาการยึดทรัพย์ครั้งนี้ ถ้าแยกมาพูดถึงแต่ละคดี รับรองได้ว่าชาวบ้านนึกหน้าออกทันทีว่าคดีนี้ใครเป็น "เจ้าภาพ" หรือจะมาบอกว่า ไม่มีการยักย้ายถ่ายเทก็เลยยังไม่ดำเนินการ คงต้องถามว่า แน่ใจได้ยังไง ดีไม่ดีป่านนี้บุคคลเหล่านี้ "ขาวจั๊วะ" ไปแล้วก็ได้ เพราะไม่ได้เป็นเป้าใหญ่ เลยมีเวลา "ฟอก" ซะเรียบร้อยไปแล้วก็ได้ ไหนๆ คตส.ก็ตั้งใจมา "เก็บกวาด" สิ่งไม่ดีแล้ว ก็ทำซะให้สะอาดทีเดียวไปเลย หรือว่าจะเลือก "จัดการ" เฉพาะ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็เปลี่ยนชื่อไปเป็น "คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำของทักษิณ" หรือ "คตษ." ซะเลยหมดเรื่องหมดราว หน้า 20
|