|
||||||||||||||
|
ยุบพรรคการเมืองได้แล้ว
อะไรจะติดตามมาอีก
โดย ระพี สาคริก มติชนรายวัน วันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10687 เหตุการณ์ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาพิพากษายุบพรรคการเมืองเมื่อวันที่ 30-31 พฤษภาคม 2550 ดูจะเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง ถ้าไม่มองเพียงภาพเฉพาะหน้า ซึ่งดูเหมือนจะเป็นนิสัยของคนไทยส่วนใหญ่ หากมองให้ลึกซึ้งลงไปถึงที่มาที่ไปโดยใช้รากฐานจิตใจที่อิสระ ควรจะหยั่งรู้ความจริงดังกล่าวได้อย่างลึกซึ้ง อนึ่ง เรื่องนี้ถ้าจะหวนกลับไปมองให้ถึงพฤติกรรมต่างๆ ซึ่งรัฐบาลชุดก่อนๆ ได้สร้างเอาไว้จนกระทั่งเหตุการณ์บานปลายทำให้รุนแรงยิ่งขึ้นถึงขั้นที่มีการใช้กำลังทหารปฏิวัติ แม้ใครจะเรียกว่าปฏิรูปหรืออื่นใดเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้คำว่าปฏิวัติที่สังคมไทยรังเกียจก็สุดแล้วแต่ แม้ใช้คำพูดอย่างไหนก็ตามย่อมอยู่บนพื้นฐานความหมายเดียวกัน หากเราจะไม่หวนกลับไปนึกถึงช่วงที่กรุงศรีอยุธยา กำลังใกล้จะแตกหรือช่วงเริ่มต้นกรุงรัตนโกสินทร์ หากมองย้อนกลับไปพิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยครั้งใหญ่ที่เป็นรูปธรรมเริ่มต้นจากปี พ.ศ.2475 ซึ่งมีกลุ่มบุคคลผู้ติดเอาเชื้อโรคของรูปแบบทางการเมืองมาจากวัฒนธรรมตะวันตก โดยนำเอาประชาธิปไตยมาใช้เป็นข้ออ้าง เพื่อใช้กำลังทหารปฏิวัติปล้นราชบัลลังก์โดยประกาศว่าจะเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นประชาธิปไตย หากมองให้ลึกซึ้งถึงระดับหนึ่ง ถ้ามีความรู้ความเข้าใจถึงสัจธรรมของประชาธิปไตยอย่างลึกซึ้งย่อมเห็นความจริงได้ว่า "สิ่งที่นำมาใช้เป็นประชาธิปไตยที่มีแต่ส่วนปลายของโครงสร้าง เนื่องจากเราไปติดเอารูปแบบการทางการเมืองจากเมืองฝรั่งมาใช้" ซึ่งแน่นอนที่สุดย่อมไม่อาจหยั่งรู้ความจริงได้ถึงรากเหง้าว่า นั่นคือการเปิดช่องทางให้อิทธิพลทางการเมือง และเศรษฐกิจของชนต่างชาติ ผ่านเข้ามาถือครองแผ่นดิน รวมทั้งรากฐานจิตใจคนไทยโดยไม่ต้องใช้อาวุธและกำลังทหาร หากเป็นการเปิดช่องทางให้เข้ามา เพราะการยอมใจเป็นทาสเศรษฐกิจของคนท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มบุคคลที่น่าสงสารที่สุดก็คือ "เกษตรกรผู้ยากไร้" ซึ่งยังไม่ทันจะได้ลืมตาอ้าปากขึ้นมายืนอยู่บนลำแข้งของตัวเองอย่างภาคภูมิใจ ถ้าจะกล่าวว่าเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงภาวะล่มสลายของสังคมไทยก็ไม่น่าจะผิด แม้ในด้านการจัดการศึกษาซึ่งท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุผู้เป็นพระสงฆ์ที่ได้รับการยอมรับจากปัญญาชนในสังคมไทยว่า เป็นปราชญ์ผู้หนึ่งก็ยังกล่าวฝากไว้ในขณะที่ยังไม่ได้ละสังขารว่า "การจัดการศึกษาของไทย เปรียบเสมือนหมาหางด้วน" ครั้นต่อมาภายหลังผู้เขียนได้มองเห็นความจริงลึกซึ้งยิ่งกว่านั้นจึงได้กล่าวฝากไว้ว่า "การจัดการศึกษาของไทยทำให้คนไทยส่วนใหญ่เปรียบเสมือนวัวลืมตีน" หลังจากนั้นมาก็ได้เกิดเหตุการณ์คนไทยยกพวกฆ่ากันเองนับตั้งแต่คนสองพวกภายในกลุ่มปฏิวัติรัฐประหาร ที่มีทั้งทหารและพลเรือนเคยใช้กำลังอาวุธเข้าไปยึดครองราชบัลลังก์ของพระมหากษัตริย์ ซึ่งครั้งหนึ่งในอดีตทรงทำหน้าที่เป็นผู้นำกู้ชาติกู้แผ่นดินมาแล้วในประวัติศาสตร์ เพื่อให้คนรุ่นหลังได้มีแผ่นดินอยู่อย่างอิสระเสรีมาจนถึงยุคนี้ ถ้าจะพิจารณาที่พื้นฐานแล้วอาจกล่าวได้ว่า "คนไทยยุคหลังๆ ขาดการนึกถึงวัฒนธรรมประเพณีของตัวเองก็น่าจะเป็นได้" หรืออีกนัยหนึ่งอาจกล่าวว่า คนไทยกลุ่มดังกล่าวผู้มีโอกาสเหนือกว่าผู้อื่น เพราะได้รับเงินภาษีจากราษฎร ส่งไปศึกษาเล่าเรียนในต่างประเทศ หลังจากกลับมาแล้ว ก็ได้รับเอาอิทธิพลต่างชาติ เข้ามาทำร้ายแผ่นดินถิ่นเกิดของตัวเอง เพราะขาดการนึกถึงบุญคุณของบรรพบุรุษซึ่งได้สร้างสมประโยชน์สุขฝากไว้แก่ชนรุ่นหลัง ซึ่งสองประเด็นดังกล่าวดูเหมือนจะเป็นพื้นฐานความมั่นคงของชาติในระยะยาว หากขาดสิ่งดังกล่าวชาติก็คงอยู่ได้ยาก ดังนั้นเหตุการณ์ที่ติดตามมาก็น่าจะได้รับคำปรารภอย่างทอดอาลัยตายอยากว่า " อนิจจา อนาคตของคนไทยรุ่นหลัง" แม้ในช่วงถัดมาเรามักได้ยินคำปรารภจากข้อเขียนบ้าง คำพูดบ้างเป็นช่วงๆ ว่าประชาธิปไตยที่ผ่านยุคผ่านสมัยมานับเป็นเวลา 50 ปีบ้าง 60 ปีบ้าง 70 ปีบ้าง แต่ก็ยังไม่ได้ทำให้มั่นใจได้ หากคงจะต้องกล่าวว่า กรรมของคนไทยในยุคหลังๆ ที่ต้องมายกพวกประหัตประหารกันเองเป็นช่วงๆ เสมือนวังวนที่เป็นวัฏจักรอย่างไม่มีที่สิ้นสุดจนกระทั่งถึงจุดจบของชาติไทยอีกเช่นกัน คงไม่เพียงแค่นั้น หากวังวนดังกล่าวได้ทำให้วัฏจักรวงนี้ตกต่ำลงไปเป็นลำดับ แม้เพียรพยายามที่จะกอบกู้ให้ฟื้นคืนสู่สภาพปกติ แต่มันก็ไม่ปกติเหมือนเดิมเป็นปกติที่ต่ำลงไปอย่างน่าใจหายทั้งในด้านสังคม วัฒนธรรม การศึกษา และการเมือง ซึ่งโดยสรุปย่อมมาถึงเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นผลขั้นสุดท้าย ผู้เขียนได้กล่าวฝากไว้แต่แรกแล้วว่าถ้าเราไม่มองแต่เพียงภาพเฉพาะหน้าแล้วก็คิดแก้ไขให้ผ่านพ้นไปแบบ "ขอไปที" หากมองที่วิถีการเปลี่ยนแปลงได้อย่างลึกซึ้งถึงรากฐาน จริงๆ แล้วแม้แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากการปฏิวัติรัฐบาลชุดก่อนๆ ถ้าจะกล่าวว่า "เป็นกรรมของคนไทย" โดยเฉพาะเป็นความหวังของกลุ่มที่ใช้ชีวิตติดดินหรืออยู่บนพื้นฐานของสังคมโดยรวม เนื่องจากคนส่วนใหญ่ขาดการสนใจที่จะยืนอย่างมั่นคงเข้มแข็งอยู่บนพื้นฐานด้านล่าง เพื่อให้โอกาสเติบโตขึ้นมาสู่ด้านบนอย่างเป็นธรรมชาติ หากใช้เป็นเครื่องมือแอบอ้างมาโดยตลอด ซึ่งในช่วงหลังๆ นับวันยิ่งเห็นผลได้ชัดเจนยิ่งขึ้น หวนกลับไปนึกถึงอดีตแม้เพียงเริ่มต้นจากช่วงปี พ.ศ.2475 ถ้าใครมีอายุยาวนานถึงช่วงนั้นหากไม่ใช่คนลืมง่าย คงยังจำได้ดีว่ามีข้ออ้างข้อหนึ่งซึ่งกล่าวฝากไว้ว่า "การปกครองของประเทศสยามก่อนหน้านั้น ยังมีการถ่ายทอดอำนาจจากด้านบนลงสู่ด้านล่าง แต่หลังจากเปลี่ยนการปกครองมาแล้ว มีความต้องการที่จะได้เห็นการถ่ายทอดอำนาจจากด้านล่างขึ้นมาสู่ด้านบน" คำปรารภดังกล่าวเหมือนกับภาษาดอกไม้ หรืออีกนัยหนึ่งอาจกล่าวว่าเหมือนคนฝันหวานถ้าจะกล่าวอย่างตรงไปตรงมาก็คือ "ปากว่าตาขยิบ" เนื่องจากกลุ่มบุคคลผู้ริเริ่มปฏิบัติการหาใช่มีวิถีชีวิตที่เริ่มต้นจากการมุ่งลงสู่ด้านล่างขึ้นมาสู่ด้านบนไม่ หากยังคงเน้นการตะเกียกตะกายจากด้านล่างขึ้นไปสู่ด้านบนเพื่อครองอำนาจแล้วเสพติดอำนาจจนเป็นนิสัยเป็นส่วนใหญ่ จนกระทั่งเวลาผ่านพ้นมาถึงปัจจุบันก็ยังมีนิสัยเช่นนี้หนักมากขึ้นโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงให้เห็นความหวังได้ชัดเจน ดังจะเห็นได้จากการแย่งชิงตำแหน่งกัน แม้ในแวดวงการจัดการศึกษา จากการปฏิบัติที่มีผลสร้างความมั่นใจเหนือกว่าคำพูดหรือข้อเขียน แล้วจะให้คนที่เข้าถึงความจริงภายในกระบวนการดังกล่าวเคารพนับถือ และรู้สึกศรัทธาผู้ที่ขึ้นไปอยู่ด้านบนได้อย่างไร ถ้าผู้เขียนเป็นเด็กคนหนึ่งคงจะต้องกล่าวออกมาจากความรู้สึกที่เป็นความจริงว่า "พี่ครับ (หรือน้องครับ) จะให้ผมยกมือไหว้พี่น้องได้ยังไงกันเพราะพี่น้องไม่ได้ทำให้ผมเชื่ออย่างสนิทใจว่า จะสร้างบ้านเมืองให้มีเอกราชอธิปไตยจนเป็นที่เชื่อถือได้" ดังนั้นไม่ว่าเหตุการณ์อะไรจะเกิดขึ้น ถัดจากนั้นมา ผู้ที่เข้าถึงความจริงในกระบวนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว แม้เวลาผ่านพ้นมานับเป็นสิบๆ ปีแล้ว จนกระทั่งมาถึงขั้นเป็นร้อยปี ก็ยังคงทำให้อดคิดรำพึงอยู่ในใจไม่ได้ว่า "อนิจจา กรรมของคนไทยแท้ๆ" แม้ครั้งนี้หลายคนจะรู้สึกเป็นทุกข์และห่วงใยบ้านเมืองมาจนกระทั่งถึงช่วงที่ตุลาการรัฐธรรมนูญ ได้นำเงื่อนไขที่แฝงอยู่ในกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเหมาะสม หรือไม่เหมาะสมของพรรคการเมือง มาพิจารณาเพื่อพิพากษาให้มีการยุบพรรค แม้จะผ่านพ้นมาได้โดยเรียบร้อย มันก็เป็นเพียงภาพเฉพาะหน้าเท่านั้น หากมองเห็นความจริงได้อย่างลึกซึ้งอีกทั้งหยั่งรู้ถึงที่มาที่ไปได้อย่างมีเหตุมีผล เราคงต้องรำพึงอยู่ในใจว่า "อนิจจาสังคมไทย" อีกเช่นกัน ผู้เขียนใคร่ขออภัยถ้าหากการเขียนอย่างตรงไปตรงมาจากรากฐานจิตใจที่อิสระของตนเอง โดยที่สามารถจำเหตุการณ์ต่างๆ เท่าที่ผ่านพ้นมาแล้วได้อย่างแม่นยำ แม้จะยาวนานแค่ไหน และไม่เพียงแค่นั้น เมื่อมีการจดจำได้ก็ย่อมมีการนำมาวิเคราะห์เจาะลึกลงมาถึงรากฐานเป็นช่วงๆ ร่วมด้วย ดังนั้นการนำมากล่าวไว้ในโอกาสนี้จึงไม่มีเจตนาร้ายที่จะนำมาเขียนให้กระทบกระเทือนจิตใจใคร หากยอมรับความจริงต่อไปอีกว่า "อาจเขียนออกมาเพราะความไม่รู้จริงก็ได้" หากเกิดจากความโง่เขลาเบาปัญญาของตัวเอง ก็คงต้องยอมรับสารภาพแต่โดยดี ทำให้นึกถึงวัฏจักรที่เป็นพื้นฐานของหลักธรรมบทหนึ่งซึ่งได้กล่าวไว้ว่า เมื่อมีการเกิดขึ้นได้ ก็ย่อมมีการดับได้เช่นกัน ถ้าแต่ละคนหยั่งรู้ความจริงถึงเรื่องนี้ได้แล้ว ก็ย่อมยอมรับความจริงได้อย่างปราศจากความทุกข์และความกังวลใจอีกเช่นกัน หน้า 6
|