หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ปัญญาชนจีนมองจีน

มองจีนมองไทย : อาร์ม ตั้งนิรันดร  กรุงเทพธุรกิจ   วันพฤหัสบดีที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2550

"มองจีน มองไทย" วันนี้ มีผู้เขียนรับเชิญพิเศษรายงานตรงมาจากปักกิ่งค่ะ "อาร์ม ตั้งนิรันดร" เป็นหนุ่มไทยคนเก่ง เป็นนักศึกษาทุนรัฐบาลไทย (ทุน ก.พ.) กำลังเรียนอยู่ชั้นปี 1 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง อาร์มอีเมลมาหาดิฉันเล่าเรื่องที่เขาได้มีโอกาสเข้าไปสัมภาษณ์นักวิชาการจีนท่านหนึ่ง ซึ่งมีความคิดเห็นที่น่าสนใจมาก ลองอ่านดูนะคะ แล้วผู้อ่านจะได้รู้ว่า คนจีนเขามองฝรั่งที่มองจีน และมองอนาคตของประเทศตัวเองอย่างไรค่ะ

อาร์มเริ่มเล่าว่า...วันก่อน ผมได้ไปเยี่ยมเยียน รองศาสตราจารย์เจ้าหยาง ซึ่งเคยสอนภาษาจีนผมที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ปัจจุบันท่านย้ายไปเป็น ผู้อำนวยการสถาบันขงจื๊อแห่งกรุงลอนดอน ผมชื่นชมท่านในฐานะที่เป็นตัวอย่างของคนจีนที่ต่อสู้เพื่อยกระดับฐานะของตน จากเด็กชนบทห่างไกลคนหนึ่ง หากแต่มีความมุมานะเรียนหนังสือจนสำเร็จปริญญาเอกจากเคมบริดจ์ มหาวิทยาลัยชื่อดังของอังกฤษ ผมได้มีโอกาสนั่งคุยกับท่านพักใหญ่ ได้อะไรมาเล่าสู่กันฟังไม่น้อย

เมื่อเริ่มสนทนา ผมถามอาจารย์ตรงๆ ว่า มีคนเห็นว่าจีนกำลังจะล่มสลาย ตอนนี้ปัญหาต่างๆ ในสังคมมีมากขึ้นเรื่อยๆ การพัฒนาขาดความสมดุล อาจารย์เคยรู้สึกหนักใจบ้างไหม คำตอบของอาจารย์ ทำให้ผมเข้าใจว่า ปัญญาชนจีนเขามองประเทศเขากันอย่างไร

"ชาวจีนมีสติปัญญาเพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นด้วยตนเอง" ท่านเห็นว่า ฝรั่งส่วนหนึ่งไม่ได้เตรียมใจไว้ก่อน นึกไม่ถึงว่าอยู่ๆ จะมีชาติหนึ่งชาติใดเติบโตได้รวดเร็วเช่นนี้ พอจีนทำได้ จึงเกิดความกลัวว่า ตนจะรับมือไม่ได้ วิตกกังวลไปต่างๆ นานา เรื่องที่ว่าจีนกำลังจะล่มสลายนี้ พูดกันมากว่าสิบปีแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นจีนจะล่มสลายเสียที

ท่านบอกว่า จริงๆ แล้ว เรื่องนี้สะท้อนวัฒนธรรมของสื่อตะวันตก ที่เน้นการเสนอข่าวเชิงวิพากษ์วิจารณ์ การเสนอข่าวเกี่ยวกับจีนจึงมักออกมาในมุมลบเสียส่วนมากจนเป็นเรื่องปกติธรรมดา ตอนนี้จีนมีปัญหามากมายก็จริง แต่รัฐบาลเองก็เริ่มมองเห็นปัญหาแล้ว เช่น เรื่องช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน

ท่านบอกผมด้วยความภูมิใจว่า "ต้องไม่ลืมว่าจีนเป็นเพียงประเทศเดียวในปัจจุบันที่อารยธรรมไม่เคยขาดช่วง วันนี้ เด็กนักเรียนจีนยังท่องตำราของขงจื๊อได้ อ่านหนังสือจีนโบราณออก ดังนั้น จีนจึงมีความแข็งแกร่งด้านภูมิปัญญาและจิตวิญญาณ เราเคยผ่านเหตุการณ์ทั้งดีและร้ายมาอย่างโชกโชน เรามีประสบการณ์ และเยือกเย็นพอ"

ผมเป็นนักเรียนกฎหมาย จึงอดไม่ได้ที่จะถามความเห็นของท่านเกี่ยวกับ ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในจีน ท่านยอมรับว่าจีนมีปัญหาเรื่องนี้ แต่เห็นว่านี่เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา

ท่านมองว่า การที่ชาติตะวันตกประณามจีนในเรื่องสิทธิมนุษยชนไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง ชาติตะวันตกเผาพระราชวังฤดูร้อนของจีน เพิ่งเกิดขึ้นไม่ถึงร้อยปี ตอนนั้นทำไมไม่มีใครพูดถึงสิทธิมนุษยชน ท่านถามผมกลับว่า คนผิวดำในอเมริกาเพิ่งได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมเมื่อกี่สิบปีมานี้เองมิใช่หรือ แน่นอนจีนต้องปรับปรุงตนเองในเรื่องนี้ แต่นี่เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ต้องเป็นไปตามพัฒนาการของประวัติศาสตร์

"อันดับแรกคือทุกคนต้องมีข้าวกิน นี่คือสิ่งสำคัญที่เรากำลังพยายามทำให้สำเร็จ อันดับแรกไม่ใช่ประชาธิปไตย จะให้คนเลือกตั้งได้อย่างไร ถ้าเขายังไม่มีข้าวกิน ถ้าเช่นนั้นจะซื้อเสียงเขาก็ทำได้ง่ายๆ แต่ถ้าเกิดเขามีข้าวกินแล้ว อิ่มท้องแล้ว เขาจึงจะเริ่มสนใจหาตัวแทนมาดูแลผลประโยชน์ของตน มาคอยเป็นปากเป็นเสียงให้เขา ประชาธิปไตยจึงจะเกิดขึ้นและมีประสิทธิภาพได้"

ท่านยอมรับว่า จีนรู้ตัวดีว่าตอนนี้ปัญหาคอร์รัปชันในจีนรุนแรงมาก แต่ใช่ว่าถ้าจีนเป็นประชาธิปไตยแล้ว จะไม่มีปัญหานี้ รัฐบาลจีนไม่ได้ด้อยไปกว่ารัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตย ท่านย้ำว่า "คุณอย่าคิดว่าประชาธิปไตยเป็นจุดหมาย ประชาธิปไตยไม่ใช่จุดหมาย ประชาธิปไตยเป็นวิธีการ เป็นวิธีการที่จะทำให้สังคมดี ถ้าคุณบอกว่าสังคมที่ดีต้องเป็นประชาธิปไตย คุณกำลังมองประชาธิปไตยเป็นจุดหมาย นั่นผิดแล้ว นั่นแคบเกินไปแล้ว"

จีนรู้ว่าสังคมจีนมีปัญหาที่ต้องแก้ไขอีกมาก และมีปัญหาใหม่ๆ ที่สมัยก่อนไม่มีเกิดขึ้นมามากมาย แต่อย่างที่เติ้งเสี่ยวผิงเคยบอกไว้ การแก้ไขปัญหาไม่ใช่ย้อนกลับไปเป็นอย่างสมัยก่อน เราต้องคลำก้อนหินข้ามแม่น้ำ มีปัญหาก็แก้ไข แต่ไม่ใช่มีปัญหาแล้วคิดจะยกเลิกสิ่งที่กำลังทำอยู่ กลับไปปิดประเทศเหมือนในอดีต "เรามาไกลมากแล้ว"

ท่านบอกว่า ถ้าจีนไม่ได้เปิดประเทศ ไม่ได้พัฒนาเศรษฐกิจแบบตลาดอย่างที่ทำอยู่ในเวลานี้ เด็กชนบทอย่างท่านก็ไม่มีหวังจะได้ไปเรียนเคมบริดจ์ หรือบินไปมาระหว่างอังกฤษและจีนอย่างที่ท่านทำอยู่ทุกวันนี้

จากที่ได้คุยกับอาจารย์เจ้าหยาง และจากประสบการณ์การศึกษาของผมที่จีน ขอตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความคิดของปัญญาชนจีน ดังนี้ครับ

หนึ่ง ขณะที่ปัญญาชนไทยกำลังถกเถียงว่า เราจะอยู่อย่างพอเพียงหรือจะมุ่งเป็นเสือตัวที่ห้าอยู่นั้น ปัญญาชนจีนไม่มีอะไรต้องเถียงกันครับ ทุกคนมีความเห็นตรงกันเกี่ยวกับทิศทางของจีน หลักใหญ่ก็คือ การพัฒนาประเทศด้วยเศรษฐกิจแบบตลาด ไม่มีปัญญาชนจีนคนไหนออกมาบอกว่า จะกลับไปปิดประเทศอย่างอดีตหรือจะกลับไปเป็นสังคมนิยมเพื่อชนชั้นกรรมาชีพกันอีกแล้วครับ

ที่น่าสังเกต "ประชาธิปไตย" เป็นเรื่องที่ทุกคนเห็นตรงกันครับว่า สุดท้ายแล้วจีนก็จะต้องไปถึงจุดนั้น พูดง่ายๆ คือ ประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่พึงปรารถนา เพียงแต่ว่าตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาเท่านั้น

สอง ปัญญาชนจีนมักมีความขัดแย้งภายในจิตใจ ด้านหนึ่งพวกเขาได้รับการศึกษาแบบตะวันตก และรู้สึกว่า ตนเองล้าหลังกว่าตะวันตก ด้านหนึ่งพวกเขาก็ได้รับการปลูกฝังมาว่าจีนเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่ในอดีต เป็นหนึ่งในหล้าอยู่หลายพันปี ดังนั้น ในขณะที่ปัญญาชนจีนนิยมฝรั่ง รับค่านิยมฝรั่ง (เช่น เศรษฐกิจแบบตลาด, ประชาธิปไตย) แต่เขาก็รู้สึกว่าฝรั่งได้เคยรังแกและกำลังรังแกเขา และเขาไม่จำเป็นจะต้องเชื่อฝรั่งไปเสียทุกเรื่อง นี่เป็นเหมือน "ปมทางจิตใจ" ของปัญญาชนจีนครับ พวกเขามักจะชื่นชมฝรั่ง ขณะเดียวกัน ก็มีความรู้สึกรังเกียจและปฏิเสธฝรั่งอยู่ด้วยเช่นกัน