หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
การเพิกถอนสิทธิทางการเมือง ของกรรมการพรรคการเมือง

โดย สุทธิ นิชโรจน์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลแขวงนนทบุรี  มติชนรายวัน  วันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10686

บทความนี้เป็นความเห็นเฉพาะตัวของผู้เขียนไม่ผูกพันผู้ใดต้องเห็นตามด้วย

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 คณะตุลาการรัฐธรรมนูญได้เริ่มอ่านคำวินิจฉัยกลางเวลา 13.30 นาฬิกา จนจบคำวินิจฉัยกลางเวลาประมาณ 24.50 นาฬิกา

คำวินิจฉัยกลางนี้ถือว่ามีความยาวที่สุดในโลกก็ว่าได้มีความละเอียดมาก คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ได้พิเคราะห์ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตามที่ผู้ร้องได้กล่าวหา และตามข้อต่อสู้ของผู้ถูกกล่าวหาทั้งห้าพรรคการเมือง ตามลำดับขั้นตอนแห่งข้อกล่าวหา และข้อต่อสู้ของแต่ละพรรคการเมือง ชี้ประเด็นให้เห็นถึงการกระทำต่างๆ ที่ชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่ชอบด้วยกฎหมายของพรรคการเมืองทั้งห้าพรรคสมเหตุผล หาข้อตำหนิในคำวินิจฉัยกลางไม่ได้เลย

ประชาชนชาวไทยไม่ต่ำกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ และชาวต่างประเทศซึ่งได้รับฟังคำวินิจฉัยกลางของตุลาการรัฐธรรมนูญทางโทรทัศน์ วิทยุกระจายเสียง ตลอดจนมีหนังสือพิมพ์บางฉบับได้ลงคำวินิจฉัยกลางเอาไว้คงจะทราบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ซึ่งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยเรื่องยุบพรรคการเมืองและเพิกถอนสิทธิทางการเมืองของพรรคการเมือง 4 พรรคการเมือง และไม่ได้ยุบพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ยกคำร้องของผู้ร้องเป็นอย่างดี

ต่อไปจะกล่าวถึงเรื่องการเพิกถอนสิทธิทางการเมืองของกรรมการพรรคการเมืองตามหัวข้อ

ปัญหาแรกการเพิกถอนสิทธิทางการเมืองเป็นโทษหรือไม่ข้อนี้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 18 บัญญัติว่า โทษสำหรับลงแก่ผู้กระทำความผิดมีดังนี้

1.ประหารชีวิต

2.จำคุก

3.กักขัง

4.ปรับ

5.ริบทรัพย์สิน

นอกจากโทษดังกล่าวก็ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายฉบับใดบัญญัติไว้ว่า การเพิกถอนสิทธิทางการเมืองเป็นโทษทางอาญา

ดังนั้นรัฐธรรมนูญฉบับ คมช.มาตรา 27 วรรค 3 ที่บัญญัติความสรุปว่า เมื่อมีการยุบพรรคการเมืองใด ให้เพิกถอนสิทธิทางการเมืองของพรรคการเมืองที่ถูกยุบมีกำหนดเวลา 5 ปี พฤติการณ์ของพรรคการเมือง 4 พรรค คณะตุลาการรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยถึงเหตุต้องยุบพรรคการเมืองทั้ง 4 พรรค และเพิกถอนสิทธิทางการเมือง ของกรรมการพรรคการเมืองทั้ง 4 พรรคเป็นเวลา 5 ปี ไว้อย่างละเอียดไม่ต้องกล่าวซ้ำอีก

เมื่อการเพิกถอนสิทธิทางการเมืองของกรรมการพรรคการเมืองที่ถูกยุบตามคำวินิจฉัยกลางของตุลาการรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่โทษทางอาญาความมาตรา 18 จะถือว่าเป็นความผิดอะไร

ผู้เขียนเห็นว่ามีลักษณะเป็น "การทำโทษทางการเมือง" หากเพียงแค่ยุบพรรคการเมืองอย่างเดียว กรรมการพรรคการเมืองยังอยู่อย่างเดิมย่อมไม่เกิดผลอะไรเลย

พรรคการเมืองที่ถูกตุลาการรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคดังกล่าวสามารถไปจดทะเบียนตั้งพรรคใหม่ได้อาจจะใช้ชื่อเดิม กรรมการพรรคชุดเดิม หรือใช้ชื่อเดิมไม่ได้ ก็ใช้ชื่อใหม่เพราะกรรมการพรรคยังอยู่

สําหรับการยุบพรรคการเมืองขณะนี้ กกต.ยังมีความเห็นแตกต่างกันว่าพรรคการเมืองที่ถูกยุบแล้ว จะใช้ชื่อเดิมได้แต่อีกฝ่ายเห็นว่าใช้ชื่อเดิมไม่ได้สับสนกันไปหมด

นอกจากนี้พรรคการเมืองเป็นนิติบุคคลจะไปเพิกถอนสิทธิทางการเมืองแก่ตัวพรรคการเมืองได้อย่างไร จะต้องทำโทษกรรมการของพรรคการเมืองที่ถูกยุบ ซึ่งถือว่าเป็นผู้แทนของพรรคการเมือง แม้จะเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ของกรรมการพรรคการเมืองบางคน แต่เห็นได้ว่าเพื่อเป็นประโยชน์แก่พรรคการเมืองนั้น บรรดากรรมการพรรคการเมืองที่ถูกยุบต้องรับผิดชอบร่วมกันทั้งหมด

ฉะนั้นเมื่อการเพิกถอนสิทธิทางการเมืองของกรรมการพรรคการเมือง 4 พรรค เป็นการทำโทษมิใช่ลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 18 ที่กล่าวมา รัฐธรรมนูญฉบับ คมช.มาตรา 27 วรรค 3 ก็ไม่มีผลย้อนหลัง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 2 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "บุคคลจะต้องรับโทษทางอาญาต่อเมื่อ ได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะทำการนั้นบัญญัติเป็นความผิด และกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้น ต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย"

ถ้ามีกรณีที่ คมช.ได้ยกเลิกมาตรา 27 ทั้งหมดหรือรัฐธรรมนูญฉบับ คมช.ได้ยกเลิกไป โดยใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่กำลังร่างกันอยู่ การเพิกถอนสิทธิทางการเมืองของพรรค 4 พรรคก็ยังถูกเพิกถอนจนครบกำหนด 5 ปี นับแต่ตุลาการรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย

มิได้เป็นดังที่ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 2 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติ ภายหลังการกระทำเช่นนั้น ไม่เป็นความผิดต่อไปให้ผู้ที่ได้กระทำความผิดนั้น พ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด ถ้าได้มีพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษ-แล้วก็ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่ากระทำความผิดนั้น ถ้ารับโทษอยู่ก็ให้โทษนั้นสิ้นสุดลง"

ยิ่งกว่านั้นจากประสบการณ์ของผู้เขียน เห็นว่า การอภัยโทษหรือขอนิรโทษกรรมนั้น ศาลต้องลงโทษจำคุกผู้นั้นแล้ว จึงขอพระราชทานอภัยโทษ หรือขอนิรโทษกรรมอันมีผลต่างกันโดยการอภัยโทษทำเป็นพระราชกฤษฎีกา ส่วนนิรโทษกรรมต้องทำเป็นพระราชบัญญัติ เพราะมีผลให้พ้นจากการกระทำความผิดและถือไม่เคยถูกจำคุกมาก่อน

เคยมีพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมผู้มีชื่อท่านหนึ่ง ถูกจำคุกในข้อหาหมิ่นประมาท หรือดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกขั้นต่ำ 3 ปี ผู้มีชื่อท่านนั้นถูกจำคุกประมาณ 3 เดือน จึงได้รับพระเมตตาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมให้ผู้มีชื่อท่านนั้น

จึงเป็นตัวอย่างให้เห็นว่าการนิรโทษกรรมผู้กระทำความผิดจะต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาของศาลแล้ว

ส่วน 4 พรรคการเมืองจะดำเนินการอย่างไรจะตีความการเพิกถอนสิทธิการเมืองเป็นประการใด รัฐบาล คมช.และสภานิติบัญญัติจะเห็นอย่างไรเป็นเรื่องความเห็นส่วนตัวมีสิทธิแสดงความเห็นได้ทั้งในทางลบ และในทางบวกเกี่ยวกับการที่ตุลาการรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยกลางในเรื่องการยุบพรรคการเมืองหรือไม่ยุบพรรคการเมือง และเพิกถอนสิทธิทางการเมืองของกรรมการพรรคการเมือง 4 พรรคที่ถูกยุบ

สุดท้ายนี้ผู้เขียนเห็นด้วยกับ อาจารย์จรัญ ภักดีธนากุล ว่าควรบัญญัติการเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของกรรมการพรรคการเมือง ที่ถูกยุบไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังร่างอยู่จะหมดปัญหาไป

หน้า 7


เรื่องของการยุบพรรค

โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์  มติชนรายวัน  วันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10686

คดีประวัติศาสตร์ของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการยุบพรรคเมื่อวันพุธที่ 30 พฤษภาคมที่ผ่านมานี้ บรรดาการเมืองออกจะเซ็งไปตามๆ กันเนื่องจากต้องนั่งฟังการอ่านไทยกันเป็นวันเชียวละ มิหนำซ้ำฟังไม่ค่อยรู้เรื่องเสียด้วยซี

ในบรรดาวงการพนันเองก็ถึงขนาดหมดเรี่ยวหมดแรงกันไปเลยเพราะว่าปกติการพนันมวยพนันฟุตบอล หรือซื้อหวยเบอร์นั้นมีกำหนดเวลาที่จะรู้ผลแพ้ชนะ (คนไทยสมัยผู้เขียนยังหนุ่มมักจะเรียกการได้-เสียในวงการพนันว่า "ถูกกิน-ได้กิน" กันพอแปลให้ฝรั่งฟังทำให้เกิดความเข้าใจผิดกันมากทีเดียว)

แต่การพนันว่ายุบพรรคหรือไม่จากการฟังการอ่านคำพิพากษานั้นไม่สามารถที่จะรู้ได้เลยว่าจะจบสิ้นลงเมื่อไร แถมยังลุ้นอะไรไม่ได้เลยตอนไหนควรเฮ ตอนไหนควรโห่ ก็ไม่รู้ จึงเป็นการพนันที่เซ็งที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทยเหมือนกัน

มิหนำซ้ำยังมีการพลิกล็อคพลิกกระเป๋ากันอีกในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ พิพากษาตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย แบบยกเข่ง ไม่ให้มีสิทธิในการสมัครลงแข่งขันเป็น ส.ส., ส.ว. หรือดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ซึ่งในวงการพนันแล้วนับเป็นปรากฏการณ์ที่ถล่มทลายแบบ "เซียนลงรู หมูอยู่ตึก" เลยละ

ความจริงคดีประวัติศาสตร์ของวันพุธที่ 30 พฤษภาคม 2550 นี่เป็นผลดีต่อวิชานิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์เป็นส่วนรวมเลยนะ เนื่องจากเป็นการเผยแพร่หลักวิชา ให้ชาวบ้านที่ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัยในสาขาเหล่านี้ จะได้ทราบความจริงว่า เรื่องของวิชาการนี่มันน่าเบื่อน่าดูเลยทีเดียว

แต่ก็นั่นแหละหากคนไม่เข้าใจหลักการพื้นฐาน กฎ กติกาเบื้องต้นของทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว อะไรๆ ก็น่าเบื่อทั้งนั้นแหละ (ผู้เขียนขอสารภาพเลยว่าเคยต้องนั่งหลับดูพรรคพวกเล่นไพ่รัมมี่กันในห้องโรงแรมที่ผู้เขียนอยู่ซึ่งโดนยึดไปเป็นบ่อน เล่นกันได้ยังไง เฮๆ กันได้จนถึงเช้า)

ที่ว่าเป็นผลดีต่อวิชานิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ก็คือเดิมทีเดียวเมืองไทยของเรานี่มักสอนวิชากฎหมายแพ่ง, กฎหมายอาญา และกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งกับกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 4 เล่มเท่านั้นแหละสำหรับวิชานิติศาสตร์

ส่วนวิชารัฐศาสตร์ก็เรียนกฎหมายปกครองกันไป แบบจะเอาไปพอใช้เท่านั้น ไม่ได้เรียนรู้ปรัชญาของกฎหมายปกครองอะไรหรอก และสมัยก่อนประชาชนก็หัวอ่อนมั่วยังไงก็พอปกครองกันไปได้

อีทีนี้ทางนิติศาสตร์เกิดหันมาสนใจสาขาวิชาปกครองกันขึ้นมา พวกที่จบนิติศาสตร์รุ่นเก่าๆ ก็ไม่รู้เรื่องซี อีทีนี้หลักการของกฎหมายปกครอง จะให้เหมือนหลักการของกฎหมายอาญาได้ยังไงละขนาดกฎหมายแพ่งกับกฎหมายอาญา ยังแตกต่างกันจนต้องแยกเล่มกันเลยไม่ใช่หรือ?

ดังนั้นฟังๆ ดูแล้วตอนนี้เรื่องการตัดสิทธิทางเมืองของผู้บริหารพรรคไทยรักไทยก็คือ ความสับสนอันเกิดจากการไม่รู้ถึงความแตกต่าง ระหว่างกฎหมายปกครองกับกฎหมายอาญาและกฎหมายแพ่งนั่นเอง

โถ! แค่เรื่องการให้น้ำหนักต่อพยานระหว่างกฎหมายแพ่ง กับกฎหมายอาญายังต่างกันอย่างเรื่องพยานเอกสาร กับประจักษ์พยานเลยนี่

อีทีนี้ก็พวกรัฐศาสตร์อย่างที่ว่านั่นแหละเมื่อก่อนพวกที่เรียนออกไปเป็นปลัดอำเภอนั่นเขาเรียนแต่กฎหมายปกครองเป็นหลัก แต่ไม่ได้เรียนถึงปรัชญาเท่าไรหรอก แบบว่าเรื่องประชาธิปไตยหรือเผด็จการก็เรียนไปงั้นๆ แหละ เอาศัพท์ไปก็พอ

ดังนั้นก็เลยเกิดเรื่องหลักรัฐศาสตร์แบบหมอผีขึ้นมาเองจากพวกที่ไม่ค่อยได้เรียนหรือเมื่อก่อนเขาไม่ได้สอน (เนื่องจากเมื่อก่อนเมืองไทยเราเป็นเผด็จการมาเป็นส่วนใหญ่นี่) คือหลักรัฐศาสตร์แบบมั่วเอา กลบเกลื่อน ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ มุ่งประโยชน์ของส่วนตัวและพรรคพวก โดยนิยามเรื่อง "ชาติ" ตามใจตัวเอง

จากคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญวันพุธที่ 30 พฤษภาคม 2550 นี่ชี้หลักรัฐศาสตร์ที่น่ารู้กันจริงๆ คือ

1.อำนาจอธิปไตยเป็นอำนาจสูงสุดในการปกครองบริหารประเทศ

2.อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนคือเป็นของประชาชน

3.พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจอธิปไตยนี้แทนประชาชนเพราะจะลงนามกันในกฎหมายกันทุกคนย่อมทำไม่ได้แน่ๆ

4.พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจอธิปไตยใน 3 ทางคือ

4.1 นิติบัญญัติ (ออกกฎหมายและควบคุมการบริหารของฝ่ายบริหาร)

4.2 บริหาร (เอากฎหมายที่ฝ่ายนิติบัญญัติออกมาไปใช้และออกกฎหมายลูก)

4.3 ตุลาการ (ตัดสินการใช้กฎหมายและดูกฎหมายลูกว่าผิดกฎหมายใหญ่ด้วย)

ซึ่งการแบ่งอำนาจนี้จะได้ไม่สับสน (สำหรับพวกองค์การอิสระทั้งหลายก็อยู่ในสามอำนาจนี่แหละ อย่างศาลรัฐธรรมนูญก็อยู่ในตุลาการ)

5.การจะนิรโทษกรรมหรือยกโทษให้นั้นอยู่ในพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์

ของแถม:หลักรัฐศาสตร์ที่ใหญ่มากจริงๆ อีกหลักหนึ่งคือฝ่ายนิติบัญญัติ (รัฐสภา) นั้นเพียงแต่สงสัยหรือไม่ไว้วางใจรัฐบาล (ฝ่ายบริหาร) ก็สามารถไล่รัฐบาลออกไปได้โดยไม่ต้องมีหลักฐานอะไรก็ได้ นี่แหละคือหลักรัฐศาสตร์ที่สำคัญจริงๆ

หน้า 6