หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
แกะรอยเงินล่องหน 2 หมื่นล้าน บินว่อนเข้ากระเป๋าใคร?

ทีมข่าวเศรษฐกิจ  มติชนรายวัน  วันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10686

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) อาศัยอำนาจตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ฉบับที่ 30 เรื่องการตรวจสอบความเสียหายแก่รัฐ มีมติอายัดเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร และสถาบันการเงินของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พร้อมภริยา และผู้ใกล้ชิดที่เกี่ยวข้องกับการขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือชินคอร์ป ทั้งหมดรวม 21 รายการ มูลค่า 52,884 ล้านบาท

หลังมีพยานหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าอดีตนายกรัฐมนตรีได้กระทำการทุจริต ประพฤติมิชอบ และร่ำรวยผิดปกติ จากการใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ต่อกิจการของชินคอร์ป ซึ่งมีหลักฐานเชื่อได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณให้บุคคลใกล้ชิดถือหุ้นแทน จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ

มูลเหตุในการอายัดทรัพย์พอสรุปได้คือ

-พฤติการณ์ทุจริตประพฤติมิชอบ มีพยานหลักฐานจนถึงขั้นถูกกล่าวหา 5 คดี ได้แก่ 1.การทุจริตโครงการจัดซื้อที่ดินมูลค่าตามสัญญา 772 ล้านบาท 2.การจัดซื้อกล้ายางมูลค่าตามสัญญา 1,440 ล้านบาท 3.การทุจริตโครงการจัดซื้อจัดจ้างปรับเปลี่ยนสายพานลำเลียงกระเป๋าสัมภาระผู้โดยสาร และเครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิด CTX 9000 4.โครงการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัว และ5.การให้เงินกู้โดยทุจริตของผู้บริหารธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)

-พฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ มีการใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจของตนเอง ดังนี้

1.แก้ไขสัญญาข้อตกลงลดส่วนแบ่งรายได้ค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้บัตรจ่ายเงินล่วงหน้า (Prepaid) เพื่อประโยชน์แก่บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC

2.แก้ไขสัญญาข้อตกลงปรับเกณฑ์การตัดส่วนแบ่งรายได้ให้บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เพื่อเอื้อประโยชน์แก่ ADVANC

3.ตราพระราชกำหนดภาษีสรรพสามิตในกิจการโทรคมนาคม และได้มีมติคณะรัฐมนตรีแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต เพื่อประโยชน์แก่ ADVANC

4. ให้ทีโอทีเช่าและลงทุนระบบคลื่นความถี่ดาวเทียมของบริษัท ชิน แซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SATTEL โดยไม่จำเป็น

5.สั่งการให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (Exim Bank) ให้รัฐบาลสหภาพพม่ากู้เงินเพื่อซื้อสินค้า และบริการของ SATTEL ในจำนวนเงินกู้ 1 พันล้านบาท

6.อาศัยการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ นำผลประโยชน์ของชาติแลกเปลี่ยนบุกเบิกตลาดธุรกิจดาวเทียม ให้แก่สายธุรกิจดาวเทียมในเครือ SATTEL เพิ่มมูลค่าธุรกิจดาวเทียมของ SATTEL เป็นอันมาก

รวมไปถึงการใช้อำนาจหน้าที่ผลักดันให้แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประกอบกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2542 ให้บุคคลต่างด้าวถือหุ้นในบริษัทสื่อสาร จากเดิมไม่เกิน 25% เป็นไม่เกิน 50% พร้อมๆ กับการเจรจาเพื่อขายหุ้นชินคอร์ปที่ถืออยู่ 49.2% ให้แก่กองทุนเทมาเส็กของประเทศสิงคโปร์ โดยได้รับเงินจากการขายหุ้นทั้งหมด 73,271 ล้านบาท

ทั้งนี้ คตส.ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าเงินขายหุ้นส่วนนี้ ปัจจุบันคงเหลือในบัญชีเพียงแค่ประมาณ 52,884 ล้านบาท ทำให้เป็นที่สงสัยว่าเงินอีกกว่า 2 หมื่นล้านบาท หายไปไหน??

หากจะแกะรอยตามหาเงินจำนวนดังกล่าว มีการตั้งข้อสังเกตว่า ในวันที่ 23 มกราคม 2549 ผู้ถือหุ้นของชินคอร์ป ที่ร่วมขายหุ้นทั้งหมด 1,487.74 ล้านหุ้น คิดเป็น 49.59% ในครั้งนั้น ประกอบด้วย นางสาวพิณทองทา ชินวัตร 604.6 ล้านหุ้น นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ 404.43 ล้านหุ้น นายพานทองแท้ ชินวัตร 458.55 ล้านหุ้น นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 20 ล้านหุ้น และนางบุษบา ดามาพงศ์ 159,600 หุ้น ซึ่งในกลุ่มเหล่านี้ถูกอายัดทรัพย์สินรวมด้วย

แต่ยังมีผู้ถือหุ้นของชินคอร์ปอีกรายคือ บริษัท แอมเพิลริช อินเวสท์เมนท์ จำกัด ซึ่งถือหุ้น 329.2 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 10.98% ร่วมขายหุ้นในครั้งนั้นด้วย

แต่เป็นการขายผ่านนายพานทองแท้ ชินวัตร และนางสาวพิณทองทา ชินวัตร คนละ 164.6 ล้านหุ้น เพราะวันที่ 20 มกราคม 2549 ก่อนวันที่จะทำรายการซื้อขายหุ้นดังกล่าว แอมเพิลริชฯขายหุ้นให้กับนายพานทองแท้ และนางสาวพิณทองทา ในราคาหุ้นละ 1 บาท ก่อนที่ทั้งสองคนจะนำหุ้นไปขายต่อในราคาหุ้นละ 49.25 บาท

คำนวณจากจำนวนหุ้นทั้งหมด 329.2 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 49.25 บาท คิดเป็นมูลค่า 16,213.1 ล้านบาท

จึงอดตั้งข้อสังเกตไม่ได้ว่า มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่เงินจากการซื้อขายหุ้นดังกล่าวจะอยู่ในแอมเพิลริชฯ ซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างประเทศ

ทั้งนี้ แอมเพิลริชฯเป็นนิติบุคคลจดทะเบียนที่เกาะบริติช เวอร์จิ้น ซึ่ง คตส.ไม่สามารถใช้อำนาจอายัดทรัพย์สินส่วนนี้ได้!

นอกจากนั้น การลงทุนของครอบครัวชินวัตร ที่นอกเหนือจากสังหาริมทรัพย์ และอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ แล้ว ยังนิยมลงทุนในบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ปัจจุบันที่เหลือชัดเจนคือบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC ซึ่งตระกูลชินวัตรยังถือหุ้นรวมกัน 65.77% นอกจากนั้น คุณหญิงพจมานยังถือหุ้นบริษัท โรงพยาบาลวิภาวดี จำกัด (มหาชน) 3.62 ล้านหุ้น หรือ 0.59%

ส่วนนายบรรณพจน์ถือหุ้นอีก 2 บริษัท คือ บริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) 57 ล้านหุ้น หรือ 4.28% และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 28.9 ล้านหุ้น หรือ 1.2% ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ คตส.ยังไม่ได้อายัดเช่นเดียวกัน

หรือจะอีกส่วนหนึ่งที่มีการโยกย้ายเงินที่ได้จากการขายหุ้นชินคอร์ปนำมาลงทุนในส่วนนี้?

นางจารุพรรณ อินทรรุ่ง ผู้อำนวยการฝ่ายงานเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อธิบายว่า การอายัดทรัพย์ของคนในครอบครัวชินวัตร และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการขายหุ้นชินคอร์ป เป็นการพิจารณาของ คตส.ว่าจะครอบคลุมแค่ไหน ซึ่ง ก.ล.ต.ไม่ทราบว่ามีหลักการอย่างไรที่ครอบคลุมในบัญชีเงินฝาก และหน่วยลงทุน แต่ไม่ได้ครอบคลุมถึงหุ้น ดังนั้น หากตระกูลชินวัตรต้องการเงินสดยังสามารถขายหุ้นได้ ถือเป็นสิทธิที่สามารถทำได้ ซึ่ง ก.ล.ต.ไม่สามารถเข้าไปทำอะไรก็ได้โดยพลการ เพราะถือว่าการอายัดเป็นคำสั่งของ คตส.

"สินทรัพย์ของครอบครัวชินวัตร ไม่ได้มีเพียงแค่หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ แต่ยังมีหลักทรัพย์อีกมาก ทั้งอสังหาริมทรัพย์ และสังหาริมทรัพย์ ดังนั้น การที่ คตส.กำหนดวงเพียงบัญชีเงินฝากและหน่วยลงทุน เขาคงมีข้อมูลดีแล้ว และอาจจะมากกว่า ก.ล.ต. ดังนั้น ก.ล.ต.จึงได้เข้าไปดำเนินการอะไรในกรณีที่เกี่ยวกับหุ้น" นางจารุพรรณกล่าว

ล่าสุด นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธปท.ยืนยันว่า ที่ผ่านมา ธปท.ไม่เห็นว่ามีการถ่ายเทเงินออกไปต่างประเทศ นอกจากเงินจำนวน 400 ล้านบาท ที่ขออนุญาตเพื่อนำไปซื้อบ้านในประเทศอังกฤษ และเงินก้อนใหญ่ขนาดนี้ หากมีการถอนออกไปต่างประเทศจะต้องส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทให้อ่อนค่าลงอย่างมากแน่นอน และหากแลกเป็นดอลลาร์สหรัฐออกไปก็ไม่แน่ใจว่าธนบัตรที่มีอยู่ในประเทศจะเพียงพอหรือไม่ ซึ่งที่ชัดเจนในตอนนี้คือ ที่ผ่านมาไม่มีการโอนเงินออกไปต่างประเทศผ่านธนาคารพาณิชย์

จึงเป็นความเคลื่อนไหวที่ต้องติดตามว่า หากเม็ดเงินกว่า 2 หมื่นล้านบาท ยังอยู่ในประเทศไทยตามที่ ธปท.ว่าไว้ และไม่ได้อยู่ที่แอมเพิลริชฯอย่างที่ตั้งข้อสังเกตไว้ข้างต้น

แล้วเงินจำนวนมหาศาลก้อนนี้ถูกโยกย้ายถ่ายเทไปอยู่ที่กระเป๋าใคร?

หน้า 20