หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ศึกษากระบวนการวินิจฉัย คดียุบพรรค ของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ

โดย คณิน บุญสุวรรณ  มติชนรายวัน  วันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10686

1.ข้อเปรียบเทียบกรณีการใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญปี 2540 กับการใช้อำนาจของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญปี 2549

1.1 ในขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญปี 2540 ใช้คำว่า "องค์คณะในการนั่งพิจารณาและในการทำคำวินิจฉัย" แต่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญปี 2549 ใช้คำว่า "องค์คณะในการพิจารณาพิพากษา และการทำคำวินิจฉัย"

1.2 ในขณะที่รัฐธรรมนูญปี 2540 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า "คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ" แต่มิได้มีบทบัญญัติในลักษณะดังกล่าว ไว้รองรับคำวินิจฉัย ของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญปี 2549

1.3 ในขณะที่รัฐธรรมนูญปี 2540 ศาลรัฐธรรมนูญต้องดำเนินการพิจารณาและวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย และในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ แต่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญปี 2549 ต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญและตามกฎหมายเท่านั้น โดยมิได้ดำเนินการในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ ดังนั้น จึงมีข้อน่าสงสัยว่าการที่มาตรา 35 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญปี 2549 บัญญัติให้คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญนั้น สามารถใช้ได้ทั้งหมดหรือไม่ และคณะตุลาการรัฐธรรมนูญต้องรับผิดชอบต่อผู้ใด ถ้ามิได้ดำเนินการในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์

1.4 ในขณะที่ไม่เคยปรากฏเลยว่าการดำเนินการของศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญปี 2540 ได้ใช้คำว่า "อรรถคดี" ในการพิจารณา แต่มาตรา 35 วรรคสี่รัฐธรรมนูญปี 2549 บัญญัติให้โอน "บรรดาอรรถคดี" ที่อยู่ในระหว่างการดำเนินการของศาลรัฐธรรมนูญก่อนวันที่ 19 กันยายน 2549 มาอยู่ในอำนาจและความรับผิดชอบของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ

2.ข้อสังเกตต่อกรณีการดำรงตำแหน่งตุลาการรัฐธรรมนูญในขณะที่ยังเป็น "ข้าราชการตุลาการ" ในเวลาเดียวกัน

2.1 การที่ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ผู้พิพากษาศาลฎีกา และตุลาการในศาลปกครองสูงสุด มาดำรงตำแหน่ง "คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ" ซึ่งมีหน้าที่ตัดสินปัญหาความขัดแย้งและการต่อสู้กันทางการเมือง นั้น ในทางนิติศาสตร์จะเรียกอย่างไรไม่ทราบได้ แต่ในทางรัฐศาสตร์เรียกว่า "การขัดกันแห่งอำนาจ" (Conflict of Power) ซึ่งเป็นลักษณะต้องห้ามที่สำคัญของการปกครองระบอบประชาธิปไตย เพื่อเป็นหลักประกันความเป็นอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีของศาล

2.2 มีปัญหาว่าคณะตุลาการรัฐธรรมนูญตามมาตรา 35 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 มีสถานะเป็นอะไรกันแน่ ระหว่าง "ศาล" "องค์กรอิสระ" "หน่วยราชการ" "หน่วยงานของรัฐ" หรือเป็น "องค์กรตามรัฐธรรมนูญ" โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ก็ต้องเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2549 ไม่ใช่องค์กรตามรัฐธรรมนูญปี 2540 นอกจากนั้น ถ้าคณะตุลาการรัฐธรรมนูญไม่ใช่ศาล

ก็เป็นเรื่องน่าคิดเหมือนกันว่าข้าราชการตุลาการทั้ง 9 ท่าน เข้าข่ายดำรงตำแหน่งทับซ้อน หรือสวมหมวกสองใบของบุคคลที่ดำรงตำแหน่งใน "ศาล" และใน "องค์กรที่ไม่ใช่ศาล" ในขณะเดียวกันหรือไม่

3.คำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญในคดียุบพรรค ถือว่าสิ้นสุดเด็ดขาดแล้วหรือยัง?

3.1 คำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญกรณีการสั่งยุบพรรคไทยรักไทย ด้วยคะแนนเสียง 9 ต่อ 0 น่าจะถือเป็นที่สิ้นสุดเด็ดขาดได้ เพราะอำนาจสั่งยุบพรรคการเมืองเป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญแต่เพียงผู้เดียว

ดังนั้น ในเมื่อคณะตุลาการรัฐธรรมนูญทำหน้าที่แทนศาลรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยที่ออกมาจึงถือเป็นเด็ดขาด ไม่มีทางที่จะไปร้องอุทธรณ์หรือฎีกาที่ไหน ได้อีก

3.2 คำวินิจฉัยของคณะตุลาการทางรัฐธรรมนูญ กรณีการสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ของกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน ด้วยคะแนนเสียง 6 ต่อ 3 นั้น มองได้หลายแง่มุม ดังต่อไปนี้

3.2.1 ถ้าจะอนุโลมปล่อยเลยตามเลยโดยคิดเสียว่า อะไรที่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญตัดสิน ก็ถือว่าสิ้นสุดเด็ดขาดแล้ว เพราะถึงแม้จะไม่ใช่ศาล แต่องค์ประกอบของคณะตุลาการทั้ง 9 ท่าน ก็น่าเชื่อถือและเป็นหลักประกันได้ในความเป็นอิสระและยุติธรรม

3.2.2 แต่ถ้าจะแย้งว่า ยังไม่ถือเป็นที่สิ้นสุดเด็ดขาด ก็มีเหตุผลรองรับอยู่หลายข้อ ดังนี้

- ในเมื่อคณะตุลาการรัฐธรรมนูญทำหน้าที่แทนศาลรัฐธรรมนูญ และในความเป็นจริง ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจ เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของบุคคล ในกรณีดังกล่าว ดังนั้น การสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยทั้ง 111 คนจึงเป็นการสั่งเกินกว่าอำนาจที่มีอยู่

- การสั่งยุบพรรคการเมืองซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค ของแต่ละบุคคลเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่สามารถนำมาเชื่อมโยงเป็นเรื่องเดียวกันหรือเป็นผลต่อกันได้

- ความในข้อ 3 ของประกาศ คปค.ฉบับที่ 27 ระบุแต่เพียงว่า ถ้าคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองใด ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้น มีกำหนดห้าปี ในขณะที่บทกำหนดโทษ ทั้งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฯ และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งฯ ในทุกมาตราที่กำหนดโทษถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง จะระบุไว้เหมือนๆ กันว่า "ให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง" มีกำหนดห้าปีหรือสิบปี ดังนั้น คำสั่งของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งข องกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกสั่งยุบ จึงยังไม่เป็นเด็ดขาด จนกว่าจะมีคำสั่งศาลให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

ในกรณีสุดท้ายนี้ หลังจากที่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญวินิจฉัยและมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งแล้ว ก็ควรดำเนินการในขั้นตอนต่อไป คือ กกต.ต้องยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยทั้ง 111 คน ถ้าปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ โดยไม่ทำอะไรเลย ก็จะทำให้เกิดความสับสน และตีความสับสนและตีความผลของคำสั่งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญไปตามแต่จะตั้งธงกันไว้

เพราะกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ก็มีสิทธิที่จะตีความว่าคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของตน ยังไม่ถือเป็นเด็ดขาดได้เหมือนกัน

หน้า 6