หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
SWOT และการกำหนดวิสัยทัศน์ให้กับตัวเราเอง

มองมุมใหม่ : รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์  กรุงเทพธุรกิจ  วันอังคารที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2550

ท่านผู้อ่านคงทราบนะครับว่า ในยุคนี้เป็นยุคของการบริหารจัดการ ในรอบสิบปีที่ผ่านมา กระแสความตื่นตัว หรือความนิยมในเครื่องมือทางการบริหารจัดการต่างๆ เป็นไปอย่างมากมาย องค์กรต่างๆ ได้มีการนำเอาเครื่องมือทางการบริหารใหม่ๆ มาใช้อย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน หลักสูตร หรือหนังสือเกี่ยวกับพวกการบริหารใหม่ๆ ก็มีมาตลอด ผมเองได้มีโอกาสสอนและให้คำปรึกษาในด้านพวกเครื่องมือใหม่ๆ อยู่บ้างสมควร และพอสอนไปสอนมาก็ เกิดคำถามที่ว่าเราจะสามารถนำเครื่องมือทางการบริหารต่างๆ เหล่านี้ มาปรับใช้กับชีวิตส่วนตัวหรือชีวิตประจำวันได้หรือไม่?

ถ้าเราลองนึกถึงบรรดาแนวคิดหรือเครื่องมือทางการบริหารต่างๆ ที่นิยมหรือกล่าวถึงกันอย่างมากในปัจจุบัน เช่น การวางแผนกลยุทธ์ การบริหารความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า Balanced Scorecard Competencies การบริหารความเสี่ยง การบริหารความรู้ ฯลฯ แล้วท่านผู้อ่านลองนึกย้อนดูนะครับว่าแทนที่เราจะนำเอาเครื่องมือทางการบริหารเหล่านี้ มาใช้เฉพาะกับองค์กรที่เราทำงานอยู่นั้น เราสามารถนำมาใช้กับชีวิตของเราแต่ละคนได้หรือไม่?

เราลองมาเริ่มจากตัวพื้นฐานกันก่อนดีไหมครับ นั่นคือ การวิเคราะห์ทางกลยุทธ์ ซึ่งถ้าพูดถึงการวิเคราะห์ทางกลยุทธ์ปุ๊บ ทุกคนก็นึกถึงเจ้า SWOT หรือการวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และข้อจำกัด กันทันทีครับ ซึ่งปกติเราก็มีการวิเคราะห์ SWOT ขององค์กรกันเป็นประจำอยู่แล้ว ทีนี้เราลองหันมาวิเคราะห์ SWOT ของเราแต่ละคนกันบ้างไหมครับ?

จริงๆ แล้ว ข้อสอบยอดนิยมข้อหนึ่งที่ผมชอบ เวลาสอนนิสิตในระดับปริญญาตรี คือให้นิสิตทำการวิเคราะห์ SWOT ของตัวเองครับ ซึ่งจริงๆ แล้ว คำตอบที่มองหาไม่ได้เป็นเพียงแค่วิเคราะห์ได้ถูกหลักการเท่านั้นนะครับ แต่จะดูด้วยว่านิสิตรู้จักตัวเองมากน้อยเพียงใด รู้ว่ามีสิ่งใดที่โดดเด่น หรือสิ่งใดที่ยังเป็นปัญหาอยู่หรือไม่? พร้อมทั้งทำให้เห็นว่าผู้ตอบคำถามนั้นได้พิจารณาในปัจจัยภายนอกต่างๆ นอกเหนือจากตัวเองบ้างหรือไม่

ที่สำคัญ คือเวลาท่านวิเคราะห์ SWOT ของตัวเอง ต้องวิเคราะห์ด้วยใจที่เป็นธรรมและด้วยข้อเท็จจริงนะครับ ไม่ใช่แค่ "คิด" มิฉะนั้น ท่านอาจจะพบว่าตนเองมีจุดแข็งเป็นสิบๆ ข้อ ส่วนจุดอ่อนไม่มีซักเรื่อง ในขณะเดียวกัน ถ้าท่านจะวิเคราะห์ SWOT ตัวเอง ก็ไม่ใช่สิ่งที่ทำแค่ครั้งเดียวแล้วจบ (เหมือนทำให้องค์กร) นะครับ เนื่องจากสภาวะแวดล้อมต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย ดังนั้น การวิเคราะห์ SWOT ของตัวท่านเอง ก็ต้องทำอย่างต่อเนื่องครับ

ประโยชน์สำคัญของการวิเคราะห์ SWOT ตัวเอง ก็เพื่อให้ท่านได้ย้อนกลับมาวิเคราะห์ และพิจารณาตัวเองอย่างละเอียดรอบคอบอีกครั้งครับ เป็นการสำรวจตัวเอง เพื่อทำความรู้จักตัวเองให้ดีขึ้น ซึ่งยิ่งเรารู้จักตัวตนของตัวเองมากเท่าไร ก็ยิ่งจะเป็นสิ่งที่ดีต่อเรามากขึ้นเท่านั้น

นอกจากนั้น ก็ยังเป็นการบังคับให้เราเปิดหูเปิดตาให้กว้างไกลด้วย มิฉะนั้น เราก็จะไม่มองสิ่งต่างๆ รอบๆ ตัวเราเป็นโอกาสหรือข้อจำกัด เพียงแต่จะมองเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเท่านั้น เชื่อว่าถ้าท่านผู้อ่านได้วิเคราะห์ SWOT ตัวเองอย่างเที่ยงธรรมและต่อเนื่องแล้ว ท่านผู้อ่านจะมองเห็นสิ่งต่างๆ ทั้งในตัวและรอบตัวท่านได้ชัดเจนยิ่งขึ้นครับ

เมื่อเราวิเคราะห์ SWOT ของตัวเองเสร็จแล้ว ก็มาเข้าสู่กระบวนการในการบริหารกลยุทธ์กันเลยดีกว่าครับ เริ่มจากการกำหนดวิสัยทัศน์และพันธกิจ ผมขอเริ่มที่ การกำหนดพันธกิจหรือภารกิจ (Mission) ก่อนนะครับ

สำหรับองค์กรแล้วเจ้าพันธกิจ จะบอกให้รู้ถึงสาเหตุของการดำรงอยู่ บอกให้รู้ถึงบทบาทหน้าที่ สิ่งที่ต้องทำ เป็นกรอบในการดำเนินงานขององค์กร ซึ่งถ้าเรานำมาปรับใช้กับตัวเราเอง เราก็สามารถเขียน Mission Statement ออกมาได้เช่นกันครับ โดยเป็นการระบุถึงบทบาทหน้าที่ของเราครับ ว่าเรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร? (ฟังดูแล้วอลังการมากครับ) เรามีหน้าที่อะไรในสังคม และสิ่งที่เราทำอยู่นั้นก่อให้เกิดประโยชน์หรือคุณค่าอย่างไรต่อสังคมบ้าง?

จริงๆ แล้ว ถ้าเราทุกคนตระหนักในบทบาทหน้าที่ของตนเอง และทำตามบทบาทหน้าที่นั้นอย่างเต็มความสามารถ เชื่อว่าสังคมคงจะเจริญกว่านี้เยอะนะครับ อย่างไรก็ดี ในอีกมุมมองหนึ่งการกำหนดพันธกิจของตัวเองนั้น ก็เปรียบเสมือนเป็นการบอกว่าจะไม่ทำอะไรบ้าง หรือถ้าในภาษากลยุทธ์เราก็จะบอกว่า กลยุทธ์คือการเลือกที่จะไม่ทำอะไร (Strategy = Trade-Off) ซึ่งหลักการก็ง่ายๆ ครับ เนื่องจากเราไม่สามารถเป็นทุกอย่างให้กับทุกคนได้ ดังนั้น เจ้าตัวพันธกิจของเราจะบอกเราอย่างชัดเจนเลยครับว่า เราเลือกที่จะเป็นอะไร มีบทบาทหน้าที่อย่างไร

สำหรับวิสัยทัศน์นั้นก็ยิ่งน่าสนใจครับ ท่านผู้อ่านเคยเขียน Vision Statement หรือแค่คิดก็ได้ครับ ว่าสิ่งที่ท่านอยากจะเป็นในอีก 3-5 ปีข้างหน้านั้นคืออะไรไหมครับ? เชื่อว่าหลายๆ ท่านอาจจะคิดอยู่ในใจแต่ไม่ได้บอกหรือเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ในเมื่อเราเขียนวิสัยทัศน์ให้กับองค์กรได้ ทำไมเราจะไม่เขียนหรือระบุวิสัยทัศน์ของตัวเราเองขึ้นมาบ้างละครับ? อย่างน้อยก็จะทำให้เราได้เห็นหรือวาดภาพไว้ในสิ่งที่เราอยากจะเป็นหรือต้องการจะเป็นในอนาคต ท่านผู้อ่านบางท่านอาจจะบอกว่าเป็นเพียงแค่ความฝัน แต่ถ้าเรากำหนดกลยุทธ์ดีๆ ความฝันนั้นก็อาจจะเป็นจริงได้นะครับ

สัปดาห์นี้เริ่มต้นที่ SWOT พันธกิจ และวิสัยทัศน์ก่อนนะครับ เอาไว้ในสัปดาห์หน้าเรามาดูกันต่อนะครับว่า จะนำเรื่องของการวางแผนกลยุทธ์มาใช้กับชีวิตของเราได้อย่างไร


มากำหนดกลยุทธ์ให้กับตัวเองกันเถอะครับ

มองมุมใหม่ : รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์  กรุงเทพธุรกิจ  วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2550

ช่วงนี้เป็นช่วงของการนำเสนอแนวทางในการนำเสนอเครื่องมือทางการจัดการใหม่ๆ ที่ใช้อยู่ในองค์กร มาปรับใช้กับชีวิตประจำวันของตัวเราเองครับ เนื่องจากในปัจจุบันองค์กรประเภทต่างๆ มีการนำเครื่องมือทางการจัดการใหม่ๆ มาใช้กันอย่างต่อเนื่อง ผมก็เลยเกิดข้อสงสัยว่า เราสามารถนำเอาแนวคิดของเครื่องมือทางการจัดการใหม่ๆ เหล่านั้น มาปรับใช้กับชีวิตส่วนตัวเราได้หรือไม่?

โดยในสัปดาห์ที่แล้ว ผมเริ่มต้นจากเครื่องมือพื้นฐานก่อนเลยครับ นั่นคือการวิเคราะห์ SWOT และกำหนดวิสัยทัศน์ ซึ่งท่านผู้อ่านก็คงเห็นแล้วนะครับว่า สามารถนำมาปรับใช้กับชีวิตของเราได้ นั่นคือเริ่มจากการวิเคราะห์ SWOT ของตัวท่านเอง จากนั้นก็กำหนดวิสัยทัศน์หรือสิ่งที่ท่านอยากจะ หรือต้องการเป็นในอนาคต

เมื่อเราวิเคราะห์ SWOT และกำหนดวิสัยทัศน์เรียบร้อยแล้ว ก็ถึงขั้นของการกำหนดกลยุทธ์ครับ เนื่องจากความหมายของกลยุทธ์ในทางธุรกิจหรือการบริหารนั้น ก็แปลได้หลายความหมาย ดังนั้นเมื่อนำกลยุทธ์มาใช้กับตัวเองแล้ว เราก็สามารถมองได้ในหลายมุมมองเช่นเดียวกันครับ

มุมมองแรก คือ มองว่ากลยุทธ์คือสิ่งที่จะทำเพื่อนำไปสู่การบรรลุวิสัยทัศน์ ซึ่งแนวคิดนี้เห็นภาพชัดเจนดีครับ ประเด็นสำคัญคือท่านผู้อ่านอย่าลืมตั้งหรือกำหนดวิสัยทัศน์ของตัวท่านเองให้เหมาะสมด้วยนะครับ ท่านผู้อ่านลองนึกภาพตัวท่านเองนะครับว่า ในสามถึงห้าปีข้างหน้า ท่านอยากจะเป็นอะไร หรืออยากจะเห็นตัวเองยืนอยู่ ณ จุดไหน? เช่น บางท่านต้องการก้าวขึ้นไปในหน้าที่การงานให้มากกว่านี้ หรือบางท่านต้องการเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัว หรือบางท่านต้องการศึกษาต่อ หรือบางท่านอาจจะต้องการเกษียณตัวเองจากการทำงาน และทำในสิ่งที่ตนเองชอบ หรือบางท่านต้องการใช้ชีวิตสงบกับครอบครัวในต่างจังหวัด ฯลฯ

ไม่ว่าวิสัยทัศน์หรือสิ่งที่ท่านอยากจะเป็น จะเป็นสิ่งใดก็แล้วแต่ ประเด็นสำคัญอะไรคือ กลยุทธ์หรือสิ่งที่ท่านจะทำ เพื่อนำไปสู่ความฝันนั้น เชื่อว่าทุกท่านที่ตั้งความฝันไว้ย่อมจะมีแนวทางปฏิบัติ หรือ How to เพื่อบรรลุความฝันนั้น เพียงแต่ในอดีตอาจจะไม่ได้เขียนหรือทำให้เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน

เจ้า How to หรือแนวทางในการปฏิบัติเพื่อนำไปสู่ความฝันเหล่านั้นแหละครับ คือกลยุทธ์ที่ท่านผู้อ่านจะใช้ เพื่อนำไปสู่การบรรลุวิสัยทัศน์หรือความฝันของตัวท่านเอง กลยุทธ์ในลักษณะนี้ก็เป็นแนวทางหนึ่งนะครับ แต่กลยุทธ์เองยังมีความหมายได้อีกหลายมุมมองครับ เช่น ในทางธุรกิจนั้นเราอาจจะมองว่ากลยุทธ์ คือการตอบโจทย์ถึงแนวทางในการเติบโตขององค์กร ว่าจะเติบโตในธุรกิจเดิม ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเดิม หรือธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเดิม ซึ่งเป็นการมองถึงขอบเขต หรือกรอบในการแข่งขันของเรา (Where to compete?) ก็ถือเป็นการคิดเชิงกลยุทธ์อย่างหนึ่งเช่นกัน

ซึ่งแนวคิดในด้านของ Where to compete? ก็สามารถนำปรับใช้กับตัวเราได้ครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมองตัวเองว่า ตนเองจะสร้างความชำนาญหรือเชี่ยวชาญในด้านไหนบ้าง ผมขออนุญาตยกตัวอย่างตัวเองนะครับ ผมสอนและเขียนหนังสือทางด้านกลยุทธ์มาตั้งแต่เริ่มเป็นอาจารย์ โดยอาจจะขยายไปครอบคลุม หรือเกี่ยวข้องในศาสตร์ที่ใกล้เคียงกันบ้าง เช่น การตลาด การบริหารทรัพยากรบุคคล การบริหารความเสี่ยง ฯลฯ

แต่ก็ไม่ได้ขยายสิ่งที่ตนเองมุ่งเน้นออกไปสู่สิ่งที่ไม่สัมพันธ์กับสิ่งที่ตนเองทำอยู่ เช่น ไม่เขียนเรื่องการเมือง หรือต่างประเทศ หรือเรื่องทางศาสนา เป็นต้น ดังนั้น ท่านผู้อ่านก็ลองมองตัวเองดูนะครับว่า จะตอบคำถามว่า Where to compete? อย่างไร จะสร้างความเชี่ยวชาญ หรือชำนาญในด้านอื่นๆ นอกจากที่ทำอยู่ในปัจจุบันหรือไม่

นอกเหนือจาก Where to compete? แล้ว ก็มักจะมีอีกคำถามหนึ่งตามมาครับ นั่นคือ How to compete? หรือจะแข่งขันอย่างไร หรือจะวางตำแหน่งของตนเองอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายตาของบุคคลรอบข้างที่เกี่ยวข้อง สมมติว่าท่านตัดสินใจจะสร้างความเชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศหรือไอที โดยรับเป็น Freelance แล้ว คำถามสำคัญของท่านคือ ท่านจะวางตำแหน่งของตัวท่านเองอย่างไรครับ? เป็นประเภทรับงานมั่วไปหมด ไม่เกี่ยงราคา โดยขอให้มีรายได้เข้ามา หรือวางตำแหน่งตนเองว่าเลือกงาน ทำงานช้า แต่มีคุณภาพ โดยกำหนดราคาที่สูงกว่าคนอื่นเขา

ท่านผู้อ่านบางท่านอาจจะเถียงผมอยู่ก็ได้นะครับว่า บางครั้งก็เลือกไม่ได้ หรือไม่สามารถกำหนดตำแหน่ง (Positioning) ที่ตนเองต้องการได้ เนื่องจากไม่มีทางเลือก แต่จริงๆ แล้ว ผมเห็นว่าถ้าเราวางแผนดีๆ นั้น การวางตำแหน่งของตนเองก็ทำได้ครับ เพียงแต่กิจกรรมที่ทำ ความสามารถของเรา หรือรายละเอียดต่างๆ ก็ต้องสนับสนุนต่อตำแหน่งที่เราวางด้วย

พอท่านกำหนดกลยุทธ์ให้กับตัวท่านเองแล้ว ท่านก็ลองสานต่อด้วยการเขียนแผนที่กลยุทธ์ (Strategy Map) ตามแนวทางของ Balanced Scorecard ดูซิครับ โดยแปลงกลยุทธ์ต่างๆ ให้ออกมาอยู่ในรูปของวัตถุประสงค์ต่างๆ มีตัวชี้วัด ค่าเป้าหมาย รวมทั้งแผนงาน โครงการที่จะทำเพื่อนำไปสู่การบรรลุเป้าหมาย เมื่อเสร็จเรียบร้อยท่านผู้อ่านก็จะมีทั้งวิสัยทัศน์ กลยุทธ์ แผนที่กลยุทธ์ ตัวชี้วัด ค่าเป้าหมาย แผนงาน โครงการของท่านเสร็จสรรพครับ และที่สำคัญ คืออย่าลืมปฏิบัติตามที่เขียนไว้ด้วยนะครับ รวมทั้งมีการมาทบทวนสิ่งที่ได้เขียนไว้อย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ที่เขียนไว้ล้วนแล้วแต่สามารถปรับเปลี่ยนได้ทั้งสิ้นครับ