หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
10 ปีวิกฤติเศรษฐกิจ…ตอนบทเรียนที่ไม่ควรลืม

มุมเอก : ดร.เอก เศรษฐศาสตร์  กรุงเทพธุรกิจ  วันอังคารที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2550

อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันครบรอบ 10 ปีของการลอยตัวค่าเงินบาท เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ซึ่งจะนับไปแล้ว จะถือเป็นวันครบรอบ 10 ขวบของวิกฤติเศรษฐกิจไทยก็ว่าได้ เมื่อกาลเวลาผ่านไปๆ หลายคนอาจจะเริ่มลืมเลือนว่า วิกฤติเศรษฐกิจไทย เกิดขึ้นได้อย่างไร แผ่ขยายระบาดไปทั่วโลกกลายเป็น "โรคต้มยำกุ้ง (Tom Yum Kung Disease)" ได้อย่างไร และเราหลุดพ้นจากวิกฤติวันนั้นมาได้อย่างไร

ดังนั้น ในโอกาสครบรอบ 10 ขวบของวิกฤติเศรษฐกิจนี้ คอลัมน์มุมเอกจะขอนำเสนอบทความที่เป็น Series ตอนใหม่ เรื่อง "10 ปีวิกฤติเศรษฐกิจ" เพื่อเป็นบทเรียนเตือนความจำให้ท่านผู้อ่านที่เคยผ่านร้อนผ่านหนาวในช่วงเหตุการณ์ดังกล่าวมาแล้ว ขณะเดียวกัน น้องๆ ผู้อ่านวัยเยาว์ทั้งหลายที่ยังไม่เคยผ่านวิกฤติดังกล่าวจะได้เรียนรู้บทเรียนจากอดีต จะได้ช่วยกันป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจรอบ 2 ขึ้นอีก

สำหรับบทความตอนแรกในวันนี้ จะเป็นเรื่องวิกฤติเศรษฐกิจไทยในปี 2540 เกิดขึ้นได้อย่างไร

จริงๆ แล้ว ผมมักจะถามคำถามนี้กับลูกศิษย์ลูกหาที่ผมสอนอยู่ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ เป็นประจำ คำตอบที่ได้ มักจะมีหลากหลาย บ้างก็ตอบว่าเกิดจากนักเก็งกำไรมาโจมตีค่าเงินบาท บ้างก็ตอบว่าคนไทยเราใช้จ่ายเกินตัว จนขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจำนวนมาก บ้างก็ตอบว่าเพราะแบงก์และไฟแนนซ์ปล่อยกู้อย่างไม่ระมัดระวังจนเกิดหนี้เสีย หรือบางคนก็โยงไปถึงการเปิดเสรีทางการเงินในปี 2535 และยังมีคำตอบอื่นๆ อีกมากมาย

อย่างไรก็ตาม มักไม่ค่อยมีผู้ใดที่จะอธิบายร้อยเรียงเชื่อมโยงปัญหาต่างๆ เข้าด้วยกันจนเป็นเหตุให้เกิดวิกฤติในปี 2540 ได้ ทั้งนี้ ก็อาจจะเป็นเพราะแต่ละคนมีประสบการณ์จากวิกฤติที่แตกต่างกัน และคำตอบจึงมักจะมาจากมุมที่ใกล้ตัว

ตัวผมเองก็ไม่รู้โชคดีหรือโชคร้ายที่ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจมีโอกาสยืนอยู่ในหลายๆ มุมที่แตกต่างกัน เช่น ในช่วงฟองสบู่ก่อตัวราวๆ ปี 2535-2536 ก็ทำงานอยู่ที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง ซึ่งถือได้ว่าเป็นจิ๊กซอว์ที่สำคัญ ในการประกอบภาพวิกฤติเศรษฐกิจ ต่อมาในขณะที่ศึกษาอยู่ต่างประเทศก็มีโอกาสยืนดูฟองสบู่วิกฤติเศรษฐกิจในหลายๆ ประเทศแตกทีละลูก นับตั้งแต่วิกฤติเม็กซิโกในปี 2537 วิกฤติละตินอเมริกาในปี 2538-2539 จนมาถึงวิกฤติเศรษฐกิจไทยและเอเชียในปี 2540-2541

และในช่วงปลายวิกฤติเศรษฐกิจไทย ก็ได้มีโอกาสกลับเข้ามาทำงานกับภาครัฐและร่วมเจรจาต่อรองกับ IMF ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ก่อนที่เราจะเป็นอิสระจากโครงการ IMF ในปี 2543 วันนี้ ผมเลยขอ Share มุมหนึ่ง (มุมเอก) ต่อสาเหตุที่ทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540

หากจะย้อนเวลากลับไปในปี 2535 ตอนที่ผมทำงานในบริษัทหลักทรัพย์ ตอนนั้นประเทศไทยเริ่มเปิดเสรีทางการเงิน ผ่านการจัดตั้งธุรกรรม Bangkok International Banking Facility ที่เรียกกันย่อๆ ว่า BIBF โดยมีจุดมุ่งหมายให้ไทย เป็นศูนย์กลางการเงินในภูมิภาค พูดง่ายๆ ก็คือ เป็นพ่อค้าคนกลาง ที่นำเงินจากต่างประเทศ ไปปล่อยกู้ต่อให้กับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคที่ขาดเงิน แล้วกินค่าหัวคิวคล้ายๆ กับที่สิงคโปร์หรือฮ่องกงทำกันอยู่เป็นประจำ

รัฐบาลช่วงนั้นให้สิทธิพิเศษและลดภาษีหลายประเภทให้กับธนาคารที่ตั้ง BIBF มากมาย เพื่อจูงใจให้เกิดธุรกรรมนี้ เพราะฉะนั้น ทุกๆ แบงก์จึงแห่กันเปิด BIBF เต็มไปหมด แต่ผลลัพธ์กลับไม่ได้เป็นไปตามที่ตั้งเป้าไว้ เพราะธุรกรรม BIBF ส่วนใหญ่แทนที่จะใช้เป็นช่องทางการกู้เงินต่างประเทศแล้วมาปล่อยต่อในอีกประเทศหนึ่ง (เป็น out-out transaction) กลับถูกนำไปใช้เป็นช่องทางให้ไปกู้เงินจากต่างประเทศเข้ามาปล่อยกู้ในประเทศ (เป็น out-in transaction)

ในช่วงหลังเปิดเสรีทางการเงินนี้ ใครไปขอกู้แบงก์มักจะได้รับคำแนะนำคล้ายๆ กันว่า ให้กู้เงินต่างประเทศผ่านธุรกรรม BIBF ของแบงก์ดีกว่า เพราะดอกเบี้ยเมืองนอกถูกกว่าดอกเบี้ยเมืองไทย (ที่อยู่สูงถึง 15-17%) ตั้งเยอะ ยิ่งถ้าอยากได้ดอกเบี้ยถูกๆ สุดๆ ก็ควรกู้หนี้ระยะสั้นมากกว่าระยะยาว แล้วใช้วิธีการต่ออายุสัญญากู้เงิน (Roll-over) หมุนไปเรื่อยๆ

นอกจากนั้น เนื่องจากในช่วงก่อนปี 2540 ค่าเงินบาทถูกผูกติดกับดอลลาร์ที่ประมาณ 25 บาท เพราะฉะนั้น ผู้กู้เงินทั้งหลายก็จะไม่กลัว (หรือแม้แต่นึกถึง) ความเสี่ยงว่าถ้าค่าเงินบาทอ่อนตัวจะทำให้ภาระหนี้ที่ต้องชำระสูงขึ้น ดังนั้น ทุกคนเลยหันไปกู้เงินทุนระยะสั้นจากต่างประเทศ ทำให้ Hot money ไหลบ่าเข้ามาในประเทศไทยอย่างมากมาย

ตามปกติ เมื่อเงินทุนไหลเข้ามาในประเทศค่อนข้างมาก ในขณะที่ใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ จะทำให้อัตราดอกเบี้ยในประเทศปรับตัวลดลง เนื่องจากเมื่อเงินทุนต่างประเทศ (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นดอลลาร์) ไหลเข้ามามาก ความต้องการซื้อเงินบาท (ขายเงินดอลลาร์เพื่อแลกเงินบาทไปใช้ต่อ) จะเพิ่มขึ้น ซึ่งถ้าเราใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว ค่าเงินบาทก็จะแข็งค่าขึ้นตามความต้องการซื้อเงินบาทที่เพิ่มขึ้น

แต่การที่เราใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ แบงก์ชาติจะปล่อยเงินบาทให้แข็งขึ้นไม่ได้ จึงต้องเข้าไปแทรกแซง โดยการขายเงินบาทและรับซื้อดอลลาร์เข้าไปเก็บไว้ในทุนสำรอง ทำให้ปริมาณเงินในระบบสูงขึ้น และตามหลักกลไกตลาดทั่วไป เมื่อปริมาณเงินเพิ่มขึ้น อัตราดอกเบี้ยในประเทศก็จะปรับตัวลดลง

อย่างไรก็ตาม เวลานั้นแบงก์ชาติคงเกรงว่า หากปล่อยให้อัตราดอกเบี้ยลดลง จะทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น จึงต้องการตรึงดอกเบี้ยให้สูง ด้วยการออกพันธบัตรไปดูดซับเงินบาทที่ตัวเองพิมพ์ออกไปกลับเข้ามา เพื่อให้ปริมาณเงินในระบบลดลง ดังนั้น เมื่อดอกเบี้ยในประเทศยังคงถูกตรึงให้สูง เงินทุนต่างชาติโดยเฉพาะเงินกู้ต่างประเทศระยะสั้น  ก็ยังคงไหลเข้ามาต่อเนื่อง จนกลายเป็นปัญหาเงินกู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอดในที่สุด

ในช่วงนั้น ผมพอจำได้ว่าการกู้เงินนั้นง่ายมาก ใครอยากได้เงินกู้ก็พาพนักงานสินเชื่อไปตีกอล์ฟบ้าง เลี้ยงข้าวบ้าง ซื้อของไปฝากบ้าง เดี๋ยวก็ได้เงินกู้ก้อนโตมาแล้ว ปัญหาที่สำคัญ ก็คือ เงินกู้ส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้ในสาขาที่ไม่เกิดประโยชน์มาก (พูดง่ายๆ ก็คือเก็งกำไรนั่นเอง) บ้างก็กู้เงินไปปั่นหุ้น จนไม่ต้องแปลกใจที่ตลาดหุ้นตอนนั้นอยู่ถึงพันกว่าจุด บ้างก็กู้เงินไปเก็งกำไรที่ดิน ทำให้มีเศรษฐีที่ดินเกิดใหม่มากมาย คนสมัยนั้นรวยกันง่ายมาก

และตามหลักเศรษฐศาสตร์จุลภาค เมื่อคนรวยขึ้น รสนิยมก็สูงขึ้น หันมาใช้ของฟุ่มเฟือยมากขึ้น ตอนนั้นเราถึงเห็นรถยนต์ยี่ห้อดังๆ รุ่นใหม่ๆ กระเป๋าแบรนด์ใบละเป็นแสน เกลื่อนเมืองเต็มไปหมด และหากมองในภาพรวมแล้ว สถานการณ์ดังกล่าวได้สะท้อนผ่านตัวเลขปริมาณการนำเข้าของไทยจากต่างประเทศ (โดยเฉพาะสินค้าฟุ่มเฟือย) ที่ขยายตัวเร่งขึ้นอย่างเร็ว จนกระทั่งดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยขาดดุลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จนอยู่ในระดับอันตรายที่เกือบ 8% ของ GDP ในปี 2538-2539

ปัญหาดังกล่าวข้างต้นหมักหมมกันอยู่ใต้พรมมาเป็นเวลาหลายปี จนในปี 2539 มีเหตุการณ์หลายครั้งที่จุดประกาย (trigger points) ให้หลายฝ่ายเริ่มเป็นกังวลกับเศรษฐกิจไทย เช่น ปริมาณการส่งออกในปี 2539 ติดลบเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี ทำให้ต่างชาติชักเริ่มไม่แน่ใจว่าถ้าปล่อยกู้ต่อไป คนไทยจะมีทางหารายได้ดอลลาร์ (จากการส่งออก) มาชำระคืนเงินกู้ต่างประเทศหรือไม่

นอกจากนั้น บริษัทไทยหลายแห่ง (โดยเฉพาะบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เริ่มขายบ้าน-คอนโดไม่ออก) ก็เริ่มออกอาการชักดาบเงินกู้ ส่วนแบงก์และไฟแนนซ์ทั้งหลายก็เริ่มมีปัญหาหนี้เสีย สำหรับคนไทยทั่วๆ ไป หากได้ข่าวว่าแบงก์หรือไฟแนนซ์ไหนมีปัญหาก็จะวิ่งแห่มาถอนเงินฝาก จนสถาบันการเงินหลายๆ แห่งต้องวิ่งโร่มาหาแบงก์ชาติ (กองทุนฟื้นฟูฯ) เพื่อขอเงินกู้พิเศษต่อลมหายใจไปวันๆ

ในช่วงที่เศรษฐกิจเปราะบางนี้เอง นักเก็งกำไรทั้งหลายจึงเริ่มเห็นโอกาสมาโจมตีค่าเงินบาท ซึ่งทางเราก็สู้หัวชนฝาจนทุนสำรองฯ หมด ทำให้สุดท้ายประเทศไทยก็จำเป็นต้องประกาศลอยตัวค่าเงินบาท เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ที่กำลังจะครบรอบ 10 ปีในอีกไม่กี่วันนี้

เสียดายเรื่องกำลังเข้าได้เข้าเข็ม แต่เนื้อที่สำหรับคอลัมน์วันนี้หมดแล้ว โปรดติดตามตอนต่อไปฉบับหน้าแล้วกันนะครับ


10 ปีวิกฤติเศรษฐกิจ… ตอน ย้อนรอยสงครามค่าเงินบาท

มุมเอก : ดร.เอก เศรษฐศาสตร์  กรุงเทพธุรกิจ  วันอังคารที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2550

ในคอลัมน์มุมเอกฉบับก่อน ผมเริ่มเขียนบทความฉลอง 10 ปีวิกฤติเศรษฐกิจ ตอนแรกเรื่อง "บทเรียนที่ไม่ควรลืม" โดยอธิบายปัญหาพื้นฐานอันอ่อนแอของเศรษฐกิจไทยในช่วงก่อนปี 2540 จนนำไปสู่การเริ่มต้นของสงครามค่าเงินบาท ในช่วงปลายปี 2539 ซึ่งท้ายที่สุด ประเทศไทยก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ต้องประกาศลอยตัวค่าเงินบาท เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540

ในวันนี้ ผมจะขอนำท่านผู้อ่านมาย้อนรอยดูว่า สงครามค่าเงินบาทเกิดขึ้นอย่างไร นักเก็งกำไรโจมตีค่าเงินบาทอย่างไร แบงก์ชาติต่อสู้ปกป้องค่าเงินอย่างไร และทำไมเราถึงแพ้ในที่สุด

ก่อนอื่นผมขอย้อนกลับไปกล่าวถึง สถานการณ์ก่อนสงครามค่าเงินจะเริ่มขึ้นในช่วงปลายปี 2539 เล็กน้อย ในช่วงนั้น มีปัญหาหลายจุดเริ่มโผล่จากใต้พรมออกมาให้นักเก็งกำไรเริ่มได้กลิ่นไอแห่งโอกาสในทำกำไรจากค่าเงินบาท เช่น การส่งออกลดลงมาก ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดที่ติดลบตัวแดงมานานหลายปีแล้วยิ่งขาดดุลมากขึ้น บริษัทอสังหาริมทรัพย์บางแห่งเริ่มชักดาบไม่มีเงินจ่ายหนี้คืนเจ้าหนี้ต่างประเทศ ธนาคารและไฟแนนซ์หลายแห่ง เริ่มมีปัญหาหนี้เสียต้องมาขอความช่วยเหลือเงินกู้ฉุกเฉินจากแบงก์ชาติ อีกทั้งตลาดหุ้นเริ่มดิ่งหัวลงต่อเนื่อง

ปัญหาดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายเริ่มมองว่า ค่าเงินบาทที่ถูกตรึงไว้ที่ประมาณ 25 บาทต่อดอลลาร์ ไม่น่าจะสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอลง นักลงทุนต่างชาติจึงเริ่มถอนเงินลงทุนออกจากเมืองไทย เพราะหากอยู่ต่อไปแล้วค่าเงินบาทเกิดอ่อนลง สินทรัพย์ที่เป็นเงินบาทก็จะด้อยค่าไปด้วย ส่วนนักเก็งกำไรค่าเงินต่างๆ ก็เริ่มเข้ามาเก็งกำไรค่าเงิน โดยการขายเงินบาท (ซื้อดอลลาร์) ตามอัตราแลกเปลี่ยนที่ทางการกำหนด ซึ่งหากค่าเงินบาทอ่อนลง ก็ค่อยมาซื้อบาทคืนในราคาถูก (ขายดอลลาร์ในราคาแพง)

ท่านลองสมมติเป็นนักเก็งกำไรค่าเงินในตอนนั้นดูแล้วกัน หากท่านเอาเงินบาท 25 ล้านบาทมาขายเพื่อแลกซื้อดอลลาร์ได้ 1 ล้านดอลลาร์ (ที่อัตราแลกเปลี่ยน 25 บาทต่อดอลลาร์) แล้วอีก 1 เดือนต่อมา ค่าเงินบาทอ่อนมาอยู่ที่ 30 บาทต่อดอลลาร์ ท่านก็เอา 1 ล้านดอลลาร์มาแลกซื้อเงินบาทได้ที่ 30 ล้านบาท แค่นี้เองท่านก็จะได้กำไรไปแล้ว 5 ล้านบาทสบายๆ

หลายท่านอาจเริ่มสงสัยแล้วว่า นักเก็งกำไรฝรั่งต่างชาติทั้งหลายจะเอาเงินบาทที่ไหนมาขาย? คำตอบก็คือ พวกนี้เขาหาเงินบาทได้หลายวิธี เช่น กู้เงินบาทตรงๆ จากสถาบันการเงินไทยบ้าง รับฝากเงินจากเศรษฐีไทยบ้าง แต่วิธีการหนึ่งที่สำคัญและถูกนำมาใช้มากในการเก็งกำไรในช่วงต้นปี 2540 คือ การทำ swap โดยการเอาดอลลาร์ที่เขามีอยู่มาเป็นหลักทรัพย์ขอกู้เงินบาทในวันนี้ (ศัพท์ทางการเงิน เรียกว่า swap sell-buy USD/THB) แต่ในอนาคตข้างหน้า (ตามเวลาที่ตกลงกัน) ก็สัญญาว่าจะ swap กลับโดยเอาเงินบาทมาแลกคืนดอลลาร์ (ตามอัตราแลกเปลี่ยนที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า) นี่แหละครับที่ทำให้นักเก็งกำไรต่างชาติ สามารถมีเงินบาทมาขายในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อกดดันให้เงินบาทอ่อนค่า

สำหรับประเทศไทยที่ใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ในขณะนั้น เมื่อมีแรงขายเงินบาทให้อ่อน (ทั้งจากนักลงทุนที่ถอนเงินออกและนักเก็งกำไร) เราก็มีทางเลือกอยู่ไม่กี่ทาง ทางที่หนึ่งก็คือยอมแพ้ไปเลย แล้วยอมรับว่าค่าเงินบาทที่ตรึงไว้ที่ประมาณ 25 บาทต่อหนึ่งดอลลาร์ มันแข็งเกินกว่าพื้นฐานทางเศรษฐกิจไทย และก็ปรับลดค่าเงินให้สอดคล้องกับพื้นฐาน

ส่วนอีกทางเลือกหนึ่งก็คือ แทรกแซงในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อสู้กับนักเก็งกำไร เมื่อเขาขายเงินบาท (ซื้อดอลลาร์) เพื่อกดดันให้ค่าเงินบาทอ่อน แบงก์ชาติก็ทำตรงกันข้าม โดยการซื้อเงินบาท (ขายดอลลาร์) เพื่อไม่ให้บาทอ่อน ส่วนทางเลือกที่ 3 คือ มาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้าออก (capital control) ซึ่งมาเลเซียได้นำมาใช้ในการป้องกันการเก็งกำไรค่าเงินริงกิต ในช่วงที่โรคต้มยำกุ้งแผ่ขยายไปยังประเทศต่างๆ ในเอเชีย

สิ่งที่ทางการไทยเราเลือกในเวลานั้น คือใช้วิธีที่สอง คือ สู้ (ตาย) แลกหมัดกับนักเก็งกำไร โดยแบงก์ชาติรับซื้อบาทและขายเงินดอลลาร์ แต่วิธีการนี้จะมีผลข้างเคียงเกิดขึ้น คือ การซื้อเงินบาทของแบงก์ชาติ จะทำให้ปริมาณเงินบาทถูกดูดออกจากระบบ ส่งผลให้ดอกเบี้ยในประเทศสูงขึ้น ซึ่งในเวลานั้น ระบบการเงินและภาคเอกชนมีปัญหาขาดสภาพคล่องมาก นอกจากนั้น การขายเงินดอลลาร์ออกไป ก็จะทำให้ทุนสำรองที่มีอยู่อย่างจำกัดลดลง

ดังนั้น ทางออกแบงก์ชาติใช้ในตอนนั้น ก็คือ ทำ swap ในด้านตรงกันข้ามกับนักเก็งกำไร คือ swap buy-sell USD/THB โดยการแบงก์ชาติซื้อดอลลาร์ขายเงินบาทวันนี้ แล้วมีสัญญาว่าจะขายดอลลาร์และซื้อบาทคืนในอนาคต ซึ่งการทำ swap แบบนี้ จะช่วยให้แบงก์ชาติสามารถมีดอลลาร์ในวันนี้เพิ่มขึ้น เพื่อนำมาเป็นกระสุนต่อสู้กับนักเก็งกำไร ในขณะเดียวกัน ก็ช่วยซ่อนไม่ให้ใครเห็นสถานะทุนสำรองที่แท้จริงของทางการ (ในตอนนั้น ทางการไม่ต้องรายงานสถานะ swap ซึ่งอยู่นอกงบการเงินให้สาธารณะทราบ)

นอกจากนี้ การ swap ขายเงินบาทออกมาในวันนี้ ยังช่วยเพิ่มปริมาณเงินบาทและชดเชยไม่ให้เงินบาทลดลง จากการแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนข้างต้น

จริงๆ แล้ว สงครามค่าเงินบาทในปี 2539-2540 นี้ เป็นเกมแห่งการเกทับกันอย่างแท้จริง เพราะหากดูให้ดีแล้ว นักเก็งกำไรก็ไม่มีเงินบาทมาขายกับแบงก์ชาติ และต้องไปกู้เงินบาทมาจากคนไทยนั่นเอง ส่วนแบงก์ชาติเองก็มีดอลลาร์ไม่พอมาขายให้กับนักเก็งกำไร จึงต้องไปกู้มาจากต่างประเทศเช่นกัน สรุปแล้วคือต่างฝ่ายต่างมีกระสุนไม่มาก ฝ่ายใดกู้ได้มากกว่าและอึดกว่า ก็ชนะ

แบงก์ชาติไทยเราชนะมาแล้วหลายยก และสามารถป้องกันการเก็งกำไรได้มาตั้งแต่ยกแรกในตอนปลายปี 2539 และเกือบชนะน็อกในยกที่ 5 ในสงครามเดือนพฤษภาคม หลังจากที่ทางการสั่งห้ามสถาบันการเงินปล่อยกู้ ให้กับต่างชาติที่ไม่มีธุรกรรมรองรับ ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2540 จนนักเก็งกำไรไม่สามารถหาเงินบาทมาปิดสัญญา Swap ในอนาคตได้ และต้องขาดทุนจำนวนมาก

อ้าว! แล้วทำไมเกมกลับตาลปัตร เรากลับเป็นฝ่ายแพ้ถูกน็อกในยกสุดท้าย ต้องลอยตัวค่าเงินบาท ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 คำตอบนี้ผมก็ไม่ทราบแน่ชัด แต่ที่แน่ๆ หากใครไปดู นสพ.ย้อนหลังในช่วงดังกล่าว ท่านจะพบว่าการเมืองไทยในช่วงนั้น เราวุ่นวายมาก วันหนึ่งรัฐบาลเสนอขึ้นภาษี อีกไม่กี่วันก็ประกาศยกเลิก จนรมว.คลังฯ ต้องประกาศลาออกในวันที่ 19 มิถุนายน 2540 และยังมีเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองอีกหลายอย่างที่กล่าวไม่หมดในที่นี้

แต่การที่นโยบายรัฐบาลสับสนและขุนศึกต้องลาออก ได้ดึงทั้งนักเก็งกำไรเข้ามาโจมตีเงินบาทเพิ่มขึ้น ขณะที่นักลงทุนต่างประเทศก็แห่ถอนเงินจากเมืองไทยอีกระลอกใหญ่ เมื่อพายุโหมถล่มหนักขึ้น ในที่สุด ทางการก็ยอมแพ้และลอยตัวค่าเงินบาทในที่สุด

บทเรียนราคาแพงนี้ สอนว่าหากการเมืองไม่สงบ แถมนโยบายสับสน รบ 100 ครั้ง ก็แพ้ 100 ครั้ง