|
||||||||||||||
|
"ราคา"
ของความตาย
โดย ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์ siripong@kidtalentz.com มติชนรายวัน วันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10684 เงินซื้อความสุขไม่ได้ ดูเหมือนจะเป็นแนวความคิดที่หยิบยกมาอ้างกันโดยทั่วไป ไม่ว่าจะเชื่อจริงๆ หรือว่ายกมาพูดให้ตัวดูดีมีความคิดลึกซึ้งกว่าคนทั่วๆ ไปหน่อยก็ตาม และหากใครดันเถียงออกมาดังๆ ว่าเงินซื้อความสุขได้ สายตาที่มองมาก็คงรังเกียจเดียดฉันท์ดูหมิ่นถิ่นแคลน ความจริงแล้วผมก็เชื่อเต็มเปี่ยมว่าเงินซื้อความสุขไม่ได้ แต่ที่รู้ซึ้งแน่ๆ สำหรับผมก็คือ ถ้าไม่มีเงินเนี่ย โอกาสจะมีความทุกข์มันมีอยู่มากทีเดียว ทั้งนี้และทั้งนั้นขึ้นอยู่กับ วิถีชีวิตที่แต่ละคนเลือกเดิน และความรู้เท่าทันของแต่ละคนเองด้วย นั่นทำให้คนบางคนแม้จะขาดๆ เกินๆ ก็ไม่ได้เต็มไปด้วยความทุกข์ อย่างไรก็ตาม ศาสนาพุทธสอนให้เราไม่ติดยึดไปทั้งนั้นไม่ว่าสุขหรือทุกข์ ซึ่งดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไรนัก อย่างที่เราเห็นแม้แต่การติดยึดตัวหนังสือไม่กี่ตัว ที่ต้องการใส่ลงไปในรัฐธรรมนูญ เกริ่นมาเสียยาวเพื่อจะเล่าเรื่องที่นักเศรษฐศาสตร์ที่ชอบชั่งตวงวัดอะไรต่อมิอะไรให้เป็นตัวเลขที่แน่นอน พยายามจะค้นหาว่าต้องใช้เงินสักเท่าไรจึงจะสามารถทดแทนความเจ็บปวดในการสูญเสียบุคคลอันเป็นรัก ซึ่งอาจจะเป็นคนใกล้ชิด พ่อแม่ พี่น้อง ลูกเมียไป ด้วยการสำรวจวิจัยวัดความสุขที่ลดลงไปหลังสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก กับความสุขที่ได้จากการมีรายได้เพิ่มขึ้น เพื่อหาจุดตัดที่สมดุล การพิสูจน์นี้ต้องตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าเงินซื้อความสุขได้นะครับ แอนดรูว์ ออสวอลด์ นักเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยวอริคในอังกฤษ คิดอยู่เหมือนกันว่าการตั้งคำถาม และพยายามค้นหาคำตอบอย่างที่ว่านี้เป็นเรื่องสุ่มเสี่ยง แต่ที่เขาทำวิจัยเรื่องนี้ออกมา ก็เพื่อเป็นแนวทางสำหรับศาล ใช้ในการสั่งจ่ายค่าชดเชยเมื่อเกิดกรณีการสูญเสียขึ้น ซึ่งโดยปกติแล้วศาลจะใช้วิธีประเมินค่าความสูญเสียให้กับผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งในบางกรณีผลที่ออกมาไม่เหมาะสม และมีความแตกต่างกันมาก อย่างเช่นการศึกษาในปี 2548 ราคาของชีวิตที่สูญเสียไปตีค่าเป็นเงินชดเชยโดยศาลในอเมริกามีต่ำลงไปถึงระดับไม่กี่แสนบาท ไปจนถึงห้าหกร้อยล้านบาท หลังจากวัดการให้คะแนนความสุขที่ลดลงหลังสูญเสียคนรักเปรียบเทียบกับความสุขที่เพิ่มขึ้นจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น ผลการศึกษาก็ได้ออกมาว่า ต้องใช้เงินประมาณปีละเจ็ดล้านกว่าบาทที่จะให้ความสุขของผู้สูญเสียสามี หรือภรรยามีความสุขเท่ากับระดับก่อนที่จะสูญเสีย ปีละ 3.8 ล้านบาท ก็กรณีสูญเสียเด็ก และปีละราวๆ เก้าแสนบาทหากสูญเสียพ่อแม่ ห้าแสนกว่าบาทหากสูญเสียเพื่อน และเพียงแค่สองหมื่นห้าพันบาทสำหรับพี่น้องท้องเดียวกัน การตีราคาชีวิตออกมาเป็นเงินนี้ ค่านิยมของสังคมส่วนใหญ่คิดว่าเป็นเรื่องน่าชิงชังรังเกียจ แต่อย่าไปว่าอะไรที่นักเศรษฐศาสตร์ คิดค้นวิธีออกมา เพราะในแง่ของศาลแล้วการตีราคาชีวิตนี้เป็นเรื่องที่ต้องทำกันเป็นปกติ เป็นของจริงที่ต้องใช้ งานวิจัยมีขึ้นก็เพื่อจะหาวิธีหรือแนวทางที่คิดว่าเหมาะสมกว่าที่ใช้กันมาแต่เดิมเท่านั้นเอง นักเศรษฐศาสตร์บางคนเห็นว่า แนวทางที่ออสวอลด์เสนอคงยังต้องศึกษาพัฒนาต่อไป แต่ก็อาจจะดีกว่าแนวทางที่ใช้กันอยู่เดิม ปัญหาอยู่ที่ว่าความทุกข์นั้นยากที่จะวัดแล้วตีค่าออกมาได้จริงๆ ไม่เหมือนกับความสุข (หรือความพึงพอใจ) ที่อาจวัดแล้วเทียบมูลค่าออกมาได้ง่ายกว่า หน้า 6
|