หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
มรดกของไทยรักไทย

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์  มติชนรายวัน  วันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10684

อย่างน้อย จากภาพภายนอก พรรค ทรท.ก็เป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่ไม่เคยปรากฏในระบอบ "เลือกตั้งธิปไตย" ของไทยมาก่อน พรรคประสบความสำเร็จในการได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในวงกว้างอย่างที่ไม่เคยปรากฏกับพรรคการเมืองใด แม้มีการรัฐประหารที่มุ่งจะกวาดล้างอิทธิพลของพรรคลง ประชาชนที่สนับสนุนพรรคก็ยังสนับสนุนอยู่ จนแม้แต่เมื่อพรรคถูกยุบ ก็ยังมีประชาชนอีกมากที่ยังคงสนับสนุนพรรค ส.ส.เก่าถึงกว่า 200 คนยังไม่ได้ลาออกจากพรรคจนถึงวันสุดท้าย

แม้ไม่อาจนับประชาชนเหล่านี้ว่าเป็นฐานมวลชนของพรรค ทรท.ได้ เพราะพวกเขาไม่ได้มีส่วนร่วม ในการกำหนดนโยบายของพรรค และแม้ว่าจำนวนของผู้ภักดีต่อพรรคเหล่านี้ อาจมีไม่มากเท่ากับ ตัวเลขของสมาชิกพรรคที่แจ้งต่อ กกต. แต่ก็อาจกล่าวได้ว่า ไม่เคยมีพรรคการเมืองใดที่ได้รับความภักดีจากประชาชน เท่ากับพรรค ทรท.มาก่อน

อวสานของพรรค ทรท.ด้วยคำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญ ด้วยหลักนิติธรรมหรือไม่ก็ตาม น่าจะทำให้อารมณ์ของสังคมสงบลงพอที่จะหันมาพิจารณามรดกทางการเมืองของ ทรท.อย่างเป็นกลางมากขึ้น

1/ การเมืองแบบเลือกตั้งที่ผ่านมาก่อน ทรท.คือการรวมอิทธิพลท้องถิ่นไว้ในพรรคให้มากที่สุด เพื่อพรรคจะได้ที่นั่งในสูงสุด เปิดโอกาสให้พรรคเป็นแกนกลางจัดตั้งรัฐบาล หรือได้ร่วมรัฐบาลด้วยพลังต่อรองที่ทำให้ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีสำคัญๆ พรรค ทรท.ทำอย่างเดียวกัน และทำได้ดีกว่าพรรคการเมืองอื่นๆ ด้วย เพราะพรรคมีทุนหนามาก เนื่องจากรวบรวมนายทุนที่เหลือรอดจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ไว้ได้มากที่สุด และเพราะหัวหน้าพรรคมีทุนหนามาก

ฉะนั้น ทรท.จึงไม่ใช่พรรคการเมืองที่เป็นน้ำเนื้อเดียวกัน หากเป็นการรวม "มุ้ง" การเมืองที่กว้างใหญ่ไพศาลที่สุด และคงเป็นเช่นนี้จนถึงนาทีสุดท้าย ฉะนั้น ในแง่นี้ ทรท.จึงไม่ได้ทำอะไรใหม่ทางการเมือง เพียงแต่ขยายสิ่งที่พรรคการเมืองไทยทำอยู่แล้วให้กว้างใหญ่ไพศาลอย่างไม่มีใครเคยเห็นมาก่อนเท่านั้น

สิ่งใหม่ที่ ทรท.ทำขึ้นทางการเมืองก็คือการเข้าไปอุปถัมภ์คะแนนเสียงในชนบทโดยตรง ด้วยนโยบายที่เรียกว่าประชานิยมต่างๆ โดยไม่ผ่านหัวคะแนน หรือดึงเอาหัวคะแนนมาภักดีต่อพรรค เพราะได้ผลประโยชน์จากการเป็นผู้จัดการงบประมาณ ของนโยบายประชานิยมในท้องถิ่น (เช่นกองทุนหมู่บ้าน) และโดยวิธีเช่นนี้ ทรท.จึงได้ความภักดีจากประชาชนโดยตรงอย่างกว้างขวาง เป็นแรงบีบอย่างหนึ่งสำหรับการควบรวมพรรคการเมืองอื่น

การที่นายกฯทักษิณสามารถทำอย่างนี้ได้ ก็ด้วยเหตุที่รัฐธรรมนูญ 2540 ให้อำนาจนายกฯไว้อย่างสูง เหนือ "มุ้ง" ต่างๆ ในพรรคหรือพรรคร่วม ในขณะที่บุคลิกภาพของคุณทักษิณ ชินวัตร เองที่สามารถดึงความนิยมของประชาชนไทยได้สูง (รวมทั้งมีทุนทางการเมืองสูง - เงิน, สื่อ, ความชำนัญการด้านการตลาด, ผนึกทุนใหญ่ได้มาก ฯลฯ) โดยทำให้การริเริ่มเชิงนโยบายทั้งหมดรวมศูนย์อยู่ที่ตัวคุณทักษิณเพียงคนเดียว

ทรท.ได้ทิ้งมรดกในแง่นี้ไว้ให้แก่การเมืองไทยหรือไม่? ปราศจากโอกาสอย่างที่รัฐธรรมนูญ 2540๐ ได้วางไว้ให้ และปราศจากบุคลิกภาพเช่นนั้น มรดกในแง่นี้ยังไม่น่าจะเกิดผลอะไรในการเมืองไทยในอนาคตอันใกล้

อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่น่าจะได้บทเรียนจากมรดกแง่นี้ของ ทรท.น่าจะเป็นกลุ่มทุน หากทุ่มเทการสนับสนุน ไปที่พรรคใดพรรคหนึ่งเพียงพรรคเดียว แทนที่จะกระจายการสนับสนุนแบบกันเหนียวไปยังหลายพรรคอย่างเคย อาจได้ "กำไร" สูงกว่า

2/ หากใช้แนวอธิบายของ Fareed Zakaria มรดกอย่างที่สองของ ทรท.คือการเป็นประชาธิปไตยโดยไม่มีเสรีนิยม ภายใต้รัฐธรรมนูญ อันเป็นแนวทางทางการเมืองที่ Zakaria เห็นว่ามีอันตรายมาก (และหลายครั้ง อันตรายต่อประชาชนเสียยิ่งกว่า เผด็จการที่มีความมั่นคงเสียอีก-พูดภาษาไทยก็คือ อันตรายกว่าเผด็จการสฤษดิ์-ถนอม-ประภาส) โดยอาศัยความชอบธรรมจากคะแนนเสียง 16 ล้านบ้าง 19 ล้านบ้าง พรรค ทรท.เผด็จอำนาจเด็ดขาดที่ไม่มีการตรวจสอบ, ถ่วงดุล ไม่ว่าจากสถาบันทางการเมืองอื่น หรือจากสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ และภายใต้อุดมการณ์ "ชาติ" รัฐบาลพรรค ทรท.อาจล่วงละเมิดหลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่นใดได้ทุกเรื่อง

อย่างไรก็ตาม แนวคิดที่เน้นรัฐ-นิยม (statism) ไม่ใช่สิ่งที่ ทรท.ริเริ่มขึ้นใหม่ในประเทศไทย แท้จริงแล้วอุดมการณ์รัฐ-นิยมครอบงำสังคมไทย มาตั้งแต่สำนึก "ชาติ" เริ่มถูกสร้างขึ้นโดยชนชั้นสูง ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และสืบเนื่องอยู่ในระบบการศึกษาและระบอบปกครองทุกชนิดในประเทศไทยสืบมา พัฒนาการประชาธิปไตยในประเทศไทยดำเนินไปโดยไม่มีการพัฒนาสำนึกเสรีนิยมภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างจริงจัง

คณะรัฐประหารทุกคณะสัญญาว่าจะมอบ "ประชาธิปไตย" ให้แก่สังคม ซึ่งก็ทำให้เกิดรัฐธรรมนูญ, การเลือกตั้ง, การแยกอำนาจอธิปไตย, ฯลฯ แต่ก็กระทำภายใต้การระงับสิทธิเสรีภาพของประชาชนในนามของความมั่นคงแห่งรัฐ

มิติใหม่ทางการเมืองที่ ทรท.สร้างขึ้นก็คือ การแสวงหาความชอบธรรมทางการเมืองจากการเลือกตั้ง และยึดเกาะกับประชาธิปไตย โดยไม่เคารพต่อเสรีนิยมภายใต้รัฐธรรมนูญ กลับจะทำให้พรรคการเมือง มีอำนาจเหนือกองทัพเสียอีก และสามารถดำรงอยู่เช่นนั้นได้ถึง 6 ปี จนกระทั่งพันธมิตรของกลุ่มพลังต่างๆ รวมตัวกัน (ทั้งในที่ลับและแจ้ง) ต่อต้าน ทรท.ได้สำเร็จ กองทัพจึงประสบความสำเร็จในการยึดอำนาจจากรัฐบาล ทรท.

นี่เป็นอีกมรดกหนึ่งของ ทรท. แต่ไม่ใช่มรดกสำเร็จรูป หากเป็นมรดกที่พรรคการเมืองพลเรือนต้องเรียนรู้ และปรับใช้ในอนาคต เพื่อทำให้อำนาจที่ตัวได้มาจากระบอบประชาธิปไตยที่ไร้เสรีนิยมภายใต้รัฐธรรมนูญ ไม่ถูกคุกคามจากกองทัพอีกต่อไป

3/ นโยบายให้สวัสดิการสังคมแก่ประชาชนระดับล่างนั้น นอกจากช่วยดึงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งอย่างท่วมท้นแล้ว ก็ยังช่วยประกันความสงบเรียบร้อยของสังคมให้แก่ทุนด้วย (เช่นประกันว่าการยึดที่ดินของเศรษฐี ซึ่งจับจองไว้เก็งกำไรจะทำไม่ได้ตลอดไป) นโยบายนี้ต้องใช้คู่ขนานกันไปกับการใช้กำลังปราบปรามประชาชนผู้คัดค้านต่อต้าน เพราะนโยบายนี้ไม่ได้ต้องการให้พลังอำนาจ (empower) ประชาชน ต้องการเพียงความภักดีต่อยี่ห้อของสินค้าเท่านั้น

พรรค ทรท.ประสบความสำเร็จอย่างสูงจากนโยบายนี้ มีผู้ภักดีต่อยี่ห้อ ทรท.ท่วมท้นและกว้างขวาง แต่ไม่มีใครได้พลังอำนาจเพิ่มขึ้นจนถึงขั้นที่จะใช้เสรีนิยมภายใต้รัฐธรรมนูญมาคานอำนาจประชาธิปไตย (16 ล้านเสียง, 19 ล้านเสียง) ของพรรคได้

มรดกในแง่นี้ของ ทรท.คงเกิดผลในการเมืองไทยในอนาคตอย่างแน่นอน ในแง่หนึ่งประชานิยมช่วยลดความเจ็บปวด จากความเหลื่อมล้ำซึ่งมีเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ในสังคมไทยได้ และในอีกแง่หนึ่งก็ประกันคะแนนเสียงจากการเลือกตั้ง และอิสรภาพของพรรคจากเครือข่ายหัวคะแนนของเจ้าพ่อ ปัญหาก็คือ "เศรษฐกิจพอเพียง" ซึ่งกำลังจะกลายเป็นแนวนโยบายแห่งรัฐไป จะสามารถลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจลงได้หรือไม่? (จนถึงนาทีที่เขียนบทความนี้ ผู้เขียนเห็นว่าไม่) และ "เศรษฐกิจพอเพียง" จะช่วยประกันความภักดีของผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้มากน้อยเพียงไร

เมื่อพิจารณาจากคำถามสองข้อนี้แล้ว ก็น่าเป็นไปได้มากกว่าว่าพรรคการเมืองที่จะลงสนามเลือกตั้ง จะยังคงรักษานโยบายสวัสดิการสังคมไว้ในระดับหนึ่ง แม้ว่าอีกด้านหนึ่งต้องยกย่องเชิดชู "เศรษฐกิจพอเพียง" ให้ประจักษ์ไปพร้อมกันก็ตาม แต่ที่แน่นอนก็คือจะไม่มีพรรคการเมืองใดแปรเปลี่ยนนโยบายสวัสดิการทางสังคม ไปสู่การให้พลังอำนาจ (empower) ประชาชน

อย่างไรก็ตาม ควรกล่าวไว้ด้วยว่า นโยบายเสริมสวัสดิการทางสังคมนั้นไม่อาจทำได้สะดวกนัก หากไม่มีอิสรภาพทางการคลังเพียงพอ เช่นภายใต้พันธนาการของไอเอ็มเอฟย่อมทำไม่ได้ ในขณะเดียวกัน ก็อาจสร้างความเป็นปฏิปักษ์กับทุนด้วย เพราะทุนย่อมต้องการให้ใช้งบประมาณไปในทางที่สร้างความเข้มแข็ง ให้แก่การแข่งขันของตนมากกว่า หากพยายามตอบสนองความต้องการของทั้งสองฝ่ายให้ได้ เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ต้องเฟื่องฟูกว่านี้ มิฉะนั้น ก็จะถูกโจมตีว่าใช้เงินมือเติบ จนทำให้เกิดหนี้สาธารณะและหนี้ครัวเรือนสูงเกินไป

มรดกของ ทรท.จะมีผลอย่างไรต่อการเมืองไทยในอนาคต ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขอื่นๆ อีกหลายอย่าง ฉะนั้น จึงพูดถึงแบบฟันธงได้ยาก แต่ปฏิเสธได้ยากว่าพรรค ทรท.เป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองที่มีส่วนไม่ซ้ำรอยเดิมอยู่ด้วย จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ทิ้งมรดกบางอย่างให้แก่การเมืองไทยในอนาคต

หน้า 6