หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
เศรษฐกิจพอเพียง : จากการวิวัฒน์สู่แนวปฏิบัติ (1)

บทความ  โดย ไสว บุญมา  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3904 (3104)

บทนำ ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจร่วมกันว่า "เศรษฐกิจ" เกิดขึ้นเพราะทรัพยากรมีจำกัด "เศรษฐ" มีรากมาจากภาษาบาลีและ สันสกฤตซึ่งมีความหมายว่า "ดีที่สุด" เศรษฐกิจจึงเป็นการกระทำที่นำไปสู่การใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อมนุษยชาติ และเศรษฐศาสตร์เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับการกระทำนั้น มนุษย์เรามีแรงจูงใจที่จะใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเราเรียกกิจกรรมที่ทำให้ทรัพยากรซึ่งมีอยู่อย่างจำกัดเกิดประโยชน์สูง เป็นการกระทำที่มีประสิทธิภาพสูง

มนุษย์เราต่างกับสัตว์อื่นหลายด้าน ความแตกต่างสำคัญอันเป็นที่มาของระบบเศรษฐกิจแนวตลาดเสรีคือ เมื่อเรามีอะไรเหลือกินเหลือใช้เรามีแรงจูงใจที่จะนำสิ่งเหล่านั้นมาแลกเปลี่ยนกัน ปรากฏการณ์นี้ไม่มีในสัตว์อื่น นอกจากนั้นเราต้องการที่จะทำกิจกรรมได้อย่างเสรี รวมทั้งการนำสิ่งที่เรามีมาแลกเปลี่ยนกันด้วย กระบวนการแลกเปลี่ยนกันนี้มี "ตลาด" เป็นสื่อกลาง ตลาดอาจมีห้างร้านหรือสถานที่ซึ่งเอื้อให้ผู้ขายและผู้ซื้อพบหน้ากัน หรืออาจไม่มีสถานที่เช่นนั้นก็ได้ อาทิ ตลาดซื้อขายหุ้นและเงินตราซึ่งผู้ซื้อและผู้ขายไม่จำเป็นต้องเห็นหน้ากัน ระบบเศรษฐกิจแนวตลาดเสรีมีฐานอันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ฐานนั้นจึงมั่นคงยังผลให้ระบบเศรษฐกิจแนวนี้ มีโอกาสยั่งยืนสูงกว่าระบบอื่น เช่น ระบบคอมมิวนิสต์ ซึ่งจำกัดสิทธิเสรีภาพอันเป็นการขัดธรรมชาติของมนุษย์

วิวัฒนาการของสังคมมนุษย์และแนวคิดทางเศรษฐกิจ

ย้อนไปในอดีต บรรพบุรุษของมนุษย์ดำเนินชีวิตด้วยการเก็บของป่า ล่าสัตว์ และอยู่กับธรรมชาติ โดยปราศจากการดัดแปลงอย่างจริงจัง จนกระทั่งราว 1 หมื่นปีที่ผ่านมา เมื่อมีการค้นพบวิธีเพาะปลูกพืช และเลี้ยงสัตว์ในย่านตะวันออกกลางและต่อมาในเมืองจีนและส่วนอื่นของโลก ความสามารถในการปลูกพืช และเลี้ยงสัตว์นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวงแบบก้าวกระโดด หรือการปฏิวัติ ในวิถีชีวิตของมนุษย์ นั่นคือ เกิดการตั้งชุมชนถาวรแทนการเร่ร่อนไปตามฤดูกาลเพื่อเก็บของป่าและล่าสัตว์ การรู้จักปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ ทำให้มนุษย์ผลิตอาหารได้มากจนเรียกว่าเป็นการปฏิวัติเกษตรกรรม ซึ่งนำไปสู่การเพิ่มของประชากรอย่างรวดเร็ว กระบวนการนี้เอื้อให้สมาชิกบางส่วนของชุมชนมีเวลาเหลือเพื่อทำกิจกรรมอย่างอื่น ซึ่งนำไปสู่การคิดค้นจนเกิดความก้าวหน้าในศาสตร์ต่างๆ รวมทั้งการประดิษฐ์ภาษาเขียนด้วย

ความเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดหรือการปฏิวัติเกษตรกรรมครั้งนั้นบางทีมีผู้เรียกว่า "คลื่นลูกที่ 1"

คลื่นลูกนั้นเป็นพลังผลักดันให้เกิดวิวัฒนาการต่อมา นั่นคือ ความก้าวหน้าในศาสตร์และเทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งนำไปสู่การสร้างอารยธรรมขึ้นในหลายส่วนของโลก อารยธรรมเหล่านั้นใช้ระบบเศรษฐกิจแนวตลาดเสรี อันมีฐานเป็นธรรมชาติอยู่แล้วเป็นหลัก อย่างไรก็ดีมีบางแง่ที่ไม่เป็นเสรีอย่างแท้จริง เช่น การจับมนุษย์เป็นทาส อารยธรรมเหล่านั้นมีทั้งการติดต่อค้าขายและการรุกรานกัน บางอารยธรรมล่มสลายแล้วมีอารยธรรมใหม่ขึ้นมาแทนที่ หลังจากเวลาผ่านไปหลายพันปีจึงมีการปฏิวัติ หรือการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในวิถีชีวิตของมนุษย์อีกครั้ง

การเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดครั้งนี้มีชื่อว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรม ปัจจัยที่ก่อให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม ได้แก่ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีซึ่งเริ่มเมื่อ 250-300 ปีที่ผ่านมา ความก้าวหน้าเหล่านั้น นำไปสู่การประดิษฐ์เครื่องจักรกลเพื่อใช้แทนแรงคน แรงสัตว์ และพลังทางธรรมชาติอื่นๆ ที่ใช้กันในสมัยก่อน

การเปลี่ยนแปลงอันเกิดจากเครื่องจักรกลนี้บางทีมีผู้ตั้งชื่อว่า "คลื่นลูกที่ 2"

ช่วงต้นๆ ของการปฏิวัติอุตสาหกรรมไม่ได้ทำให้แนวคิดในการดำเนินเศรษฐกิจเปลี่ยนไปมากนัก สังคมต่างๆ ยังอิงหลักของตลาดเสรี และในช่วงนี้เองที่ปราชญ์พยายามศึกษาการทำงานของตลาดเสรี และกฎเกณฑ์ที่จะทำให้มันมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น หรือทำทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้มีประโยชน์สูงขึ้น ในจำนวนนี้มีปราชญ์ชาวสกอตชื่อ อะดัม สมิท รวมอยู่ด้วย อะดัม สมิท รวบรวมการศึกษาเกี่ยวกับการทำงาน ของเศรษฐกิจแนวตลาดเสรีขึ้นอย่างเป็นระบบ และพิมพ์ออกมาในหนังสือชื่อ The Wealth of Nations เมื่อปี พ.ศ.2319 หนังสือซึ่งหนากว่า 1,100 หน้าเล่มนี้จึงเป็นต้นตำรับของระบบตลาดเสรีที่เราเข้าใจกันอยู่ในปัจจุบัน

เครื่องจักรกลต่างๆ ก่อให้เกิดโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ซึ่งผลิตสินค้าใหม่ๆ ออกมาได้จำนวนมหาศาล โรงงานเหล่านั้นมักเกิดขึ้นในย่านชุมชนเมืองและต้องการคนงานสูงจึงเป็นแรงจูงใจให้ชาวชนบทอพยพเข้าเมืองกันขนานใหญ่ ยังผลให้ชุมชนเมืองขยายออกไปอย่างรวดเร็ว พร้อมๆ กับมีความแออัดเพิ่มขึ้น การผลิตสินค้าใหม่ๆ ออกขายได้จำนวนมหาศาลยังผลให้เจ้าของโรงงานมั่งคั่งขึ้นอย่างเป็นกอบเป็นกำ ทว่ามันไม่ทำให้ผู้ใช้แรงงานมั่งคั่งขึ้นด้วย ฉะนั้นการปฏิวัติอุตสาหกรรมจึงนำไปสู่การแยกคนออกเป็นสองชนชั้นอย่างแจ้งชัด

นั่นคือ ชนชั้นนายทุนซึ่งเป็น กลุ่มเล็กๆ ที่ร่ำรวยจากการเป็นเจ้าของกิจการใหญ่ๆ โดยเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรม และชนชั้นกรรมกรซึ่งมีจำนวนมากและยากจนเพราะมักถูกนายทุนเอาเปรียบ ในขณะที่ชนชั้นนายทุนมีความเป็นอยู่อย่างหรูหรา ชนชั้นกรรมกรมักอยู่กันอย่างแออัดในย่านของเมืองที่เสื่อมโทรมและมีบริการเพียงจำกัด

สภาพเช่นนั้นวิวัฒน์ไปหลายทศวรรษก่อนที่จะมีปราชญ์สองคนเสนอทางแก้ไขคือ คาร์ล มาร์ก และ ฟรีดริก เองเกลส์ ซึ่งพิมพ์แนวคิดระบบคอมมิวนิสต์ออกมาเมื่อปี พ.ศ.2391 ชื่อ The Communist Manifesto ระบบคอมมิวนิสต์ต้องการกำจัดความเหลื่อมล้ำของคนสองชนชั้น อันเกิดจากระบบตลาดเสรี ซึ่งประชาชนมีสิทธิ์ถือครองสินทรัพย์ และผลิตสิ่งต่างๆ ตามความต้องการของผู้บริโภค โดยการให้รัฐยึดครองสินทรัพย์ทั้งหมดและเป็นผู้ออกคำสั่งให้ประชาชนผลิตสิ่งต่างๆ ตามที่รัฐเห็นว่ามีประโยชน์สูงสุด ระบบคอมมิวนิสต์จึงต่างกับแนวคิดตลาดเสรีชนิดที่อยู่คนละขั้ว

ระบบคอมมิวนิสต์ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกใน รัสเซียหลังการปฏิวัติเมื่อปี พ.ศ.2460 และขยายออกไปในหลายประเทศ โดยเฉพาะเมื่อรัสเซียแผ่อาณาเขต และอำนาจออกไปเป็นสหภาพโซเวียตหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดในปี พ.ศ.2488 สหภาพโซเวียตก้าวหน้ามาได้หลายทศวรรษก่อนที่จะเริ่มประสบปัญหาหนักหนาสาหัส จนล่มสลายไปในปี พ.ศ.2531 ทำให้การใช้ระบบคอมมิวนิสต์อย่างกว้างขวางเป็นครั้งแรกล่มสลายไปด้วย ปัจจัยที่ทำให้เกิดการล่มสลายได้แก่ ระบบนี้มีฐานอยู่บนการบังคับซึ่งผิดธรรมชาติของมนุษย์ดังที่กล่าวถึงแล้ว ในปัจจุบันนี้โลกจึงมีระบบตลาดเสรีเป็นเศรษฐกิจกระแสหลัก

ก่อนที่สหภาพโซเวียตจะล่มสลายไม่นานโลกเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงในระดับปฏิวัติอีกครั้ง การปฏิวัติครั้งล่าสุดนี้ มีเทคโนโลยีดิจิทัล และคอมพิวเตอร์เป็นหัวจักรขับเคลื่อน เทคโนโลยี ดิจิทัลเข้ามาแทนที่แรงสมองของคน เฉกเช่นเครื่องจักรกลเข้ามาแทนที่แรงงาน มันเอื้อให้การคิดคำนวณและการส่งข่าวสารข้อมูลทำได้อย่างฉับพลัน และผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดในสังคมมนุษย์อีกครั้ง การเปลี่ยนแปลงครั้งหลังนี้ บางทีมีผู้เรียกว่าการปฏิวัติสารสนเทศ และบางทีก็มีผู้เรียกว่า "คลื่นลูกที่ 3"

หน้า 50


เศรษฐกิจพอเพียง : จากการวิวัฒน์สู่แนวปฏิบัติ (2)

บทความ  โดย ดร.ไสว บุญมา  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3905 (3105)

ความบกพร่องของเศรษฐกิจกระแสหลักและทางแก้ไข ในปัจจุบันนี้ทุกประเทศทั่วโลกยกเว้นเกาหลีเหนือ และคิวบายึดระบบตลาดเสรีเป็นแนวบริหารจัดการเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามการใช้ระบบนี้มีความแตกต่างกันออกไปในรายละเอียด โดยเฉพาะด้านบทบาทของรัฐ อะดัม สมิท เสนอให้รัฐจำกัดบทบาทของตนให้อยู่เฉพาะในสิ่งที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น นั่นคือ ทำเฉพาะในสิ่งที่เอกชนไม่ควรทำ เช่น การบริหารและการป้องกันประเทศและการดำเนินงานด้านการควบคุมกระบวนการยุติธรรม อย่างไรก็ตามประเทศที่จำกัดบทบาทของรัฐตามคำเสนอแนะของอะดัม สมิท มีเพียงส่วนน้อย

ทั้งที่มีฐานมั่นคงและอยู่คู่กับสังคมมนุษย์มาช้านาน ระบบตลาดเสรีมีข้อบกพร่องหลายอย่างซึ่งสร้างปัญหาขึ้น หากไม่แก้ไขปัญหานั้นจะทำให้สังคมมนุษย์ไม่ยั่งยืน ในปัจจุบันปัญหาสำคัญยิ่งเป็นผลมาจากการแสวงหากำไร ที่นำไปสู่ความร่ำรวยแบบไร้จริยธรรม และการบริโภคแบบสุดโต่ง เท่าที่ผ่านมาการแสวงหากำไร และการบริโภคเป็นหัวจักรสำคัญของการขับเคลื่อนความก้าวหน้าต่างๆ ความจริงข้อนี้เป็นที่ยอมรับของปราชญ์ รวมทั้งอะดัม สมิท เองด้วย อย่างไรก็ตามในสมัยของอะดัม สมิท โลกมีประชากรเพียง 800 ล้านคน และโดยเฉลี่ยแต่ละคนบริโภคน้อยกว่าประชากรในปัจจุบันซึ่งมีถึง 6.4 พันล้านคน และยังเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง อีกทั้งแต่ละคนยังต้องการบริโภคเพิ่มขึ้นด้วย

เนื่องจากทรัพยากรมีจำกัด ประเด็นจึงอยู่ที่ว่าถ้าประชากรโลกต้องการบริโภคแบบเกินความจำเป็น สูงดังที่ชาวอเมริกันทำกันในปัจจุบันนี้ เราจะเอาทรัพยากรที่ไหนมาสนองความต้องการอย่างเพียงพอ ในขณะนี้มีชาวโลกเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่บริโภคในระดับเดียวกับชาวอเมริกัน แต่โลกก็เริ่มขาดทรัพยากร จนถึงกับทำสงครามแย่งชิงกันแล้ว สงครามในตะวันออกกลางระหว่างอิสราเอลกับชาวอาหรับหลายครั้ง มีการแย่งน้ำเป็นปัจจัยหนึ่งซึ่งอยู่เบื้องหลัง สาเหตุสำคัญที่รัฐบาลอเมริกันส่งทหารเข้าไปในอิรัก คือการครอบครองน้ำมันในย่านตะวันออกกลาง

เทคโนโลยีใหม่เอื้อให้การแสวงหากำไรและความร่ำรวยเกิดขึ้นได้อย่างฉับพลัน ผู้ที่มีความสามารถ และเข้าถึงข่าวสารข้อมูลได้เร็วจะสร้างกำไรและความร่ำรวยได้ทันตาเห็น ทำให้โลกมีมหาเศรษฐีเพิ่มขึ้นแทบทุกวัน แต่ในขณะเดียวกันความยากจนแสนสาหัสยังแพร่กระจายอยู่ทั่วไปทั้งโลก ความรู้สึกไม่เป็นธรรมอันเกิดจากความเหลื่อมล้ำอย่างร้ายแรง ระหว่างประเทศและระหว่างกลุ่มชนต่างๆ ภายในสังคมเดียวกันกำลังสร้างความตึงเครียดทั้งระหว่างประเทศและภายในประเทศ ความตึงเครียดนี้จะผลักดันให้เกิดการรบราฆ่าฟันกันเพิ่มขึ้น

ความบกพร่องของระบบตลาดเสรีเป็นที่รู้กันมานานในหมู่ของปราชญ์รวมทั้งอะดัม สมิท เองด้วย เนื่องจากเขาเป็นอาจารย์ทั้งทางด้านจริยศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ เขาจึงเน้นการแก้ไขโดยการใช้จริยธรรมเป็นหลัก ดังที่อ้างถึงแล้ว ในสมัยของอะดัม สมิท ประชากรโลกมีเพียง 800 ล้านคน และโดยเฉลี่ยแต่ละคนบริโภคน้อยกว่าในยุคปัจจุบัน ฉะนั้นการที่ปราชญ์ไม่ค่อยแสดงความวิตกถึงความจำกัดของทรัพยากรจึงเป็นสิ่งที่พอเข้าใจได้ แต่ในยุคนี้โลกมีประชากรกว่า 6.4 พันล้านคน และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถ้าทุกคนบริโภคเกินความจำเป็นมากๆ โลกย่อมไม่มีทรัพยากรเพียงพอ ความจริงข้อนี้เป็นที่ยอมรับในหมู่ของปราชญ์และกระตุ้นให้เกิดการแสวงหาทางแก้ไข เศรษฐกิจพอเพียงเป็นผลของการแสวงหานี้และเป็นแนวคิดที่จะแก้ปัญหาได้ตรงจุดที่สุด

กรอบและส่วนประกอบของแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง

เศรษฐกิจพอเพียงมีส่วนประกอบสำหรับพิจารณา 5 ส่วนด้วยกันคือ การมีความรู้ การมีคุณธรรม/จริยธรรม การมีความพอประมาณ การมีเหตุผลและการมีภูมิคุ้มกัน "ความรู้" เป็นส่วนประกอบที่มีขอบเขตกว้างมาก จึงจะยกมาเพียง 3 ด้านเท่านั้น ด้านแรกเป็นความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการดำเนินชีวิต เช่น รู้ว่าร่างกายต้องการอะไรในแต่ละวัน อาหารชนิดไหนมีประโยชน์ สิ่งไหนให้โทษต่อร่างกาย สิ่งแวดล้อมชนิดไหนควรหลีกเลี่ยง ปริมาณของการออกกำลังกายและการพักผ่อน เป็นต้น

ด้านที่สองเกี่ยวกับความรู้ทางด้านเทคนิคสำหรับประกอบอาชีพ ความรู้ด้านนี้ส่วนใหญ่ได้จากการเรียนในสถาบันการศึกษา เสริมด้วยการฝึกฝนนอกสถาบันและการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ในยุคปัจจุบันองค์ความรู้ด้านเทคนิคเปลี่ยนแปลงเร็ว ฉะนั้นการเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นหลักที่จะต้องถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ความรู้ด้านเทคนิค และหลักการเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นที่ยอมรับว่าเป็นส่วนประกอบสำคัญของระบบตลาดเสรีมานานแล้ว อะดัม สมิท จึงเขียนไว้อย่างละเอียดในหนังสือของเขาเรื่อง The Wealth of Nations นอกจากนั้นเขาเองเป็นแบบอย่างที่ดี ของผู้ที่ศึกษาหาความรู้ตลอดชีวิตถึงขนาดก่อนตายเขาแสดงความเสียใจว่า เขายังศึกษาบางวิชาไม่สำเร็จ

ด้านที่สามเกี่ยวกับข่าวสารข้อมูลซึ่งมีความสำคัญต่อการทำงานของตลาดเสรี นั่นคือทั้งผู้ซื้อและผู้ขายในตลาด จะต้องมีข่าวสารข้อมูลทัดเทียมกัน มิฉะนั้นจะเกิดการเอาเปรียบและการผูกขาดซึ่งจะทำให้ตลาดขาดประสิทธิภาพ ข่าวสารข้อมูลส่วนใหญ่ได้มาจากการติดตามวิวัฒนาการด้านต่างๆ ทั่วโลกโดยเฉพาะจากการอ่าน ในยุคของอะดัม สมิท การอ่านและการเข้าร่วมสมาคมเพื่อพบปะกับสมาชิกในสังคมเป็นวิธีติดตามข่าวสารข้อมูลหลักซึ่งเขาถือปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ในยุคนี้ระบบอินเทอร์เน็ตมีข่าวสารที่ทันกับเหตุการณ์ ฉะนั้นการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมีความสำคัญยิ่ง นอกจากนั้นในยุคนี้มีการชักจูงด้วยวิธีต่างๆ อย่างเข้มข้น ให้คนคิดว่าตนมีความจำเป็นที่จะต้องใช้สินค้าใหม่ๆ ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นเลย ผู้ถูกชักจูงจะต้องรู้ทัน

"คุณธรรม/จริยธรรม" เป็นฐานของการอยู่ร่วมกันในสังคม เรื่องนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด อะดัม สมิท เองย้ำเน้นเรื่องนี้เป็นพิเศษถึงกับเขียนหนังสือออกมาเล่มหนึ่งชื่อ The Theory of Moral Sentiments เพื่อเป็นตำราวิชาจริยศาสตร์ และแสดงความวิตกออกมาอย่างแจ้งชัดว่า การแสวงหากำไรเพื่อให้ได้มาซึ่งความมั่งคั่ง และการบูชาคนรวย จะนำไปสู่ความเสื่อมของคุณธรรม/ จริยธรรม นอกจากมีความรู้ชั้นปราชญ์แล้ว อะดัม สมิท เป็นผู้ดำเนินชีวิตอยู่ในกรอบของคุณธรรม/จริยธรรมอย่างเคร่งครัด ครอบครัวขุนนางชั้นสูงของอังกฤษครอบครัวหนึ่ง จึงจ้างให้เขาเป็นครูแบบกินอยู่ประจำเพื่อสอนเด็กในครอบครัว

ส่วนประกอบอีกสามด้านเกี่ยวพันกันสูงมาก "ความพอประมาณ" เป็นส่วนประกอบที่ให้นิยามแบบเฉพาะเจาะจงได้ยาก จึงจะกล่าวถึงต่อไปในตอนที่เกี่ยวกับแนวปฏิบัติ ส่วน "ความมีเหตุผล" มีความหมายแจ้งชัดภายในตัวของมันเองอยู่แล้ว โดยธรรมชาติมนุษย์เรามีทั้งอารมณ์และเหตุผล การดำเนินชีวิตประจำวันต้องวางอยู่บนฐานของเหตุผล คนเราจึงจะอยู่ได้อย่างสงบสุข "ภูมิคุ้มกัน" มีความสำคัญยิ่งขึ้นในยุคนี้เพราะมีความเสี่ยงสูง ในยุคก่อนซึ่งคนส่วนใหญ่ ทำหลายอย่างเป็น และดำเนินชีวิตบนฐานของการร่วมมือกันในครอบครัวขนาดใหญ่ และในชุมชนขนาดเล็ก ความเสี่ยงมีค่อนข้างต่ำ แต่ยุคปัจจุบันยึดการแบ่งงานกันทำเป็นหลัก คนส่วนใหญ่จึงทำได้เพียงอย่างเดียว

พร้อมกันนั้นสภาพสังคมได้เปลี่ยนไปจากการมีครอบครัวขนาดใหญ่ที่มีคนหลายรุ่นอยู่ร่วมกันและช่วยเหลือกัน ไปเป็นครอบครัวขนาดเล็กที่มีคนเพียงรุ่นเดียวหรือสองรุ่นเท่านั้น และจากชุมชนขนาดเล็กที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ไปเป็นชุมชนขนาดใหญ่ที่มีลักษณะของการต่างคนต่างอยู่ ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น สร้างความจำเป็นที่จะต้องมีการบริหารจัดการความเสี่ยง

ส่วนประกอบ 3 ด้านนี้มีอยู่ในหลักของระบบตลาดเสรีแต่ไม่ได้รับการเน้นย้ำ เพราะสภาพสังคมในสมัยก่อน ต่างกับในสมัยนี้ดังที่กล่าวถึงแล้ว เช่น มีประชากรน้อย มีครอบครัวขนาดใหญ่และชุมชนขนาดเล็กที่มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน นอกจากนั้นอะดัม สมิท มีชีวิตอยู่ในยุคที่มีชื่อว่า The Age of Reason ฉะนั้นการมีเหตุผลเป็นสิ่งที่ปราชญ์อาจเห็นว่า ไม่จำเป็นที่จะต้องเน้นย้ำ

อย่างไรก็ตาม อะดัม สมิท เองปฏิบัติตัวภายในกรอบของส่วนประกอบเหล่านี้ทั้งที่เขาเองไม่ได้แยกแยะมันออกมาโดยเฉพาะ เช่น เขาดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่ายทั้งที่มีรายได้สูง เขาอุปการะแม่เมื่อยามแก่เฒ่าพร้อมกับส่งเสียหลานๆ ให้มีการศึกษา เขาต้องการคืนเงินบำนาญทั้งหมดที่เขาได้รับจากครอบครัวขุนนางที่จ้างเขาเป็นครูสอนเด็ก เมื่อเขาได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่มีรายได้สูง เมื่อครอบครัวขุนนางไม่ยอมรับบำนาญคืน เขาก็ใช้รายได้นั้นซื้อตำรับตำรา เพื่อศึกษาวิชาต่างๆ เพิ่มขึ้น อาจกล่าวได้ว่า อะดัม สมิท ดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง เพราะเขาเป็นปราชญ์ที่ตระหนักดีถึงความบกพร่องของระบบตลาดเสรีที่เขาศึกษาอย่างแตกฉาน

หน้า 50


แนวปฏิบัติเศรษฐกิจพอเพียง (จบ)

บทความ  โดย ไสว บุญมา  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3906 (3106)

เพื่อให้เกิดผลในการแก้ไขความบกพร่องของระบบตลาดเสรี เราจะต้องนำแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงไปปฏิบัติ ทั้งในระดับบุคคล และในระดับประเทศ หรือในอีกนัยหนึ่งการพัฒนาประเทศจะประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อ ประชาชนส่วนใหญ่ยึดแนวคิดนี้เป็นหลักปฏิบัติ และเมื่อแต่ละประเทศพัฒนาได้อย่างยั่งยืน มนุษยชาติย่อมอยู่ต่อไปได้อย่างยั่งยืนด้วย

ประชาชนอาจตัดสินใจดำเนินชีวิตตามแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงด้วยตัวเองเพราะความเข้าใจในความถูกต้องของมัน ในขณะเดียวกันรัฐบาลก็ควรมีนโยบายสำหรับสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนดำเนินชีวิตตามแนวคิดนี้พร้อมกันไปด้วย แนวคิดนี้มีทั้งความกว้างและความลุ่มลึก จึงทำให้ไม่สามารถที่จะนำมาขยายได้ทุกแง่มุม นอกจากตัวอย่างดังที่จะกล่าวถึงต่อไปเท่านั้น

เนื้อหาของตอนที่ผ่านมาเน้นการปฏิบัติในระดับบุคคลเป็นส่วนใหญ่ และหลายครั้งนำ อดัม สมิท ผู้เป็นเสมือนบิดาของเศรษฐกิจระบบตลาดเสรีมาเป็นตัวอย่าง เนื่องจากความ "พอประมาณ" เป็นส่วนประกอบสำคัญ ซึ่งยากแก่การให้นิยาม จึงขอยกตัวอย่างของความพอประมาณซึ่งวางอยู่บนฐานของความรู้มาเสนอดังนี้

จะดำเนินชีวิตอย่างไรจึงจะเรียกว่ากระทำตามความพอประมาณ อาจพิจารณาบนฐานของความ "เพียงพอ" และ "พอเพียง" ความ "เพียงพอ" เป็นเรื่องของร่างกาย ส่วนความ "พอเพียง" เป็นเรื่องของจิตใจ ซึ่งหมายความว่าทุกคนควรหมั่นแสวงหาให้ได้มาซึ่งสิ่งที่จำเป็นเบื้องต้นสำหรับร่างกายด้วยวิธีที่สังคมยอมรับ เมื่อได้มาครบถ้วนเราเรียกว่า "เพียงพอ" และเมื่อได้ทุกอย่างเพียงพอแล้วก็รู้สึกพอใจ เราเรียกสภาพนั้นว่า "พอเพียง" อย่างไรก็ตามในกรณีของผู้ที่มีรายได้สูงมากจากการทำงานตามปกติหรือจากสินทรัพย์ที่มีอยู่ก่อนแล้ว เขาอาจจะมีสิ่งที่นอกเหนือจากความจำเป็นเบื้องต้นของร่างกายบ้างก็ได้เช่น การจัดงานวันเกิดซึ่งมีขนมเค้ก การนอนในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ หรือ การไปพายเรือเพื่อความสนุกสนาน แต่สิ่งที่เขามีหรือบริโภค นอกเหนือจากความจำเป็นเบื้องต้นนี้จะต้องไม่เกิดจากความกระเสือกกระสนที่จะหามาด้วยความโลภ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อบริโภคอย่างเมามันหรือเพื่อแข่งขันและอวดอ้างความมั่งมีกับผู้อื่น

ในระดับพื้นฐานความต้องการของร่างกายถูกกำหนดขึ้นโดยธรรมชาติว่าจะต้องมีอย่างน้อยปัจจัย 4 อันได้แก่อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัยและยารักษาโรค สิ่งเหล่านี้ทุกคนจะต้องมีอย่างครบถ้วนตามที่ธรรมชาติกำหนดมาจึงจะเรียกได้ว่ามีความ "เพียงพอ" อาทิ เรื่องอาหาร จริงอยู่เราอาจไม่รู้อย่างละเอียดยิบว่าร่างกายต้องการอะไรในแต่ละวัน และอาหารจานไหนให้อะไรแก่เราบ้าง แต่การศึกษาบอกเราว่าถ้าเรารับประทานอาหารหลากหลายและให้ครบทุกหมวดหมู่ โอกาสที่ร่างกายของเราจะได้รับทุกอย่างครบถ้วนมีอยู่สูง นั่นหมายความว่า ถ้าเราเลือกได้เราควรศึกษาให้เกิดความเข้าใจ พร้อมกับมีวินัยสูงพอที่จะเลือกรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางอาหารสูง ในปริมาณพอควร ไม่มากเกินไปจนก่อให้เกิดความอ้วน และไม่เลือกรับประทานอาหาร เพราะความอร่อยหรือความทันสมัยโดยไม่คำนึงถึงคุณค่าของมัน

เกี่ยวกับประเด็นนี้มีเรื่องจริงที่จะยกมาเป็นอุทาหรณ์คือ หนุ่มชาวบ้านในย่านอยุธยา ซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยปลา และพืชผักพื้นเมือง บ่นว่าอาหารที่ทำด้วยส่วนประกอบเหล่านั้นไม่ทันสมัย เขาจึงมักขับมอเตอร์ไซค์ เข้าไปในตลาดเพื่อให้เจ้าของร้านต้มอาหารที่ทันสมัยให้เขารับประทาน อาหารนั้นได้แก่ มาม่า อีกเรื่องหนึ่งเป็นความสัมพันธ์ระหว่างหลานกับป้า ด้วยความรักป้าจึงมักพาหลานออกไปรับประทานอาหารนอกบ้าน หลานจะเลือกรับประทานไก่ทอดเคเอฟซีทั้งที่ ไก่ย่าง ส้มตำ และข้าวเหนียวก็มีขายในย่านเดียวกัน

จริงอยู่เราอาจไม่รู้ข้อมูลที่แยกแยะคุณค่าของอาหารเหล่านั้นอย่างละเอียดยิบ แต่ข้อมูลที่เรา พอรู้อยู่บ้างบ่งว่ามาม่ามีคุณค่าน้อยกว่าอาหาร พื้นเมืองของชาวอยุธยา ไม่ว่าจะเป็นจำพวกน้ำพริกผักต้ม หรือแกงส้มผักกระเฉดที่รับประทานกับข้าวสวย ส่วนไก่และมันฝรั่งทอดจิ้มซอสมะเขือเทศมีคุณค่าต่ำกว่าไก่ย่าง ส้มตำ และข้าวเหนียว การได้รับประทานอาหารจำพวกมาม่าและไก่ทอดเคเอฟซีเป็นประจำอาจทำให้เกิดความรู้สึกทันสมัยและพอใจ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าผู้รับประทานจะดำเนินชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง เพราะเขาอาจไม่ได้รับคุณค่าทางอาหารอย่างครบถ้วน หรือ "เพียงพอ" ตามความต้องการของร่างกาย

หลักการพิจารณาไม่แตกต่างออกไปสำหรับปัจจัยพื้นฐานอีก 3 อย่าง และปัจจัยอื่นที่จำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิต ในยุคปัจจุบันเช่น เครื่องมือสื่อสารและการขนส่ง ทุกคนต้องแสวงหามาให้เพียงพอแก่ความจำเป็น เมื่อได้มาแล้วก็มีความพอใจ ไม่กระเสือกกระสนแสวงหามาเพื่อสะสมหรือเพื่อแข่งขันกับผู้อื่นเช่น การมีบ้านใหญ่โต มีเครื่องแต่งกายหลายร้อยอย่าง พร้อมทั้งเครื่องประดับหรูหราสารพัด โทรศัพท์มือถือรุ่นล่าสุดและรถยนต์ราคาแพงและแรงม้าสูงเกินความจำเป็น

เรื่องที่เล่ามานี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของ การศึกษา นั่นหมายความว่ารัฐบาลควรมี นโยบายในด้านให้การศึกษาแก่ประชาชนถึงเรื่องสุขภาพและคุณค่าของอาหารชนิดต่างๆ อย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง นอกจากนั้นรัฐบาลควรมี นโยบายสำหรับจูงใจให้เกิดการบริโภคอาหาร ที่มีคุณค่าสูงมากขึ้นพร้อมๆ กับให้เกิดการบริโภคอาหารที่มีคุณค่าต่ำน้อยลง เนื่องจากเมืองไทยอาศัยกลไกของตลาดเสรีเป็นหลักในการบริหารเศรษฐกิจ และประชาชนมีสิทธิที่จะเลือกซื้ออาหารรับประทานได้โดยอิสระ รัฐบาลคงจะใช้นโยบาย ห้ามขายอาหารที่มีคุณค่าต่ำไม่ได้ แต่รัฐบาลอาจใช้มาตรการอื่นเช่น มาตรการทางภาษีในแนวเดียวกันกับที่เก็บจากบุหรี่และสุรา อาหารมากมายให้คุณค่าต่ำ และซ้ำร้ายอาจแฝงอันตรายไว้ด้วยเช่น ของขบเคี้ยวที่มุ่งขายให้แก่เด็กและจำพวกน้ำหวานอัดลม รัฐบาลควรเก็บภาษีอาหารจำพวกนี้ในแนวเดียวกับบุหรี่และ สุราเพื่อให้ราคาของมันสูง จนผู้จะซื้อต้องฉุกคิดว่า มันคุ้มค่าของเงินหรือไม่ พร้อมกันนั้นก็อาจมี การเก็บภาษีแบบก้าวหน้าตามราคาของสิ่งต่างๆ รวมทั้งบ้าน เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ โทรศัพท์มือถือ รถยนต์และสินค้าฟุ่มเฟือยอื่นๆ ซึ่งผู้มีรายได้ดีอาจมีไว้ใช้ แต่ต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้น

สรุป

มีคำถามเสมอว่า การดำเนินชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงเป็นไปได้มากน้อยเพียงไร คำถามแนวนี้มีคำตอบซึ่งไม่จำกัดอยู่แค่ในแง่ของปรัชญาอย่างเดียว หากเป็นการดำเนินชีวิตจริงๆ ของชุมชนขนาดใหญ่ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาที่ทำต่อเนื่องกันมาเป็นเวลากว่า 300 ปีแล้ว ชุมชนนี้มีชื่อว่า "อามิช" ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา แห่งที่ใหญ่ที่สุดอยู่ในรัฐเพนซิลเวเนียของสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของการดำเนินชีวิตของชาวอามิชมีมากจึงยากแก่การนำมาเล่าทั้งหมด อย่างไรก็ตามความจริงข้อนี้คงให้ความกระจ่างอย่างเพียงพอนั่นคือ พวกเขามีชีวิตอยู่ได้อย่างดีและมีความสงบสุขมากกว่าสังคมอเมริกันโดยทั่วไปทั้งที่ไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้า โทรศัพท์ในบ้าน รถยนต์และเครื่องจักรกลร่วมสมัยทุกชนิด พวกเขายังใช้ม้าลากไถเช่นเดียวกับคนไทยเคยใช้ควายไถนา

กลไกของตลาดเสรีมีอยู่คู่กับสังคมมนุษย์มา ตั้งแต่ครั้งโบราณกาล เพราะมันวางอยู่บนฐานของธรรมชาติมนุษย์ และจะมีต่อไปตราบใดที่มนุษย์ยังอยู่ ส่วนมนุษย์จะอยู่ต่อไปได้อย่างยั่งยืนหรือไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง รวมทั้งการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ในโลกอย่างจำกัดด้วย ระบบเศรษฐกิจแนวตลาดเสรี เป็นแนวคิดสำหรับบริหารจัดการทรัพยากรที่เหมาะสมที่สุด เพราะมันมีฐานอันเป็นธรรมชาติของมนุษย์อยู่แล้ว ดังที่เป็นมาตลอดประวัติศาสตร์ แนวคิดต่างๆ วิวัฒน์ไปตามสภาพแวดล้อม ในปัจจุบันนี้โลกมีประชากรราว 8 เท่าของวันที่ อดัม สมิท คิดเรื่องระบบตลาดเสรีออกมา ในขณะที่ทรัพยากรของโลกถูกใช้จนร่อยหรอลงไปมาก ฉะนั้นแนวคิดของเศรษฐกิจแนวตลาดเสรีย่อมต้องวิวัฒน์ไปให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ใหม่ด้วย แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเป็นผลของการวิวัฒน์นั้น มันจึงเหมาะกับสังคมปัจจุบันอย่างยิ่ง

หน้า 49