หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ภารกิจขุนคลังก่อนเลือกตั้ง วางกรอบภาระการคลัง ล้อมคอกปัญหา "ปาร์ตี้จบเจ้ามือหาย"

สัมภาษณ์  มติชนรายวัน  วันที่ 08 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10681

หมายเหตุ - ภายหลังความไม่ชัดเจนทางการเมืองเริ่มคลี่คลายจากการตัดสินคดียุบพรรคของตุลาการรัฐธรรมนูญ บรรยากาศทางเศรษฐกิจเริ่มปรับตัวดีขึ้น "มติชน" มีโอกาสได้สัมภาษณ์ นายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อทราบมุมมองเศรษฐกิจในอนาคต พร้อมกับภารกิจที่เหลืออยู่ ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก่อนจะมีการเลือกตั้งครั้งใหม่

@ มองสถานการณ์เศรษฐกิจในตอนนี้ หลังการตัดสินคดียุบพรรค

- ในตอนนี้ผมคิดว่านโยบายเศรษฐกิจค่อนข้างลงตัว ในเชิงนโยบายด้านการเงินการคลัง มีการผ่อนคลายอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องดอกเบี้ยที่ปรับตัวลดลงและนโยบายการคลังที่มีการขาดดุลเพิ่มมากขึ้น มีมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ออกมา ซึ่งตรงนี้มีความชัดเจนในเรื่องการลงทุนมากขึ้นเรื่อยๆ จากโครงการเมกะโปรเจ็คต์ที่รัฐพยายามเร่งรถไฟฟ้าถ้าเกิดได้จริง ประมูลได้ภายใน 2 เดือน ก็จะมีความชัดเจน นอกจากนั้นยังมีอีโคคาร์ เมื่อมีข้อสรุปชัดเจนก็จะเริ่มเปิดให้ค่ายรถเข้ามาเสนอ ก็จะเห็นการเกิดขึ้นได้จริง และนำไปสู่ความเชื่อมั่น และความเชื่อมั่นที่ถูกกระทบจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ก็ถูกทำให้คลี่คลายลง จากเรื่องภาพการเลือกตั้งครั้งหน้าก็ชัดเจน แนวทางเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นในเรื่องเศรษฐกิจถ้าทุกอย่างเดินไปในแนวทางที่คลี่คลาย เศรษฐกิจในช่วงนี้ก็น่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ผมคิดว่าจุดต่ำสุดคือไตรมาส 2 การนำเข้าเริ่มปรับตัวดีขึ้น ตลาดหลักทรัพย์ก็เริ่มดีขึ้น บรรยากาศทางเศรษฐกิจก็เริ่มดีขึ้น แต่การตัดสินคดียุบพรรคเป็นเพียงแค่ก้าวแรกเท่านั้น ก้าวที่สำคัญที่สุดน่าจะมาจากการเลือกตั้ง

@ ระยะเวลาที่เหลือจากนี้ไปสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ ภารกิจหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่เหลืออยู่ จะต้องดำเนินการอะไรบ้าง

- ระยะเวลาที่เหลืออยู่มีไม่มาก แต่ละกระทรวงก็ต้องพยายามดูว่าทำอะไรได้บ้าง ตัวผมเอง ตั้งแต่ต้น ตั้งเป้าหมายว่าจะวางระบบให้การบริหารจัดการด้านเศรษฐกิจมหภาคและการเงินการคลังมีความเข้มแข็ง และนำไปสู่ความยั่งยืน ในส่วนของด้านการเงินนั้นก็มีกฎหมายหลายฉบับ ที่อยู่ในขั้นการตรวจร่าง ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และจะทยอยเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

ด้านการคลังก็มีเรื่องกระบวนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ที่ได้เร่งกฎหมายใหม่ออกมา เพื่อให้ทันกับการพิจารณายุบเลิก พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจที่ สนช.กำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งผมจะเอาเข้า ครม.เร็วที่สุด และไปสู่ สนช.ภายใน 60 วัน

นอกจากนั้นมีเรื่องการทำให้ระบบการคลัง มีความโปร่งใสมากขึ้น ในปัจจุบันนี้มันมีข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับภาระการคลัง ที่เยอะแยะเต็มไปหมด ที่จะต้องเป็นภาระในอนาคตแต่ยังไม่เคยมีการจัดรวม ซึ่งมันก็เป็นภาระของรัฐ ซึ่งเหมือนกับภาระหนี้อย่างหนึ่ง แต่ไม่เคยเอามารวมในตัวเลขหนี้สาธารณะอย่างชัดเจน ซึ่งตรงนี้จะเป็นปัญหามากในการบริหารเชิงมหภาค มันมีรายจ่ายเยอะมาก ที่มีมติ ครม.ไปผูกพันไว้ ซึ่งเมื่อมีเรื่องใหม่ให้ ครม.เข้ามาพิจารณา ครม.ก็ไม่รู้ว่ามันมีภาระหนี้ที่รออยู่ข้างหน้าเท่าไหร่ เพราะไม่เห็นภาพใหญ่ในสิ่งที่ ครม.ทุกชุดที่ผ่านมาได้อนุมัติอะไรไปบ้าง ซึ่งข้อมูลพวกนี้มันกระจัดกระจาย ถ้าจะทำให้ข้อมูลมีระบบต้องทำให้มีความโปร่งใส เราจะได้รู้ถึงความเสี่ยง

@ คิดว่าเม็ดเงินส่วนนี้มีประมาณเท่าไหร่

- กำลังรวบรวมอยู่ มันมีหลายอย่าง บางอันมาจากโครงการจำนำผลิตผลทางการเกษตร ซึ่งวิธีการดำเนินงานมีความหละหลวม และทำให้การเมืองเข้าไปใช้ประโยชน์เพื่อคะแนนนิยม โดยกำหนดราคาจำนำข้าวไว้สูงกว่าราคาตลาด สุดท้ายรัฐต้องรับภาระขาดทุนมโหฬาร หลายหมื่นล้าน และมันก็จะสะสมไปเรื่อยๆ หรือบางอย่างเรื่องศูนย์ราชการกรุงเทพมหานคร ที่แจ้งวัฒนะ มีภาระค่าเช่านานถึง 30 ปี ปีละ 2 พันล้าน รวมกันก็ 8 หมื่นล้านบาท ซึ่งเมื่อมีภาระเช่นนี้ก็ควรจะมีการนำมาใส่ในระบบ เพื่อให้ทราบสถานะคลัง หากเราดึงข้อมูลที่เป็นภาระให้ชัดขึ้นจะช่วยในการบริหารงานอย่างมาก

@ จะใช้เวลาอีกเท่าไหร่

- ข้อมูลมันมีจำนวนมาก ก็ให้เขาจัดหมวดหมู่และภายในเดือนนี้จะมีการจัดสัมมนา โดยความต้องการอยากให้เห็นภาระการคลังล่วงหน้า ไปอีก 10 ปี ทำให้เป็นระบบเปิดเผย คนที่อยู่ข้างนอกเช่นบริษัท เอกชน นักวิชาการ นักวิเคราะห์ทางด้านการลงทุน บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เขาจะมีข้อมูลและวิเคราะห์ได้ว่า สภาพเรายังปลอดภัยหรือไม่ หรือต้องระวังแล้ว โดยไม่ต้องพึ่งแต่ภาครัฐอย่างเดียว เพราะลำพังภาครัฐเขาก็จะบอกว่า ยังเข้มแข็งอยู่ การหวังให้รัฐดูว่ามันจะเข้าสู่ภาวะน่าเป็นห่วงหรือยัง เป็นไปไม่ได้ ดังนั้นการเปิดเผยต่อสาธารณะจึงเป็นสิ่งสำคัญ

@ เท่าที่เห็นภาพตอนนี้จะมีโครงการใดบ้างถูกนับรวม

- มันมีเยอะแยะเต็มไปหมด ที่เป็นนโยบายหลักของรัฐบาล เช่น รัฐต้องสมทบเงินเข้าสู่กองทุนประกันสังคม รัฐต้องจัดสรรเงินเข้าไปยังโครงการสุขภาพถ้วนหน้า มันมีเยอะแต่การที่จะรวมให้เห็นว่าภาระเป็นอย่างไรนั้น ไม่ค่อยมี ถ้าเราทำรวมให้เห็นคนก็จะรู้ว่าตอนนี้มันน่ากลัวหรือยัง หน่วยงานก็จะเห็น การที่เขาของบประมาณแล้วผูกพันหลายๆ ปี ครม.ก็จะบอกได้ว่าตอนนี้มีภาระที่รออยู่อีกมาก ถ้ามันไม่ใช่โครงการที่สำคัญและจำเป็นจริงก็ไม่ควรอนุมัติ แต่ปัจจุบันข้อมูลพวกนี้ไม่มี ดังนั้นเรื่องที่มาขออนุมัติเงินจาก ครม.ก็จะดูกันเป็นเรื่องๆ เพราะฉะนั้นเราก็ไม่เห็นภาพรวม เราอยากทำให้เห็นว่าภาระจริงๆ มีเท่าไหร่ แต่ละปีงบประมาณมีอย่างไร มองยาวขึ้นไปอย่างน้อยต้อง 10 ปีขึ้นไป รวมถึงจะต้องมีวิธีในการวิเคราะห์ เพื่อให้รู้ว่ามันมีความเสี่ยงอย่างไร การจะดูแค่หนี้ภาครัฐต่อจีดีพีอย่างเดียวไม่พอ มันไม่ได้บอกอะไรเราทั้งหมด มันไม่ได้บอกภาระที่ต้องทยอยจ่าย มันจะกระจุกตัวหรือกระจายตัวอย่างไร ดังนั้นเรื่องของกระแสเงิน (flow) เป็นเรื่องสำคัญ ที่จะดูภาระที่ต้องจ่ายเป็นรายปี จึงต้องมีระบบข้อมูลที่ครบถ้วนทั้งภาระหนี้จริง ภาระหนี้ที่ผูกพัน ภาระหนี้ที่จะเกิดขึ้น และเราต้องมีวิธีสรุปให้ได้ว่าจะดูแลมันอย่างไร ซึ่งตรงนี้เป็นโจทย์ที่ต้องคิด

@ กรอบความยั่งยืนทางการคลังของรัฐบาลเดิม สามารถนำมาใช้เป็นกรอบในการวิเคราะห์ได้หรือไม่

- กรอบความยั่งยืนใช้งานได้ก็ต่อเมื่อ นำเอาข้อมูลหลายส่วนที่ยังไม่ได้นับรวมเข้ามาในระบบ ในอดีตเรามีข้อมูลหลายส่วนที่อยู่นอกระบบ ดังนั้นจะมาบอกว่าทุกอย่างอยู่ในกรอบของความยั่งยืนมันไม่มีความหมาย วิธีที่เราต้องการทำคือทำข้อมูลให้ครบถ้วนแล้วถึงวางกรอบให้ครอบคลุม สิ่งที่เราต้องการจะทำคือ 1.กำหนดประเภทของข้อมูล ตัวเลขอยู่ที่ไหนอย่างไร ใครดูแลอยู่ ซึ่งเราอาจจะไม่สามารถนำข้อมูลมาได้ เพราะบางทีอยู่ที่หน่วยงาน 2.วางระบบในการทำข้อมูลเหล่านี้อย่างไร จะเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ กระทรวงต่างๆ หรือองค์กรอิสระ ที่มีภาระต่อรัฐอย่างไร ซึ่งในรัฐธรรมนูญ ก็มีการพูดถึงเรื่องการใช้เงินนอกงบประมาณ นี่ก็เป็นแนวทางหนึ่งที่เป็นตุ๊กตาจะไปเชื่อมกับกฎหมายลูก ประกอบรัฐธรรมนูญได้ในอนาคต เมื่อมีการจัดทำเป็นระบบ มีการอัพเดตข้อมูลเป็นรายเดือน แล้วเราจะวิเคราะห์ระบบเตือนภัยทางการคลังอย่างไร

@ ข้อมูลดังกล่าวจะช่วยสกรีนโครงการที่จะเข้า ครม.ด้วย

- ไม่ถึงกับสกรีนแต่ทำให้รัฐบาลได้เห็นภาพ ว่าตอนนี้มีภาระใน 1-2 ปี ข้างหน้าเต็มไปหมด เพราะฉะนั้นถ้าใครจะขอก็ต้องบอกว่า ภาวะมันรับไม่ได้ มันเป็นตัวที่ทำให้นายกรัฐมนตรีเห็นภาพ ว่ามีความยืดหยุ่นในการเพิ่มวงเงินใช้จ่ายมากน้อยแค่ไหน จะช่วยให้ระบบการทำงานของรัฐดีขึ้นเยอะ มิฉะนั้นทุกคนมีแต่ขอเงิน ผมยังไม่เห็นใครไม่ขอเงิน ขอมากันทุกอาทิตย์ ครม.ก็อนุมัติอาทิตย์ละเป็นพันล้านบาท

@ เท่าที่เห็นตอนนี้ งบประมาณ 2551 มีช่องรับได้แค่ไหน

- แม้กระทั่งในงบประมาณ 2551 ก็ไม่มีช่องที่จะไปเคลียร์ของเดิมได้หมด เช่น ธ.ก.ส. ที่ไปทำโครงการรับจำนำข้าว ได้รับความเสียหาย มากกว่า 2.5 หมื่นล้าน แต่จะจัดสรรให้ทั้งหมดในปี 2551 ก็ไม่มีทางทำได้ ถ้าตัวเลขพวกนี้มันปรากฏอยู่แล้ว โอกาสในการที่เราจะเสียหายหรือคาดการณ์ได้ แล้วเราก็ปรับประมาณการได้ มันจะได้เห็นภาระ แต่การที่เราไม่เห็นอะไรเข้ามาใน ครม.ก็อนุมัติไป ถึงเวลาเช็คบิลไม่มีเงินจ่าย ต้องใช้วิธีขอยืดไปเรื่อย ไม่มีทางเคลียร์ได้หมด อีก 3 ปีค่อยมาเคลียร์ให้หมด ซึ่งมันเป็นกันมาอย่างนั้น มันเป็นสภาพเหมือนมีงานเลี้ยงทุกคนก็สั่งๆ กันมา แต่เวลาเช็คบิลไม่มีเงินจ่าย

หน้า 20