หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
น้ำ ธาตุ ชาติ ชีวิต

บ้านเขาเมืองเรา : ดร.ไสว บุญมา  กรุงเทพธุรกิจ  วันศุกร์ที่ 08 มิถุนายน พ.ศ. 2550

ก่อนรัฐบาลไทยประกาศเรื่องน้ำเป็นวาระแห่งชาติเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เป็นเวลาราว 4 เดือน ผู้นำของออสเตรเลียเห็นพ้องต้องกันว่า ถึงเวลาแล้วที่ชาวออสเตรเลียบางส่วนควรจะยินยอมพร้อมใจกันบริโภคอดีตน้ำโสโครก อันเป็นน้ำที่พวกเขาเคยใช้และขับถ่ายออกมาเอง แน่ละ ก่อนนำมาบริโภคใหม่น้ำนั้น จะต้องได้ผ่านกระบวนการทำความสะอาดอย่างดีมาแล้ว

ปัจจัยที่ผลักดันให้ชาวออสเตรเลียต้องเผชิญกับภาวะอันกระอักกระอ่วนนั้น มีด้วยกันหลายอย่าง ผู้นำออสเตรเลีย อ้างถึงความแห้งแล้งติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายปี ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ ส่วนต้นตอของความแห้งแล้งนั้นพวกเขาเริ่มหันไปมองที่ความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ซึ่งปราชญ์ชาวออสเตรเลียชื่อ Tim Flannery ได้พยายามชี้ให้เห็นมาเป็นเวลานาน รวมทั้งการพิมพ์หนังสือชื่อ The Weather Makers ตั้งแต่ปี 2548 ด้วย

ชาวออสเตรียโดยทั่วไปเริ่มพูดถึงการใช้น้ำอย่างฟุ่มเฟือย เช่น การใช้รดต้นไม้ในสวนรอบบ้านและการใช้ในสระว่ายน้ำ เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของออสเตรเลียร้อนจัดและแห้งแล้งจนเป็นทะเลทราย การใช้น้ำเช่นนั้นไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง แต่สิ่งที่ชาวออสเตรเลียไม่พูดถึงได้แก่การส่งน้ำออกไปขายยังต่างประเทศในรูปของสินค้าเกษตรจำนวนมาก เช่น ชาวออสเตรเลียส่งเนื้อวัวออกไปขายปีละใกล้ 1 ล้านตัน การผลิตสินค้านั้นต้องการน้ำในปริมาณมากซึ่งหายากยิ่ง

เนื่องจากการขาดแคลนน้ำเริ่มเป็นปัญหาหนักหนาสาหัส นักนิเวศวิทยาชื่อ Fred Pearce จึงเสนอให้ชาวโลก คิดถึงการผลิต และการบริโภคสิ่งต่างๆ จากมุมมองของการใช้น้ำในหนังสือเรื่อง When the Rivers Run Dry ซึ่งพิมพ์ออกมาเมื่อปีที่แล้ว ข้อมูลของเขาบ่งว่าการผลิตเนื้อวัว 1 กิโลกรัม ต้องใช้น้ำราว 25,000 ลิตร ฉะนั้นการส่งเนื้อวัวออกของชาวออสเตรเลีย จึงมีค่าเท่ากับการขายน้ำเป็นหลักหมื่นล้านลิตรต่อปี ซึ่งเป็นการใช้น้ำที่ไม่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศของประเทศเป็นอย่างยิ่ง หรืออาจกล่าวได้ว่าในขณะนี้เกษตรกรออสเตรเลีย ช่วงชิงน้ำดีๆ ไว้แล้วส่งออกไปขายยังต่างประเทศทำให้ผู้อื่นขาดน้ำ จนจำเป็นต้องบริโภคน้ำโสโครกของตนเอง

จากข้อมูลชุดเดียวกัน การผลิตข้าว 1 กิโลกรัม ต้องใช้น้ำประมาณ 2,000 - 5,400 ลิตร นั่นหมายความว่า ถ้าคนไทยส่งข้าวออกไปขายปีละ 8 ล้านตัน ข้าวนั้นมีค่าเท่ากับการขายน้ำประมาณ 16,000 - 43,000 ล้านลิตร เนื่องจากเมืองไทยมีฝนตกมากในช่วงฤดูฝนจนทำให้น้ำเจิ่งนองไปทั่วท้องทุ่ง การผลิตข้าวขายในช่วงนั้น จึงไม่สร้างปัญหาหนักหนาสาหัส แต่นอกฤดูฝน เมืองไทยไม่มีน้ำมากนัก นอกเหนือจากส่วนที่เก็บกักไว้ตามแหล่งน้ำต่างๆ โดยเฉพาะในอ่างหลังเขื่อน

ฉะนั้นการผลิตข้าวขายในฤดูแล้งจึงไม่น่าจะเหมาะสม จากข้อมูลของ Fred Pearce การผลิตมันฝรั่งใช้น้ำราว 10% ของการผลิตข้าว นั่นหมายความว่าถ้าเป็นไปได้คนไทยควรหันไปผลิตมันฝรั่งหรือพืชอย่างอื่น ซึ่งใช้น้ำน้อยกว่าการผลิตข้าวในฤดูแล้ง ในประกาศให้น้ำเป็นวาระแห่งชาติ รัฐบาลไม่ได้ให้รายละเอียด แต่คงยังไม่สายเกินไปที่จะพิจารณาความเป็นไปได้ของการปลูกพืชอย่างอื่น เช่น มันฝรั่งแทนข้าว มิฉะนั้นการขาดแคลนน้ำอาจทำให้คนไทยบางส่วนต้องบริโภคน้ำโสโครกเช่นชาวออสเตรเลีย

เนื่องจากน้ำเป็นหนึ่งในธาตุสี่ของชีวิต การผลิตและบริโภคสิ่งต่างๆ จึงอาจมองได้จากมุมของการใช้ธาตุทั้งสี่เช่นเดียวกับที่ Fred Pearce เสนอให้มองจากการใช้น้ำ ตอนนี้ข้อเสนอของเขายังไม่แพร่กระจายออกไปมากนัก นอกจากเราจะนำการศึกษาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมาประยุกต์ใช้ เช่น การศึกษาของ ศาสตราจารย์ David Montgomery แห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ซึ่งพิมพ์ออกมาเมื่อต้นปีนี้ในรูปของหนังสือชื่อ Dirt: The Erosion of Civilizations หนังสือเล่มนี้มีข้อมูลเกี่ยวกับความล่มสลายของสังคมต่างๆ จากมุมมองของการใช้ที่ดินเพื่อผลิตอาหาร

ผู้เขียนสรุปว่าสังคมที่ล่มสลายใช้ที่ดินไม่เหมาะสมจนทำให้ผืนดินพังทลาย เนื้อดินสูญหายไปจากการกัดเซาะของน้ำและลม และดินจืดลงจนผลิตอาหารไม่ได้ ปัจจัยที่ก่อให้เกิดปัญหามักมาจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง และจากการขาดความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติหรือศาสตร์ของดิน ซึ่งมักสูญหายไปอย่างช้าๆ ถ้าไม่ได้รับการปกปักรักษาอย่างถูกต้องจนทำให้มองไม่เห็นในช่วงเวลาอันสั้น

จากมุมมองของการใช้ที่ดินเพื่อผลิตอาหารและการสูญเนื้อดินดังกล่าว การผลิตข้าวและผลไม้ออกไปขายยังต่างประเทศ อาจมองได้ว่าเป็นการขายดิน นอกจากการขายดินโดยทางอ้อมเช่นนั้นแล้ว ผู้เขียนกล่าวถึงการขายดินโดยตรง ของประเทศนาอูรู ซึ่งเป็นเกาะในกลางมหาสมุทรแปซิฟิกที่มีฟอสเฟตทั่วทั้งเกาะ หลังจากขุดฟอสเฟตขายจนหมด ชาวนาอูรูยากจนลงทันทีและในปัจจุบันนี้มีชีวิตอยู่ได้โดยอาศัยความช่วยเหลือจากต่างประเทศ

ในด้านของธาตุลม ในช่วงเวลา 20-30 ปีที่ผ่านมา ผู้ติดตามเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจอาจจะสังเกตเห็นแล้วว่า ประเทศด้อยพัฒนาซึ่งไม่ค่อยควบคุมการปล่อยควันพิษอย่างเคร่งครัดเท่ากับประเทศที่ก้าวหน้าแล้ว มักเป็นที่ตั้งของโรงงานใหม่ๆ เจ้าของโรงงานลดต้นทุนการผลิตโดยปล่อยควันพิษออกไปในอากาศ ส่วนประเทศเจ้าภาพได้โรงงาน ซึ่งเท่ากับเป็นการขายอากาศบริสุทธิ์ของตนที่คนในท้องถิ่นใช้หายใจ คนในท้องถิ่นบางคนต้องตายจากโรคภัยอันเกิดจากอากาศที่มีควันพิษผสมอยู่

ธาตุไฟ มองได้ว่าเป็นการขายและการใช้พลังงานเพื่อผลิตสินค้า อาจเป็นการขายโดยตรง เช่น การขายน้ำมัน ถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ หรือการใช้พลังงานเพื่อผลิตสินค้าก็ได้ เรื่องนี้มีแง่มุมจำนวนมาก จากการเผาน้ำมัน ถ่านหินและก๊าซธรรมชาติที่ทำให้เกิดปัญหาโลกร้อน ไปจนถึงคำสาปของการมีน้ำมันมากมายซึ่งเราจะเห็นได้ว่า ในช่วงเวลาเกิน 30 ปีที่ผ่านมาเมื่อน้ำมันขึ้นราคาแบบก้าวกระโดดหลายครั้ง ประเทศส่วนใหญ่ในกลุ่มผู้ส่งน้ำมันออก (OPEC) ประสบปัญหาหนักหนาสาหัส ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย อิหร่าน อิรัก คูเวต ลิเบีย แอลจีเรีย ไนจีเรีย หรือเวเนซุเอลา (มีรายละเอียดในหนังสือชื่อ “เล่าเรื่องเมืองน้ำมัน”)

เมื่อธาตุทั้งสี่คือชีวิต การบริหารจัดการเศรษฐกิจซึ่งวางอยู่บนฐานของการใช้และการขายธาตุทั้งสี่แบบสุรุ่ยสุร่าย จึงเป็นการทำลายชีวิตของผู้ใช้และผู้ขายทั้งในอดีต ในปัจจุบันและในอนาคต และการใช้ธาตุทั้งสี่อย่างพินิจพิจารณาแบบบูรณาการ ควรจะเป็นวาระแห่งชาติ ไม่ใช่เฉพาะธาตุน้ำเพียงอย่างเดียว