หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ถือ "อาร์เอ็มเอฟ" 5ปีหมดสิทธิลดหย่อน

กรุงเทพธุรกิจ  วันพฤหัสบดีที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2550

"สรรพากร" เตรียมออกประกาศใหม่สร้างความชัดเจน "RMF" ยันลงทุนครบ 5 ปีแล้วขอไถ่ถอนหน่วยลงทุน จะไม่ได้รับสิทธิภาษี หวังเน้นการออมระยะยาว ตามกรอบเดียวกับ กบข.- กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ นายสาธิต รังคสิริ รองอธิบดีกรมสรรพากรเปิดเผยว่า ที่ประชุมระหว่างกรมสรรพากร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ที่ผ่านมามีความเห็นร่วมกันในกรณีที่กรมสรรพากรจะปรับปรุงแนวทางปฏิบัติในการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)ที่ปัจจุบันกองทุนมีมูลค่าร่วมกันสูงถึง 70,000 ล้านบาท ให้มีลักษณะการได้รับสิทธิประโยชน์ภาษีเช่นเดียวกับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และกองทุนสำรองชีพ

เพราะที่ผ่านมา แนวทางปฏิบัติของเกี่ยวกับสิทธิทางภาษีของการลงทุนในกองทุน RMF ยังไม่ชัดเจน กรณีที่ประชาชนออมเงิน โดยซื้อหน่วยลงทุนอาร์เอ็มเอฟจนครบ 5 ปีแล้ว หากขายหน่วยลงทุนออกไปจะได้รับสิทธิทางภาษีหรือไม่ และกำไรจากมูลค่าที่เพิ่มขึ้น หรือ Capital Gain จะต้องเสียภาษีหรือไม่

เนื่องจาก ก่อนหน้านี้ กรมสรรพากรได้พิจารณาแล้ว เห็นว่า หากถือหน่วยลงทุนครบ 5 ปี เมื่อขายหน่วยลงทุนแล้ว จะยังคงได้รับสิทธิภาษีเหมือนเดิม เพราะมีการจัดคุณสมบัติของลงทุนในอาร์เอ็มเอฟ มีความใกล้เคียงกับกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (LTF) ที่เน้นลงทุนในหุ้นระยะยาว 5 ปี ทั้งที่ ความจริงอาร์เอ็มเอฟมีลักษณะที่ใกล้เคียงกับ กบข. และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมากกว่ากล่าวคือ เป็นการออมเงินระยะยาวเพื่อให้มีเงินไว้ใช้ภายหลังเกษียณ แต่ในกรณีนี้ ผู้ซื้อหน่วยลงทุนไม่มีนายจ้างเก็บออมเหมือนกับ กบข.และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ดังนั้นการกำหนดให้ถือหน่วยลงทุน หรือออมเงินระยะยาว จนอายุครบ 55 ปี ถึงจะได้รับสิทธิภาษี หรือกรณีเกษียณ หรือตายเท่านั้น

ดังนั้น กรมสรรพากรจึงได้ปรับปรุงแนวทางปฏิบัติใหม่ เพื่อให้เกิดความชัดเจน โดยกำหนดให้การขายหน่วยลงทุนของ RMFเมื่อถือจนครบ 5 ปีแล้ว หากขายหน่วยลงทุนออกไป ไม่จำเป็นต้องเสียภาษี Capital Gain แต่จะไม่ได้รับสิทธิทางภาษี ตามที่กรมสรรพากรประกาศ แต่หากถือจนครบอายุ 55 ปี หรือเกษียณ หรือตาย จะได้รับสิทธิภาษีเหมือนกับ กบข.และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยกรมสรรพากรจะนำเรื่องดังกล่าวเสนอให้กระทรวงการคลังอนุมัติต่อไป

"ในส่วนของการหักค่าลดหย่อนได้มีการเสนอให้มีการปรับปรุงให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของการลงทุนใน กบข.และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพต่อไป ซึ่งกรมสรรพากรได้รับความเห็นของที่ประชุม เพื่อจะได้นำเสนอกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณาต่อไป ซึ่งผู้ที่ลงทุนไปแล้ว จะได้สิทธิเช่นเดิม แต่หากออกประกาศใหม่มาแล้ว ผู้ซื้อหน่วยลงทุนใหม่ ลงทุนครบ 5 ปีแล้วขอไถ่ถอนหน่วยลงทุนนั้น จะไม่ได้รับสิทธิภาษี เนื่องจากก่อนหน้านี้ มีข้อหารือจากตลาดหลักทรัพย์ ก.ล.ต.และบริษัทจัดการกองทุน มาที่กรมสรรพากรจึงได้มีการพิจารณาเพื่อให้ได้ข้อยุติ "

สิทธิภาษีของอาร์เอ็มเอฟ คือ สามารถนำเงินลงทุนไปหักลดหย่อนได้ตามเงินลงทุนจริง แต่ไม่เกิน 15% ของเงินได้ต่อปี และไม่เกิน 300,000 บาท

นายมาริษ ท่าราบ กรรมการผู้จัดการ บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) จำกัดในฐานะนายกสมาคม บลจ. กล่าวว่า เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ที่ผ่านมา สมาคม บลจ. ได้เข้าหารือกับกรมสรรพากรถึงหลักเกณฑ์การลงทุน ในกองทุนรวมอาร์เอ็มเอฟ

หลังจากก่อนหน้านี้มีประเด็นความคลุมเครือในเรื่องสิทธิภาษีที่ผู้ลงทุนจะได้รับ

ทั้งนี้การหารือถือว่าเป็นไปได้ด้วยดี โดยกรมสรรพากรมีความเห็นว่าการลงทุนในกองทุน RMF นี้ควรยึดหลักเกณฑ์เดียว กับการลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการหรือ กบข. คือ เป็นการลงทุนเพื่อการออมในวัยเกษียณ ดังนั้นผู้ลงทุน ควรจะไถ่ถอนหน่วยลงทุนได้ต่อเมื่อมีอายุครบ 55 ปี และมีการลงทุนไม่น้อยกว่า 5 ปี จึงได้รับสิทธิทางภาษี

"ที่เราได้คุยกัน และมีความเห็นร่วมกันคือ ผู้ลงทุนที่ลงทุนครบ 5 ปีแล้วขอไถ่ถอนหน่วยลงทุนนั้น จะไม่ได้รับสิทธิภาษี ส่วนผู้ที่รับสิทธิภาษีไปแล้วก็คงต้องคืนสิทธิภาษีส่วนนั้นกับสรรพากรไป แต่สำหรับ Capital Gain ภาษีตรงนี้ถือว่าได้สิทธิ ซึ่งเรื่องนี้สรรพากรจะนำขึ้นหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อออกเป็นประกาศที่ชัดเจนต่อไป เข้าใจว่าคงจะมีการดำเนินการให้เสร็จเร็วที่สุด เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการลงทุน" นายมาริษ กล่าว

ที่ผ่านมา ยอมรับว่ามีผู้ลงทุนมาไถ่ถอนหน่วยลงทุนในกองทุนนี้บ้าง เพียงแต่ไม่มากนัก ซึ่งผู้ลงทุนที่ไถ่ถอนหน่วยลงทุนตรงนี้ ยังคงได้รับสิทธิภาษีอยู่ เพราะต้องยึดตามการตีความในประกาศปัจจุบัน แต่อนาคตหากกรมสรรพากรแก้ไข และออกประกาศใหม่แล้ว ผู้ลงทุนที่จะไถ่ถอนหน่วยลงทุนคงไม่ได้รับสิทธิทางภาษี ยกเว้นจะมีอายุครบ 55 ปีขึ้นไป และต้องมีอายุการลงทุนไม่น้อยกว่า 5 ปี