|
||||||||||||||
|
ถือ "อาร์เอ็มเอฟ"
5ปีหมดสิทธิลดหย่อน
กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2550 "สรรพากร" เตรียมออกประกาศใหม่สร้างความชัดเจน "RMF" ยันลงทุนครบ 5 ปีแล้วขอไถ่ถอนหน่วยลงทุน จะไม่ได้รับสิทธิภาษี หวังเน้นการออมระยะยาว ตามกรอบเดียวกับ กบข.- กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ นายสาธิต รังคสิริ รองอธิบดีกรมสรรพากรเปิดเผยว่า ที่ประชุมระหว่างกรมสรรพากร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ที่ผ่านมามีความเห็นร่วมกันในกรณีที่กรมสรรพากรจะปรับปรุงแนวทางปฏิบัติในการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)ที่ปัจจุบันกองทุนมีมูลค่าร่วมกันสูงถึง 70,000 ล้านบาท ให้มีลักษณะการได้รับสิทธิประโยชน์ภาษีเช่นเดียวกับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และกองทุนสำรองชีพ เพราะที่ผ่านมา แนวทางปฏิบัติของเกี่ยวกับสิทธิทางภาษีของการลงทุนในกองทุน RMF ยังไม่ชัดเจน กรณีที่ประชาชนออมเงิน โดยซื้อหน่วยลงทุนอาร์เอ็มเอฟจนครบ 5 ปีแล้ว หากขายหน่วยลงทุนออกไปจะได้รับสิทธิทางภาษีหรือไม่ และกำไรจากมูลค่าที่เพิ่มขึ้น หรือ Capital Gain จะต้องเสียภาษีหรือไม่ เนื่องจาก ก่อนหน้านี้ กรมสรรพากรได้พิจารณาแล้ว เห็นว่า หากถือหน่วยลงทุนครบ 5 ปี เมื่อขายหน่วยลงทุนแล้ว จะยังคงได้รับสิทธิภาษีเหมือนเดิม เพราะมีการจัดคุณสมบัติของลงทุนในอาร์เอ็มเอฟ มีความใกล้เคียงกับกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (LTF) ที่เน้นลงทุนในหุ้นระยะยาว 5 ปี ทั้งที่ ความจริงอาร์เอ็มเอฟมีลักษณะที่ใกล้เคียงกับ กบข. และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมากกว่ากล่าวคือ เป็นการออมเงินระยะยาวเพื่อให้มีเงินไว้ใช้ภายหลังเกษียณ แต่ในกรณีนี้ ผู้ซื้อหน่วยลงทุนไม่มีนายจ้างเก็บออมเหมือนกับ กบข.และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ดังนั้นการกำหนดให้ถือหน่วยลงทุน หรือออมเงินระยะยาว จนอายุครบ 55 ปี ถึงจะได้รับสิทธิภาษี หรือกรณีเกษียณ หรือตายเท่านั้น ดังนั้น กรมสรรพากรจึงได้ปรับปรุงแนวทางปฏิบัติใหม่ เพื่อให้เกิดความชัดเจน โดยกำหนดให้การขายหน่วยลงทุนของ RMFเมื่อถือจนครบ 5 ปีแล้ว หากขายหน่วยลงทุนออกไป ไม่จำเป็นต้องเสียภาษี Capital Gain แต่จะไม่ได้รับสิทธิทางภาษี ตามที่กรมสรรพากรประกาศ แต่หากถือจนครบอายุ 55 ปี หรือเกษียณ หรือตาย จะได้รับสิทธิภาษีเหมือนกับ กบข.และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยกรมสรรพากรจะนำเรื่องดังกล่าวเสนอให้กระทรวงการคลังอนุมัติต่อไป "ในส่วนของการหักค่าลดหย่อนได้มีการเสนอให้มีการปรับปรุงให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของการลงทุนใน กบข.และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพต่อไป ซึ่งกรมสรรพากรได้รับความเห็นของที่ประชุม เพื่อจะได้นำเสนอกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณาต่อไป ซึ่งผู้ที่ลงทุนไปแล้ว จะได้สิทธิเช่นเดิม แต่หากออกประกาศใหม่มาแล้ว ผู้ซื้อหน่วยลงทุนใหม่ ลงทุนครบ 5 ปีแล้วขอไถ่ถอนหน่วยลงทุนนั้น จะไม่ได้รับสิทธิภาษี เนื่องจากก่อนหน้านี้ มีข้อหารือจากตลาดหลักทรัพย์ ก.ล.ต.และบริษัทจัดการกองทุน มาที่กรมสรรพากรจึงได้มีการพิจารณาเพื่อให้ได้ข้อยุติ " สิทธิภาษีของอาร์เอ็มเอฟ คือ สามารถนำเงินลงทุนไปหักลดหย่อนได้ตามเงินลงทุนจริง แต่ไม่เกิน 15% ของเงินได้ต่อปี และไม่เกิน 300,000 บาท นายมาริษ ท่าราบ กรรมการผู้จัดการ บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) จำกัดในฐานะนายกสมาคม บลจ. กล่าวว่า เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ที่ผ่านมา สมาคม บลจ. ได้เข้าหารือกับกรมสรรพากรถึงหลักเกณฑ์การลงทุน ในกองทุนรวมอาร์เอ็มเอฟ หลังจากก่อนหน้านี้มีประเด็นความคลุมเครือในเรื่องสิทธิภาษีที่ผู้ลงทุนจะได้รับ ทั้งนี้การหารือถือว่าเป็นไปได้ด้วยดี โดยกรมสรรพากรมีความเห็นว่าการลงทุนในกองทุน RMF นี้ควรยึดหลักเกณฑ์เดียว กับการลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการหรือ กบข. คือ เป็นการลงทุนเพื่อการออมในวัยเกษียณ ดังนั้นผู้ลงทุน ควรจะไถ่ถอนหน่วยลงทุนได้ต่อเมื่อมีอายุครบ 55 ปี และมีการลงทุนไม่น้อยกว่า 5 ปี จึงได้รับสิทธิทางภาษี "ที่เราได้คุยกัน และมีความเห็นร่วมกันคือ ผู้ลงทุนที่ลงทุนครบ 5 ปีแล้วขอไถ่ถอนหน่วยลงทุนนั้น จะไม่ได้รับสิทธิภาษี ส่วนผู้ที่รับสิทธิภาษีไปแล้วก็คงต้องคืนสิทธิภาษีส่วนนั้นกับสรรพากรไป แต่สำหรับ Capital Gain ภาษีตรงนี้ถือว่าได้สิทธิ ซึ่งเรื่องนี้สรรพากรจะนำขึ้นหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อออกเป็นประกาศที่ชัดเจนต่อไป เข้าใจว่าคงจะมีการดำเนินการให้เสร็จเร็วที่สุด เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการลงทุน" นายมาริษ กล่าว ที่ผ่านมา ยอมรับว่ามีผู้ลงทุนมาไถ่ถอนหน่วยลงทุนในกองทุนนี้บ้าง เพียงแต่ไม่มากนัก ซึ่งผู้ลงทุนที่ไถ่ถอนหน่วยลงทุนตรงนี้ ยังคงได้รับสิทธิภาษีอยู่ เพราะต้องยึดตามการตีความในประกาศปัจจุบัน แต่อนาคตหากกรมสรรพากรแก้ไข และออกประกาศใหม่แล้ว ผู้ลงทุนที่จะไถ่ถอนหน่วยลงทุนคงไม่ได้รับสิทธิทางภาษี ยกเว้นจะมีอายุครบ 55 ปีขึ้นไป และต้องมีอายุการลงทุนไม่น้อยกว่า 5 ปี
|