หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
รัฐบาลตอบโจทย์ทำไมจีดีพีโต 4%

ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 07 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3903 (3103)

ภาคธุรกิจดูจะเป็นห่วงว่าปีนี้การขยายตัวของบริษัทจะโตน้อยกว่า จีดีพี ล่าสุดเครือสหพัฒน์บอกว่า รัฐบาลประกาศจีดีพีโต 4% แต่มุมพ่อค้ายังมองไม่ออกว่าจะโตได้เท่าจีดีพี ของเครือสหพัฒน์ปีนี้น่าจะติดลบ 5% ถ้าตัวเลขออกมาเป็นอย่างนั้นจริงถือว่าต่ำสุดในรอบ 60 ปี

ทำไมรัฐบาลปรับตัวเลขจีดีพีเหลือ 4% !!!

จากการสัมภาษณ์ นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กล่าวว่ารัฐบาลชุดนี้ปรับวิธีคิดในการดำเนินนโยบาย การขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ใช้การลงทุนไม่ใช้การบริโภคเหมือนรัฐบาล ชุดก่อนๆ ที่นิยมทำกัน

เหตุผลเพราะนายโฆสิตไม่เชื่อว่าการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการบริโภคจะทำให้เศรษฐกิจยั่งยืนได้ในระยะยาว คนจะบริโภคได้คนต้องมีรายได้ แต่ถ้าคนไม่มีรายได้ รัฐบาลก็ต้องใช้นโยบาย "แจก" และส่งเสริมการ "เป็นหนี้" แต่ถ้าขับเคลื่อนด้วยการลงทุน ประชาชนมีรายได้ การบริโภค ก็จะตามมา ดังนั้นรัฐบาลชุดนี้จึงไม่มีนโยบาย "แจก" และส่งเสริมให้ประชาชนก่อหนี้

นายโฆสิตมั่นใจว่า ไตรมาส 3 เศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นจากการลงทุน ภาครัฐและเอกชน ขณะนี้งบประมาณเบิกจ่ายเต็มที่ และการลงทุนเอกชน ในโครงการมาบตาพุดเริ่มขยาย อาทิ ปูนซิเมนต์ไทย และ ปตท. เป็นต้น ขณะที่ภาคการส่งออกยังดีอยู่ก็จะทำให้เศรษฐกิจโตได้ 4%

ส่วนเหตุผลของกระทรวงการคลัง นางพรรณี สถาวโรดม ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง แถลงว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัว 4% เนื่องจากการใช้จ่ายภายในประเทศทั้งการบริโภค และการลงทุนมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงค่อนข้างมาก โดย สศค.คาดว่าการบริโภคภาคเอกชน ลดลงจาก 3.1% ในปี 2549 เหลือ 2.3% ในปีนี้ การลงทุนภาคเอกชนจาก 3.9% ในปี 2549 เหลือ 0.5% เป็นผลจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและ นักลงทุนที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงที่ ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ได้ส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนโดยเฉพาะ การบริโภคสินค้าคงทนและการลงทุนภาคเอกชนหดตัวลงมาก นอกจากนั้น ความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความไม่สงบต่างๆ เช่น ปัจจัยทางการเมือง ความไม่สงบในจังหวัดภาคใต้ และความผันผวนของราคาน้ำมันในช่วงที่เหลือของปี อาจส่งผลให้การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนฟื้นตัวช้ากว่าเดิม

ทางด้านสภาพัฒน์ นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช. หรือสภาพัฒน์) ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจจาก 4-5% เป็น 4-4.5% เนื่องจากตัวเลขหลายตัวในไตรมาสแรกอ่อนตัวลง คือการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน อาทิ การใช้จ่ายภาคครัวเรือนขยายตัว 1.3% จาก 2.5% ในไตรมาส 4/49 และ 3.9% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ดัชนีการบริโภคติดลบ 0.5% ขณะที่การลงทุนเอกชนหดตัว 2.4% โดยเป็นการชะลอตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 7 แต่ยังติดลบน้อยกว่าไตรมาส 4/49 ที่ -3.9%

แต่ด้วยแรงสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าและบริการขยายตัวได้ดีที่ 18.5% จาก 19.7% ในไตรมาส 4/49 และ 17.7% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน และการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2550 ที่ใช้ได้ 1 ม.ค.2550 ทำให้การใช้จ่ายภาครัฐไตรมาส 1/50 ขยายตัว 11.2% จากที่หดตัว 4.2% ในไตรมาสก่อนหน้า และขยายตัว 7.4% ในช่วงเดียวกันของปี 2549 ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมไตรมาส 1/50 ขยายตัวได้ 4.3% เท่ากับไตรมาสก่อนหน้า แต่ยังต่ำกว่า 6.1% ในไตรมาส 1/49

สศช.เห็นว่า เศรษฐกิจไทยระยะต่อไปยังมีเสถียรภาพ ด้วยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ลดลงเหลือ 2.4% ในไตรมาสแรก และ 1.8% ในเดือน เม.ย. เทียบกับ 5.7% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และ 3.3% ในไตรมาส ก่อนหน้า อัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับต่ำที่ 1.6% และดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุล 5.5 พันล้านบาท ในไตรมาสแรกนี้

โดยคาดว่าปีนี้เศรษฐกิจจะขยายตัวได้ 4-4.5% จากหลายปัจจัยที่เอื้อ คือ อัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่ทยอยปรับตัวลง แม้ขณะนี้จะต้องระมัดระวังว่าราคาน้ำมันอาจปรับตัวขึ้นอีก แต่ด้วยมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน และการใช้พลังงานทดแทน จะช่วยให้ราคาน้ำมันส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อในปีนี้น้อยกว่าปีที่ผ่านมา

"การที่แบงก์ชาติลดดอกเบี้ยมาเหลือ 3.5% และดอกเบี้ยเงินกู้ก็ทยอย ลดลงจนเหลือ 7-7.25% และในเดือนหน้าก็น่าจะลดลงอีกตามการปรับ ลดดอกเบี้ยเงินฝากระยะยาวที่จะหมดอายุลง ซึ่งระดับดอกเบี้ยในปัจจุบันนี้น่าจะสมดุลแล้ว ที่จะสามารถดูแลเงินเฟ้อและดอกเบี้ยที่แท้จริงไม่ให้ติดลบ"

ทางด้านธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจหลังจากการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะ 8 ไตรมาส ข้างหน้า ที่มีเปลี่ยนแปลงสมมติฐานราคาน้ำมัน, แนวโน้มค่าเงินบาท, การใช้จ่ายภาครัฐ และเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่สำคัญ จาก 4-5% เป็น 3.75-4.75%

ทั้งนี้เครื่องชี้เศรษฐกิจตั้งแต่ไตรมาส 4/49 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2550 ได้มีการชะลอตัวลง ในด้านของอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนตัวลงทั้งใน ภาครัฐและเอกชน ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากความเชื่อมั่นของภาคเอกชน ที่ยังคงเปราะบาง แต่เชื่อว่าการใช้จ่ายภาครัฐที่เริ่มเร่งตัว และการส่งออก ที่ยังขยายตัวดีจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไป

ความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไปคือ ราคาน้ำมันดิบ ในตลาดโลก ที่มีความเป็นไปได้ที่จะสูงกว่าราคาฐาน ที่ใช้ประมาณการ การแข็งค่าของค่าเงินบาท ความเชื่อมั่นของภาคเอกชน และการขยายตัวของประเทศคู่ค้า ที่มีความไม่แน่นอนสูงจากปัญหาทางการเมือง ความเสี่ยงจากราคาน้ำมันและเศรษฐกิจของสหรัฐ ทั้งนี้คาดว่าราคาน้ำมันดูไบทั้งปี เฉลี่ยจะอยู่ที่ 58.8 ดอลลาร์/บาร์เรล จากประมาณการเดิม 56.5 ดอลลาร์/บาร์เรล ปี 2551 และ 2552 คาดว่าเฉลี่ยจะอยู่ที่ 58 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งแม้ความเสี่ยงเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันจะเพิ่มขึ้น แต่ขณะนี้ก็ยังไม่เห็นความเสี่ยงที่เงินเฟ้อพื้นฐานจะออกจากกรอบ 0-3.5% แต่ในการประชุมของ กนง. แต่ละครั้งก็จะมีการพิจารณาประเด็นนี้ อย่างใกล้ชิด

ในด้านต่างประเทศรายงานข่าวจากเดอะ วอลล์สตรีต เจอร์นัล เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน คาดการณ์สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐในขณะนี้ว่า น่าจะขยายตัว 2% โดยลดลงจากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 3.3% ขณะที่กระทรวงพาณิชย์สหรัฐระบุว่า การเติบโตของจีดีพีในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้อยู่ที่ 0.6% จากที่มีการชะลอตัวทางเศรษฐกิจในสหรัฐมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ ปี 2545 ทั้งนี้เศรษฐกิจสหรัฐยังคงชะลอตัว ท่ามกลางการดำเนินนโยบาย คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 5.25% โดยธนาคารกลางสหรัฐ เพื่อลดแรงเสียดทานจากอัตราเงินเฟ้อระดับสูง

แม้เศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัว การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ กำลังพัฒนา 2 แห่งในเอเชีย ได้แก่ อินเดียและจีน กลับเติบโตขึ้น อย่างรวดเร็ว โดยในปี 2549 จีนมีขนาดจีดีพีอยู่ที่ 10.7% ส่วนอินเดีย มีจีดีพีสูงถึงระดับ 9.2%

ทั้งนี้ตามรายงานของธนาคารโลก ซึ่งเว็บไซต์ www.business-standard.com เผยแพร่ออกมาเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ยังระบุว่า อินเดียเป็นประเทศที่มีกระแสเงินทุนหมุนเวียนของภาคเอกชนในเอเชียใต้ที่สูงถึง 40.1 พันล้านดอลลาร์ และทำให้เมื่อปีที่ผ่านมา อินเดียจึงเป็นประเทศ ที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนและความน่าเชื่อถือจากต่างชาติมากที่สุด ในภูมิภาคด้วย

ทั้งนี้สิ่งที่ประเทศกำลังพัฒนาที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็ว และร้อนแรง เช่น จีนและอินเดีย กำลังเผชิญ ได้มีนักเศรษฐกิจและ นักวิเคราะห์ออกมาเตือนเป็นระยะๆ ถึงผลกระทบจากการเติบโตที่ร้อนแรง ที่อาจนำไปสู่การขยายช่องว่างสร้างความห่างกันของคนเมืองและคนชนบท คนรวยกับคนจน และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่ยั้งคิดหรือมี แผนการอนุรักษ์ดูแลด้วย

โดยในขณะนี้รัฐบาลจีนยังได้ประกาศเป็นนโยบายแห่งชาติ เมื่อการประชุมสมัชชาประชาชนครั้งที่ผ่านมา ถึงการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ โคยต้องคำนึงถึงการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติด้วย

หน้า 2