หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
สลากกินแบ่งฯ เกินราคา

คอลัมน์ นอกรอบ  โดย ดร.นิตินัย ศิริสมรรถการ dr.nitinai@gmail.com  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 07 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3903 (3103)

ปัญหาการขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคาที่ตั้งไว้คือ ฉบับละ 40 บาท หรือคู่ละ 80 บาท ดูเหมือนจะเป็นปัญหาเรื้อรังอีกประการหนึ่งของสังคมไทย ที่แก้อย่างไรก็ดูเหมือนจะไม่สำเร็จเสียทีนะครับ ไหนสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจะเพิ่มส่วนลดให้กับผู้ที่ได้โควตาจากร้อยละ 7 เป็นร้อยละ 8 ก็แล้ว ไหนจะใช้แถบสีมาคุมเข้มแบ่งพื้นที่ขายก็แล้ว ก็ยังเห็นมีการขายสลากฯ เกินราคากันอยู่เกลื่อนกลาดกันอยู่ทุกที่ตามท้องถนน

จริงๆ แล้วการเพิ่มส่วนลดก็พอจะช่วยลดแรงกดดันด้านราคาได้บ้างนะครับ เพราะค่าใช้จ่ายของผู้ขายสลากฯ ก็มี ไหนจะค่ากินอยู่ ค่าเดินทาง และที่สำคัญ ถ้าสลากฯ ที่รับไปขายไม่ออก ก็อาจจะขาดทุนอีก แต่การเพิ่มส่วนลด ไม่ใช่การแก้ปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จเท่าไหร่ครับ จริงๆ ปัญหาการขายสลากเกินราคา เกิดจากความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์ (ความต้องการซื้อสลากฯ) และอุปทาน (จำนวนสลากฯ ที่ผลิตในแต่ละงวด) ซึ่งความไม่สมดุลที่ว่ามาจากสาเหตุหลักๆ ได้แก่

1.ปัญหาด้านลักษณะผลิตภัณฑ์ : ต้องยอมรับนะครับว่าสลากฯ เป็นสินค้าที่มีลักษณะที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า heterogeneous product คือมีความแตกต่างภายในผลิตภัณฑ์ เช่น เลขสลากฯ ต่างกัน ความต้องการของคนซื้อก็ต่างกัน สลากฯ เลขประเภท 00 หรือ 99 หรือเลขที่ออกไปแล้วเมื่องวดก่อนความต้องการจะน้อยกว่าเลขอื่น โดนเฉพาะถ้ามีเลขเด็ดประจำงวด

ในขณะที่ด้านอุปทาน รัฐบาลพิมพ์สลากฯ ออกมาเท่ากัน 46 ล้านฉบับในแต่ละงวด และแต่ละเล่มก็มีตัวเลขเรียงกันไป 00-99 เหมือนกันทุกเล่ม ซึ่งเมื่อพิจารณาด้านอุปสงค์และด้านอุปทานพร้อมกันแล้วพบว่า สินค้าประเภทนี้มีความต้องการในแต่ละตัวเลขที่แตกต่างกัน แต่หากรัฐบาลพิมพ์แต่ละตัวเลขออกมาเท่ากัน ดังนั้นความต้องการซื้อ กับความต้องการขาย แทบจะไม่มีความเป็นไปได้ว่าจะมีความสอดคล้องกันเลยครับ ไม่ว่าความต้องการซื้อ จะมากกว่าความต้องการขาย หรือความต้องการขายจะมากกว่าความต้องการซื้อ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาที่ทำให้ ราคาสลากฯ มีราคาแพงทั้งนั้นครับ กล่าวคือ ถ้าความต้องการซื้อมากกว่า จำนวนสลากฯ ที่พิมพ์ออกมา ก็จะทำให้คนแย่งกันซื้อ ราคาก็ปรับตัวสูงขึ้น แต่ถ้าในบางงวดรัฐบาลพิมพ์หวยออกมามากกว่าความต้องการซื้อ หวยเหลือ ผู้ขายคืนไม่ได้ ผู้ขายก็จะเพิ่มราคาขายหวยที่ขายออกเพื่อชดเชยการขาดทุนจากหวยที่เหลือ ก็เกิดปัญหาการขายสลากฯ เกินราคาอยู่ดีใช่ไหมครับ

นอกจากลักษณะผลิตภัณฑ์ที่เป็น heterogeneous product แล้ว ต้องยอมรับครับว่าสำนักงานสลากฯ จริงๆ แล้วไม่สามารถจะจัดทำผลิตภัณฑ์ของตนตอบสนองผู้บริโภคได้อย่างสมบูรณ์ สนง.สลากฯ ไม่สามารถรู้ได้ว่าที่จังหวัดไหน มีเลขเด็ดอะไร ในแต่ละงวด การกระจายเลขก็ไม่สามารถสอดคล้องกับความต้องการสิครับ อีกอย่าง สนง. สลากฯ ขายสลากฯ ไล่เลข 00-99 ในแต่ละเล่ม แต่คนซื้อหลายคนไม่ต้องการซื้อบางเลขบ้าง หรือต้องการซื้อเลขเดิมซ้ำๆ กันหลายใบบ้าง เลขที่ไม่ต้องการซื้อก็เหลือ ส่วนเลขที่ต้องการซื้อหลายๆ ใบก็เลยทำให้เกิดธุรกรรมหวยชุดขึ้น ซึ่งไม่ว่าผู้ซื้อต้องการเลขเด็ดหรือต้องการมุ่งหวังจะเป็นเศรษฐีภายในข้ามคืนโดยหวังรางวัลแจ็กพอตจากหวยชุด พวกเราต้องยอมรับกันว่า สนง. สลากฯ ไม่สามารถ (และไม่ควร) ตอบสนองในประเด็นต่างๆ ทั้งหมดที่ได้พูดมาได้ เมื่อทำไม่ได้ แต่นักพนันต้องการ ก็มีพ่อค้าคนกลาง หรือ ตลาดรองฯ ขึ้นมาสนองสิครับ

จริงๆ ผมมีโอกาสได้เดินทางไปดูขั้นตอนกระบวนการการแลกหวย รวมหวย ค้าหวยในตลาดรอง ดังกล่าวของทั้งผู้ได้รับการจัดสรรโควตาโดยตรงจาก สนง. สลากฯ และจากพ่อค้าคนกลาง ก็รู้สึกว่าอุตสาหกรรมนี้ ทำกำไรให้กับผู้ประกอบการ ทั้งต้นน้ำ ปลายน้ำ อย่างมหาศาล อุตสาหกรรมนี้ ทำกันตั้งแต่หน้า สนง. สลากฯ ตั้งแต่เช้ามืดของวันรับสลากฯ ไปยันต่างจังหวัดแถบอีสานตอนบน (ซึ่งเป็นตลาดรองแหล่งใหญ่ที่สุดในประเทศ) และที่สำคัญ พวกพ่อค้าคนกลางเหล่านี้ไม่ค่อยกลัวเกรงการปราบปรามของ สนง.สลากฯ สักเท่าไหร่ด้วยสิครับ (การใช้แถบสีเป็นตัวแบ่งเขตการขายจึงไม่น่าจะได้ผล) หลายคนที่ผมแอบไปสอบถาม (ซึ่งเขาไม่ทราบว่าผมมาจากไหน) กลับบอกว่า ถ้า สนง.สลากฯ ยึดโควตาการรับซื้อสลากฯ เขา เขาก็ไม่กลัว เพราะเขาก็จะไปซื้อสลากฯ จากคนที่ได้โควตาฯ แล้วก็แค่มาขายเกินราคาให้มันมากขึ้นกว่าเดิม เพื่อจะได้คงกำไรไว้เท่าเดิมเท่านั้นเอง ก็แหม คนไทยติดพนันกันงอมแงมขนาดนี้ ทำไมถึงจะทำอย่างนี้ไม่ได้ล่ะครับ เอาล่ะครับ เรื่องตลาดรองผมขอไม่พูดไปมากกว่านี้แล้วกันเอาเป็นว่า เอาให้ท่านผู้อ่านพอเข้าใจว่า สนง. สลากฯ ไม่สามารถ (และไม่ควร) สนองผู้บริโภคได้ในบางประเด็นที่พูดมา จึงเกิดพ่อค้าหัวใส และไม่เห็นแก่จริยธรรม ใช้ช่องว่างตรงนี้ทำกำไรมหาศาลแล้วกันครับ

พอมีตลาดรองเค้กก็ต้องแบ่งกันหลายคน ส่วนลดร้อยละ 8 ที่ สนง. สลากฯ ให้กับผู้ค้าสลากฯ จะไปพอให้ทุกคนอิ่มได้อย่างไรครับ ? ส่วนลดที่ สนง. สลากฯ ให้นอกจากจะเอาไปเป็นรายได้ในการดำรงชีพของผู้ขาย เอาไปเป็นค่าความเสี่ยงเผื่อขายไม่ออก ฯลฯ แล้ว นี่ยังต้องเอาไปเป็นค่าดำเนินการของพ่อค้าคนกลางอีก อย่างนี้ก็ต้องขายเกินราคาเรียกทุนคืนกันเป็นธรรมดาใช่ไหมครับ แล้วยิ่งคนไทยติดพนันกันงอมแงม เล่นพนันกันได้ในทุกรูปแบบด้วย ยิ่งไม่มีหวยบนดิน สลากฯ ก็ยิ่งได้ทีขายเกินราคาเข้าไปอีก

2.ปัญหาด้านฤดูกาล : ด้านความต้องการซื้อ (อุปสงค์) จากการศึกษาของสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง (สวค.) ที่ทำให้กับสำนักงานสลากฯ พบว่า ความต้องการในการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลขึ้น-ลง ตามฤดูกาล (เช่น ช่วงเปิดเทอมจะมีอุปสงค์น้อย เพราะพ่อแม่ ผู้ปกครองต้องเอาเงินไปจ่ายค่าเทอมลูกๆ หรือช่วงปีใหม่สลากฯ จะขายดี เป็นต้น) ซึ่งเมื่อความต้องการ สลากฯ ขึ้นๆ ลงๆ แต่ สนง. สลากฯ พิมพ์สลากฯ มาจำนวนเท่ากันทุกๆ งวด มันก็เป็นไปไม่ได้ใช่ไหมครับ ที่จำนวนสลากฯ ที่พิมพ์ออกมาจะเท่ากับความต้องการ ก็กลับมาเรื่องเดิมครับ พิมพ์ออกมาน้อย ความต้องการมาก สลากฯ ก็ขาดแคลน ราคาก็สูง พิมพ์ออกมามากความต้องการน้อย คนขายก็ขายไม่หมด ก็ขึ้นราคาสลากฯ ส่วนที่ขายได้เพื่อชดเชยกับขาดทุนจากสลากฯ ที่เหลือ สรุป ราคาก็สูงวันยังค่ำครับ ไม่ว่าจะพิมพ์มามากไปหรือพิมพ์มาน้อยไป ซึ่งทำให้ผมอดคิดต่อไม่ได้ว่า ถ้าหวยบนดินรูปแบบใหม่ได้ข้อสรุปออกมาว่าจะพิมพ์มาเป็นใบๆ คล้ายกับสลากกินแบ่งฯ ปัจจุบันก็จะมีลักษณะอุปสงค์ที่ไม่แตกต่างกัน ดังนั้นเมื่อรัฐบาลพิมพ์จำนวนหวยบนดินฯ เท่ากันทุกงวด ไม่มีการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล ก็จะทำให้เกิดความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์-อุปทาน อันจะนำไปสู่ปัญหาการขายหวยเกินราคา ดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น ซึ่งทำให้นักพนันหันกลับไปเล่นหวยใต้ดินอีกในที่สุด เอาล่ะครับหยุดเรื่องหวยบนดินไว้ก่อนดีกว่า ผมไม่อยากจะเปิดประเด็นเพิ่มเติม กลับมาเรื่องสลากกินแบ่งรัฐบาลกันต่อเถอะครับ

3.ระบบการจัดจำหน่าย : ระบบจัดจำหน่ายก็เป็นอีกปัญหานึงครับที่ทำให้สลากฯ ขายเกินราคา อย่างที่บอกไปแล้วครับว่าปัจจุบัน สนง. สลากฯ พิมพ์สลากกินแบ่งฯ ออกมางวดละ 46 ล้านฉบับ ซึ่ง 46 ล้านฉบับนี้ก็มีการได้รับการจัดสรรโควตา ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ใครสละสิทธิ์ สนง. สลากฯ ก็จะสุ่มคัดเลือกผู้ได้รับการจัดสรรคนใหม่เข้ามา ถ้าเป็นผมได้รับโควตาฯ ช่วงไหนที่ขายไม่ดี (เช่นช่วงเปิดเทอม หรือช่วงสงกรานต์) ก็จะไม่ยอมสละสิทธิ์หรอกครับ แต่จะยอมขาดทุนไป แล้วค่อยไปเอาคืนตอนช่วงที่ขายดีโดยการขายสลากฯ ให้เกินราคาคงจะดีกว่ามั้งครับ แหม อาชีพดีๆ กำไรงามๆ อย่างนี้ใครจะยอมทิ้งไปเสียง่ายๆ ใช่ไหมครับ

จากประเด็นต่างๆ ข้างต้น หากพิจารณาเฉพาะประเด็นทางเศรษฐศาสตร์ (ไม่พิจารณาด้านจริยธรรม ด้านวัฒนธรรม ด้านกฎหมาย และ/หรือ ด้านสังคม ฯลฯ) แล้ว นอกจากการปรับปรุงระบบการจัดจำหน่ายให้มีความคล่องตัว สอดคล้องกับความต้องการในแต่ละฤดูกาล (เช่น การยกเลิกระบบโควตา และเปิดจองสลากฯ ล่วงหน้าในแต่ละงวดแทน) แล้ว การปรับปรุงรูปแบบผลิตภัณฑ์ให้มีลักษณะเป็น homogenous product คือทำให้สลากฯ ทุกใบไม่มีความแตกต่างกัน เช่น มีการปิดเบอร์สลากฯ แล้วให้ผู้ซื้อขูดเพื่อลุ้นรางวัล ควบคู่ไปกับการหวยออนไลน์ ก็อาจจะเป็นการแก้ปัญหาการขายสลากฯ เกินราคาได้ครับ กล่าวคือ คนเล่นหวยอาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ พวกอยากรวย จากการถูกเลขท้าย 2-3 ตัว กับอยากเปลี่ยนฐานะ จากการถูกรางวัลใหญ่ พวกแรก คนที่ได้เลขเด็ดมา คงไม่มีใครฝัน หรือได้เลขเด็ดมาทีเดียว 6 หลัก ต่อให้ได้มาจริง ก็คงไม่มีใครพลิกแผ่นดินหาสลากที่มีเลขทั้ง 6 หลักนั้นได้ใช่ไหมครับ หากมีการเปลี่ยนผลิตภัณฑ์อย่างที่ว่าจริง พวกนี้ก็จะหันไปแทงหวยออนไลน์หรือหวยบนดินแทน เพราะจะได้ผลตอบแทนสูงกว่าการถูกเลขท้าย 2-3 ตัวจากสลากกินแบ่งฯ ส่วนพวกที่กะจะเปลี่ยนฐานะตัวเองเลยจากการถูกรางวัลทีละหลายๆ ล้านบาท ก็จะมาซื้อสลากฯ แบบขูดๆ ก็จะมีแต่พวกที่สับสนว่าอยากรวย (จากการถูกเลขท้าย) และอยากเปลี่ยนฐานะ (จากการถูกรางวัลใหญ่) ไปในคราวเดียวกันเท่านั้นแหละครับ ที่อาจไม่สบอารมณ์จากการเปลี่ยนลักษณะผลิตภัณฑ์ที่ว่า พวกนี้ก็เหมือนพวกที่ชอบลุ้นเปิดฝาน้ำอัดลมแล้วได้ทอง ถ้าไม่ได้ทอง ก็ส่งฝาไปลุ้นรถยนต์ต่อนั่นแหละครับ เปรียบเปรยกับสลากกินแบ่งในปัจจุบัน เขาก็รอลุ้นเลขท้ายก่อน (ลุ้นตอนเปิดฝาก่อน) แล้วถ้าลุ้นเลขท้ายแล้วไม่ได้ ก็ค่อยไปลุ้นรางวัลใหญ่ (ลุ้นรถยนต์ต่อ) แต่ก็อย่างว่านะครับ เราจะไปเอาใจนักพนันอะไรกันขนาดนั้น ทางที่ดีที่สุดคือการให้คนไทย ลด ละ เลิก อบายมุขทุกประเภท รวมทั้งการพนันนั่นแหละครับ

หน้า 49